"ดร.สันติภาพ"ปลุกท้องถิ่นสู้กลับ!! ปมรับบาปโกงสอบ ก่อนโดนม.157
">
เดือดทะลุปรอท! ปมร้อน "โกงสอบท้องถิ่น" ดร.สันติภาพ อินทรพัฒน์ ชี้ส่วนกลาง "เรียนผูกไม่เรียนแก้" โยนกลองให้ท้องถิ่นเซ็นเลิกจ้าง เสี่ยงคุก ม.157 ปลุก อปท. ทั่วประเทศใช้รัฐธรรมนูญมาตรา 5สู้กลับ! เผยเบื้องลึกทำไมระเบียบกรมถึงครอบงำจนท้องถิ่นขยับไม่ได้ เคลียร์ทางดินสไลด์ช่วยชาวบ้านยังเสี่ยงติดคุกพร้อมแนะวิธีใช้มติสภาท้องถิ่นเป็นเกราะป้องกันตัว!
ดร.สันติภาพ อินทรพัฒน์ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดน่าน ประจำปี 2543-2549 อุปนายกสมาคมสมาชิกรัฐสภาไทย ภาคเหนือ ให้สัมภาษณ์ “สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์” เผยแพร่ทางแพลตฟอร์มออนไลน์ เมื่อวันที่20 สิงหาคม กรณีภาระขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่ได้รับมอบหมายให้เลิกจ้างข้าราชการที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตสอบส่วนท้องถิ่น หรือโกงสอบ รวมถึงอำนาจที่ท้องถิ่นไม่กล้าใช้แม้เกิดมาจากกฎหมายแม่คือรัฐธรรมนูญ
-เกี่ยวกับคดีทุจริตสอบท้องถิ่นที่ส่วนกลางส่งเรื่องมาให้ท้องถิ่นดำเนินการเลิกจ้าง ในมุมมองทางกฎหมายมีประเด็นอะไรที่น่ากังวลบ้าง
เรื่องนี้ในฐานะนักกฎหมายที่ทำคดีมาเกือบ 50 ปี ประเด็นคือเรื่อง "เรียนผูกแต่ไม่เรียนแก้" ของส่วนกลางอย่างแท้จริง ตอนแรกที่มีการจัดสอบ ส่วนกลางหรือกรมเป็นคนดึงอำนาจไปดำเนินการเองทั้งหมด ตั้งแต่การรับสมัคร การจัดสอบ ตลอดจนกระบวนการบรรจุ แต่พอเกิดปัญหาการทุจริตสอบครั้งใหญ่ที่มีรายงานว่าพบผู้ทุจริตถึง 5,000-6,000 คน จากคนสอบเป็นแสนคน แทนที่ส่วนกลางจะดำเนินการแก้ไขเอง กลับส่งหนังสือสั่งการโยนมาให้คณะกรรมการข้าราชการส่วนท้องถิ่น (ก.จังหวัด) และผู้บริหารท้องถิ่นเป็นคนเซ็นเลิกจ้าง ถ้าท้องถิ่นไปเซ็นเลิกจ้าง ทั้งที่ไม่ได้เป็นคนจัดสอบ ไม่ได้เป็นคนรับสมัครเองตั้งแต่ต้น แล้วเกิดโดนฟ้องร้องกลับขึ้นมา ผู้บริหารท้องถิ่นจะไม่เสี่ยงโดนข้อหามาตรา 157 ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือโดนฟ้องร้องในทางละเมิดและทางแพ่งหรือ นี่คือการโยนหอกโยนดาบให้ท้องถิ่นรับเคราะห์แทนการกระทำของส่วนกลาง หากเป็นตน จะแนะนำว่าอย่าเพิ่งไปมีมติหรือออกคำสั่งเลิกจ้างเด็ดขาด เพราะคนที่ออกคำสั่งต้องรับผิดชอบตัวเองเมื่อเรื่องถึงศาลคดีอาญาทุจริต
-แปลว่าจริงๆ แล้ว อำนาจในการสอบและบรรจุแต่งตั้งข้าราชการท้องถิ่น ควรเป็นสิทธิ์ของท้องถิ่นเองตั้งแต่แรกตามกฎหมาย
ใช่ ตามพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 ที่ผ่านรัฐสภาในสมัยนายกฯ ชวน หลีกภัย กำหนดไว้ชัดเจนว่าต้องถ่ายโอนภารกิจ รวมถึงการสอบ การบรรจุ และการดำเนินการในท้องถิ่นทั้งหมดให้เป็นหน้าที่ของท้องถิ่นภายใน 10 ปี แต่ผ่านมา 23 ปีจนถึงปัจจุบัน กระบวนการนี้ก็ยังไม่ทำเลย ทำไมเราไม่ยอมกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นสอบเอง บางคนในสื่อสังคมออนไลน์กลัวว่าถ้าท้องถิ่นสอบเองแล้วจะทุจริต แต่ในความเป็นจริง หากให้เขาสอบเอง สอบทีละ 10-20 คนในพื้นที่ มันตรวจสอบง่ายมาก และเรามีกลไกตรวจสอบของประชาชน ทั้ง ส.