คนไทยลุ้นขึ้นราคา! หลังสหรัฐฯ ถล่มอิหร่าน รอบ 9 ดันน้ำมันโลกพุ่ง 16%
วันที่ 20 กรกฎาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านยังคงทวีความรุนแรง หลังสหรัฐฯ เปิดปฏิบัติการโจมตีอิหร่านเป็นระลอกที่ 9 เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม ตามเวลาท้องถิ่นสหรัฐฯ ขณะที่อิหร่านตอบโต้กลับอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้การสู้รบยืดเยื้อและยังไม่มีสัญญาณว่าจะยุติลงในเร็ว ๆ นี้
รายงานระบุว่า การโจมตีตลอดช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเป้าหมายทางทหาร แต่ยังขยายไปยังโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ เช่น สะพาน ระบบสาธารณูปโภค และสิ่งอำนวยความสะดวกในท่าเรือ สะท้อนให้เห็นว่าสถานการณ์กำลังบานปลาย และลดโอกาสที่ทั้งสองฝ่ายจะกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจาเพื่อทำข้อตกลงหยุดยิง
ด้านนายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน ระบุว่า ประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านยังมีหลายเรื่องที่ไม่สามารถหาข้อยุติได้ ทำให้ความตึงเครียดทางการเมืองและการทหารในภูมิภาคตะวันออกกลางยังคงอยู่ในระดับสูง
ผลจากสถานการณ์ดังกล่าวได้ส่งแรงกระเพื่อมมายังตลาดพลังงานโลกทันที โดยราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัส (WTI) ล่าสุดปรับตัวขึ้นแตะ 84.48 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 2.41% จากวันก่อนหน้า หลังจากเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ราคาปรับขึ้นแล้วกว่า 4.48% และเมื่อรวมตลอดสัปดาห์ ราคาน้ำมัน WTI พุ่งขึ้นประมาณ 16% ซึ่งถือเป็นการปรับขึ้นอย่างรวดเร็วจากความกังวลด้านอุปทานน้ำมันในตลาดโลก
ไทยจับตาผลกระทบด้านพลังงาน
แม้ปัจจุบันราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศไทยยังไม่มีการปรับขึ้นเพิ่มเติม แต่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะประเทศไทยยังต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบเป็นส่วนใหญ่ หากราคาน้ำมันในตลาดโลกทรงตัวอยู่ในระดับสูงหรือปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ย่อมส่งผลต่อต้นทุนการนำเข้าและต้นทุนพลังงานภายในประเทศในระยะต่อไป
ก่อนหน้านี้ คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ได้ยกเลิกเพดานราคาขายปลีกน้ำมันที่ 35 บาทต่อลิตร เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการราคาให้สอดคล้องกับสถานการณ์ตลาดโลก พร้อมยืนยันว่าจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้ามาช่วยดูแลผลกระทบต่อประชาชนหากจำเป็น แต่ล่าสุดได้ยกเลิกเพดานแล้ว
นักวิเคราะห์มองว่า หากสงครามยืดเยื้อและราคาน้ำมันยังปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง ผลกระทบจะไม่ได้จำกัดอยู่เพียงราคาน้ำมันหน้าปั๊ม แต่จะลุกลามไปยังต้นทุนการขนส่ง ต้นทุนการผลิตสินค้า ค่าไฟฟ้า และค่าครองชีพของประชาชน ซึ่งอาจทำให้อัตราเงินเฟ้อกลับมาสูงขึ้นอีกครั้ง
นอกจากนี้ ภาคธุรกิจที่ใช้พลังงานเข้มข้น เช่น การขนส่ง โลจิสติกส์ อุตสาหกรรมการผลิต และสายการบิน อาจเผชิญต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ภาครัฐอาจต้องใช้งบประมาณหรือมาตรการเพิ่มเติมเพื่อบรรเทาผลกระทบด้านค่าครองชีพ หากราคาพลังงานยังอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน
เศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังของปีจึงยังต้องเผชิญความไม่แน่นอนจากปัจจัยต่างประเทศ โดยเฉพาะสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ซึ่งยังเป็นตัวแปรสำคัญที่กำหนดทิศทางราคาพลังงานโลก และอาจส่งผลต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป