โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

เปิดชื่อผัก 3 ชนิด ต้องระวัง ยิ่งกินยิ่งเสี่ยง "ทำร้ายตับ" รู้แล้วรีบเลี่ยง!

sanook.com

เผยแพร่ 7 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Sanook
เปิด 3 กลุ่มผักที่ควรระวัง กินผิดทำลายตับ พร้อมวิธีเลือกซื้อและปรุงอาหารให้ปลอดภัย

เปิด 3 กลุ่มผักที่ควรระวัง กินผิดทำลายตับ พร้อมวิธีเลือกซื้อและปรุงอาหารให้ปลอดภัย

การรับประทานอาหารให้สมดุลและมีผักผลไม้หลากหลายชนิดเป็นพื้นฐานสำคัญของสุขภาพที่ดี รวมถึงสุขภาพตับด้วย แต่ผักบางชนิดอาจไม่ปลอดภัยเสมอไป หากปนเปื้อนสารเคมี เริ่มขึ้นรา หรือมีสารธรรมชาติที่ต้องผ่านการเตรียมอย่างถูกวิธีก่อนรับประทาน

ตับเปรียบเสมือน “โรงงานเคมี” ของร่างกาย ทำหน้าที่เผาผลาญสารอาหาร สร้างสารสำคัญ และจัดการสารบางชนิดที่เข้าสู่ร่างกาย แม้ตับจะมีความสามารถในการฟื้นฟูตัวเอง แต่หากต้องรับภาระจากสารพิษซ้ำ ๆ เป็นเวลานาน ก็อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการอักเสบ พังผืด ตับแข็ง และโรคมะเร็งตับได้

อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าผักทุกชนิดหรือผักทั้งกลุ่มจะเป็นอันตราย สิ่งที่ต้องพิจารณาคือแหล่งที่มา ความสดสะอาด การปนเปื้อน ชนิดของพืช และวิธีปรุงอาหาร โดยเฉพาะผัก 3 กลุ่มต่อไปนี้ที่ควรเลือกซื้อและรับประทานอย่างระมัดระวัง

1. ถั่วงอกไร้รากหรือมีลักษณะผิดปกติ ควรตรวจสอบแหล่งที่มา

ถั่วงอกตามธรรมชาติเป็นอาหารที่ให้วิตามิน แร่ธาตุ และใยอาหาร แต่ถั่วงอกบางชนิดที่วางขายอาจมีลักษณะขาวมาก อวบผิดปกติ ลำต้นหนาและแทบไม่มีราก จึงทำให้เกิดข้อกังวลว่าอาจผ่านการใช้สารเร่งการเจริญเติบโตหรือสารเคมีบางประเภทระหว่างการเพาะ

หากมีการใช้สารเคมีที่ไม่ได้รับอนุญาตหรือใช้เกินมาตรฐาน สารตกค้างที่เข้าสู่ร่างกายอาจเพิ่มภาระให้ตับซึ่งทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับการเผาผลาญสารต่าง ๆ อย่างไรก็ตาม ลักษณะ “ไม่มีราก” เพียงอย่างเดียวไม่สามารถยืนยันได้ว่าถั่วงอกมีสารอันตราย จึงควรพิจารณาร่วมกับแหล่งผลิต ความน่าเชื่อถือ และความผิดปกติด้านสี กลิ่น หรือเนื้อสัมผัส

ทางเลือกที่ปลอดภัยกว่าคือซื้อถั่วงอกจากร้านหรือผู้ผลิตที่ตรวจสอบย้อนกลับได้ เลือกถั่วงอกที่สด ไม่มีเมือก ไม่มีกลิ่นผิดปกติ และล้างให้สะอาดก่อนนำไปปรุง ผู้ที่กังวลเรื่องสารตกค้างอาจเลือกเพาะถั่วงอกไว้รับประทานเอง โดยรักษาความสะอาดของเมล็ด น้ำ และภาชนะตลอดกระบวนการ

วิธีเลือกถั่วงอกให้ปลอดภัย ลดความเสี่ยงจากสารปนเปื้อน

  • เลือกซื้อจากร้านหรือผู้ผลิตที่มีแหล่งที่มาชัดเจน
  • หลีกเลี่ยงถั่วงอกที่ขาวจัด อวบหนา หรือมีลักษณะผิดธรรมชาติมากเกินไป
  • ไม่เลือกถั่วงอกที่มีกลิ่นเปรี้ยว มีเมือก หรือเริ่มช้ำ
  • ล้างให้สะอาดและปรุงให้สุกก่อนรับประทาน
  • เก็บในตู้เย็นและไม่ทิ้งไว้นานจนเกิดการเน่าเสีย

2. ผักขึ้นรา ตัดส่วนเสียทิ้งแล้วกินต่ออาจไม่ปลอดภัย

หลายคนเสียดายอาหารและคิดว่า หากผักมีราขึ้นเพียงจุดเดียวก็สามารถตัดส่วนนั้นออก แล้วนำส่วนที่เหลือไปปรุงต่อได้ แต่ในอาหารที่มีเนื้อนิ่มหรือมีความชื้นสูง เส้นใยของเชื้อราอาจแทรกซึมลึกกว่าส่วนที่มองเห็นด้วยตาเปล่า การตัดเฉพาะบริเวณที่ขึ้นราจึงอาจกำจัดเชื้อราและสารที่เกิดขึ้นได้ไม่หมด

เชื้อราบางชนิดสามารถสร้างสารพิษที่เรียกว่า “ไมโคทอกซิน” ซึ่งมีหลายประเภท เช่น อะฟลาทอกซิน โอคราทอกซินเอ และแพทูลิน สารพิษเหล่านี้อาจพบในอาหารแตกต่างกันตามชนิด วัตถุดิบ และสภาพการเก็บรักษา อีกทั้งไม่สามารถกำจัดได้อย่างน่าเชื่อถือด้วยการล้างน้ำหรือตัดส่วนเสียออกเพียงอย่างเดียว

อะฟลาทอกซินเป็นสารพิษจากเชื้อราที่มีผลต่อตับอย่างชัดเจน โดยตับจะเปลี่ยนสารดังกล่าวระหว่างกระบวนการเผาผลาญจนเกิดสารที่สามารถทำลายเซลล์และสารพันธุกรรมได้ การได้รับในปริมาณสูงอาจทำให้ตับบาดเจ็บ ส่วนการได้รับสะสมเป็นเวลานานสัมพันธ์กับความเสี่ยงมะเร็งตับ โดยเฉพาะในผู้ที่มีโรคตับหรือไวรัสตับอักเสบอยู่เดิม

ผักและอาหารขึ้นราแบบไหนควรทิ้งทั้งหมด?

สำหรับผักที่เริ่มขึ้นรา โดยเฉพาะอาหารที่มีเนื้อนิ่มหรือมีความชื้น เช่น มันเทศ หัวหอม กระเทียม แครอท หรือฟักทองที่เก็บไว้นาน วิธีที่ปลอดภัยกว่าคือทิ้งทั้งหมด ไม่ควรชิมเพื่อทดสอบหรือดมใกล้ ๆ เพราะอาจสูดเอาสปอร์ของเชื้อราเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจ

การป้องกันที่ดีที่สุดคือซื้อผักในปริมาณที่รับประทานหมด เก็บไว้ในสภาพแห้งและอุณหภูมิที่เหมาะสม รวมถึงตรวจผักเป็นประจำ หากพบชิ้นที่เริ่มเน่าเสีย ควรแยกออกทันทีเพื่อไม่ให้ความชื้นและเชื้อราแพร่ไปยังชิ้นอื่น

3. เฟิร์นกินได้บางชนิด ต้องเลือกชนิดและปรุงให้ถูกวิธี

เฟิร์นกินได้หลายชนิดนิยมนำมาปรุงอาหารในประเทศแถบเอเชีย เนื่องจากมีรสชาติและเนื้อสัมผัสที่เป็นเอกลักษณ์ แต่เฟิร์นบางชนิด โดยเฉพาะเฟิร์นในกลุ่มที่มีสารพทาควิโลไซด์ อาจไม่เหมาะกับการรับประทานบ่อยหรือรับประทานแบบดิบ ๆ

สารพทาควิโลไซด์เป็นสารธรรมชาติที่พบในเฟิร์นบางชนิด โดยมีข้อมูลการศึกษาว่าอาจเกี่ยวข้องกับการทำลายสารพันธุกรรมและความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็ง การได้รับซ้ำเป็นเวลานานจึงอาจเพิ่มภาระต่อร่างกายและตับ โดยเฉพาะเมื่อรับประทานเฟิร์นที่ไม่ได้ผ่านการต้ม แช่น้ำ หรือปรุงจนสุกอย่างเหมาะสม

เนื่องจากเฟิร์นมีหลายสายพันธุ์และไม่ได้มีสารดังกล่าวในระดับเท่ากัน ผู้บริโภคจึงควรเลือกเฉพาะชนิดที่รู้จักว่าใช้เป็นอาหารได้ เช่น ผักกูด ที่เป็นเฟิร์นผักพื้นบ้าน แต่ก็ไม่ควรทานดิบ และซื้อจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ ไม่ควรเก็บเฟิร์นป่าที่ไม่รู้จักสายพันธุ์มารับประทานเอง เพราะอาจสับสนกับพืชที่มีพิษหรือไม่เหมาะสำหรับเป็นอาหาร

วิธีเตรียมเฟิร์นกินได้ให้ลดความเสี่ยงก่อนนำมาปรุง

  • เลือกเฉพาะเฟิร์นชนิดที่ยืนยันได้ว่านำมารับประทานได้
  • ล้างให้สะอาดและแช่น้ำตามวิธีที่เหมาะกับเฟิร์นชนิดนั้น
  • ต้มในน้ำเดือดและเทน้ำทิ้งก่อนนำไปปรุงอาหาร
  • ปรุงให้สุกทั่วถึง ไม่รับประทานแบบดิบหรือกึ่งสุกกึ่งดิบ
  • ไม่ควรรับประทานเป็นประจำหรือในปริมาณมาก

ผู้สูงอายุ เด็กเล็ก ผู้มีภูมิคุ้มกันต่ำ ผู้ที่อยู่ระหว่างพักฟื้น และผู้ป่วยโรคตับควรระมัดระวังเป็นพิเศษ หากไม่แน่ใจว่าเฟิร์นชนิดใดรับประทานได้หรือควรเตรียมอย่างไร การหลีกเลี่ยงถือเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่า

มะเขือเทศดิบและมันฝรั่งงอก เป็นผักอีกกลุ่มที่ต้องระวัง

นอกจากผักทั้ง 3 กลุ่มข้างต้น ยังมีมะเขือเทศสีเขียวจัดหรือมะเขือเทศที่ยังไม่สุก และมันฝรั่งที่เริ่มงอกหรือมีสีเขียว ซึ่งอาจมีสารกลุ่มไกลโคแอลคาลอยด์ในระดับสูง สารเหล่านี้อาจทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ท้องเสีย เวียนศีรษะ หรืออาการทางระบบประสาทได้ หากได้รับในปริมาณมาก

มันฝรั่งที่มีสีเขียว มีรสขม งอกมาก หรือเนื้อเริ่มเสียควรทิ้ง ไม่ควรหวังพึ่งการตัดเฉพาะส่วนที่งอกแล้วนำส่วนที่เหลือมารับประทาน ส่วนมะเขือเทศที่ยังดิบจัดควรรอให้สุกหรือปรุงด้วยวิธีที่เหมาะสม เพื่อลดความเสี่ยงจากสารธรรมชาติที่มีอยู่ในพืช

ผักดองควรกินแค่ไหน จึงไม่เพิ่มภาระให้สุขภาพ?

ผักดองไม่จำเป็นต้องงดอย่างเด็ดขาด แต่ควรจำกัดปริมาณ เพราะผลิตภัณฑ์หลายชนิดมีโซเดียมสูง การกินเค็มเป็นประจำอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อความดันโลหิตสูง โรคไต และปัญหาสุขภาพอื่น ๆ ซึ่งอาจส่งผลต่อการดูแลผู้ที่มีโรคตับร่วมด้วย

ควรเลือกผักดองจากแหล่งผลิตที่สะอาด บรรจุภัณฑ์ไม่บวม ไม่มีรั่วซึม และไม่มีกลิ่นหรือสีผิดปกติ ก่อนรับประทานควรตักในปริมาณพอเหมาะ ไม่กินแทนผักสดทุกมื้อ และหลีกเลี่ยงการซดน้ำดองซึ่งมักมีโซเดียมเข้มข้น

ผักที่เป็นมิตรต่อตับ ควรกินอย่างหลากหลายและพอเหมาะ

ในแต่ละวันควรรับประทานผักหลายสีและสลับชนิดกัน เช่น ผักใบเขียว บรอกโคลี บีทรูท แครอท กระเทียม และผักที่มีใยอาหารสูง ผักเหล่านี้มีวิตามิน แร่ธาตุ และสารพฤกษเคมีที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพโดยรวม เมื่อรับประทานร่วมกับอาหารครบหมู่และควบคุมปริมาณน้ำตาล ไขมัน และโซเดียม

อย่างไรก็ตาม ไม่มีผักชนิดใดสามารถ “ล้างพิษตับ” หรือรักษาโรคตับได้ด้วยตัวเอง ผู้ที่มีภาวะไขมันพอกตับ ตับอักเสบ ตับแข็ง หรือกำลังรับประทานยาประจำ ควรปรึกษาแพทย์หรือนักกำหนดอาหารเกี่ยวกับชนิดและปริมาณอาหารที่เหมาะสมกับโรคของตน

สรุป 3 กลุ่มผักที่ควรระวัง เพื่อไม่เพิ่มภาระให้ตับ

ผักยังคงเป็นอาหารสำคัญที่ควรมีในทุกมื้อ แต่ต้องเลือกวัตถุดิบสดสะอาดและเตรียมอย่างถูกวิธี ถั่วงอกที่มีลักษณะผิดปกติควรซื้อจากแหล่งที่เชื่อถือได้ ผักที่ขึ้นราควรทิ้งแทนการตัดเฉพาะส่วนเสีย ส่วนเฟิร์นกินได้บางชนิดต้องเลือกสายพันธุ์และปรุงให้สุกอย่างเหมาะสม

หัวใจสำคัญไม่ใช่การหวาดกลัวหรือเลิกกินผัก แต่คือการไม่กินอาหารที่เน่าเสีย ไม่เลือกซื้อวัตถุดิบที่มีลักษณะผิดปกติ และไม่เก็บพืชที่ไม่รู้จักมาปรุงเอง หากสงสัยว่าได้รับสารพิษจากอาหารและมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง เวียนศีรษะ หรืออ่อนแรงผิดปกติ ควรหยุดรับประทานและไปพบแพทย์ทันที

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...