อบต., ส.ท., ส.อบจ. คอยตรวจสอบอยู่แล้ว การดึงไปสอบรวมที่ส่วนกลางต่างหากที่ทำให้เกิดการทุจริตแบบที่เป็นข่าว แถมผลเสียอีกอย่างของการดึงอำนาจไปสอบที่ส่วนกลางคือ สมมติพื้นที่ชายแดนจังหวัดน่านติดกับลาวระยะทางกว่า 220 กิโลเมตร ขาดแคลนนิติกร ขาดปลัด ขาดรองปลัด พอสอบจากส่วนกลางเสร็จ ส่งคนจากที่อื่นไปบรรจุ ถึงเวลาพวกนี้ก็ปฏิเสธไม่ยอมไปทำงานในพื้นที่ทุรกันดาร แต่ถ้าให้ท้องถิ่นสอบเอง เด็กในหมู่บ้านที่เรียนจบมา เขาก็พร้อมจะสอบและทำงานพัฒนาบ้านเกิดของเขาเอง
-นอกเหนือจากเรื่องการจัดสอบแล้ว ดูเหมือนท่านจะมองว่าปัญหาใหญ่ในปัจจุบันคือการที่ส่วนกลางพยายามออกระเบียบมา "ครอบ" หรือจำกัดอำนาจการบริหารของท้องถิ่นด้วย
ถูกต้อง ท้องถิ่นนั้นก่อเกิดมาจากรัฐธรรมนูญในหมวด 14 มาตรา 249-254 ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ รัฐธรรมนูญมาตรา 250 วรรค 5 ระบุชัดเจนว่า การกำกับดูแลท้องถิ่นให้ทำ "เท่าที่จำเป็น" เพื่อป้องกันการทุจริตและรักษาผลประโยชน์ของรัฐ ไม่ใช่ทำตัวเป็นผู้บังคับบัญชาหรือเจ้านาย แต่ในความเป็นจริง หน่วยงานกำกับดูแลที่มีสถานะเพียงแค่ "กรม" กลับออกระเบียบต่างๆ มากมายมาครอบงำท้องถิ่นจนแทบทำอะไรไม่ได้เลย เมื่อปี 2546 ผมดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการปฏิรูประบบราชการ ตอนนั้นมีการตั้งกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่นขึ้นมาเพื่อกำกับดูแล แต่เจตนาคือการกำกับดูแลเท่าที่จำเป็นตามกฎหมาย ท้องถิ่นคืออำนาจของประชาชนตามมาตรา 3 ซึ่งเป็นอำนาจที่ใหญ่มาก คณะกรรมการกระจายอำนาจฯ มีสัดส่วนตัวแทนท้องถิ่นอยู่ถึง 12 คน แต่เวลาส่วนกลางจะออกระเบียบ ท้องถิ่นกลับไม่กล้าคัดค้านเพราะเกรงใจ ถ้าท้องถิ่นไปโต้แย้งหรือวีโต้ระเบียบของกรม อีก 3-4 วันต่อมา กรมก็จะส่งคนมาตรวจอุดหนุนตรวจสอบ อปท. นั้นทันที สุดท้ายผู้บริหารท้องถิ่นก็เลยเลือกที่จะ "อยู่เฉยๆ ดีกว่า" เพื่อความปลอดภัยของตัวเอง
-การที่ท้องถิ่นต้องเลือกว่า "อยู่เฉยๆ ดีกว่า" ส่งผลกระทบต่อการช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่อย่างไรบ้าง
กระทบมหาศาล ยามที่ประชาชนเดือดร้อนจริงๆ เช่น ภาคเหนือตอนหน้าฝน เกิดแผ่นดินสไลด์ปิดทับเส้นทางไปบ่อเกลือ ไปสันติสุข หรือทางชายแดน ถนนพังตัดขาด นายก อปท. จึงสั่งการให้กองช่างไปดำเนินการเคลียร์ทาง โดยโยกงบประมาณจากกองช่างหรือกองการศึกษามาบรรเทาภัยพิบัติก่อนชั่วคราวเพื่อประโยชน์ของประชาชน ทั้งที่เป็นอำนาจหน้าที่สาธารณูปโภคตามกฎหมายและรัฐธรรมนูญ แต่พอสิ้นปี สตง. มาตรวจ เขาจะถามหาประกาศกระทรวงหรือระเบียบกรม พอระเบียบกรมเขียนว่าใช้เงินข้ามประเภทไม่ได้ สตง. ก็ชี้มูลความผิด ส่งเรื่องให้ ป.ป.ช. และท้ายที่สุด นายก อปท. ต้องไปขึ้นศาลคดีอาญาทุจริต ทั้งที่ไม่มีการทุจริตเงินเข้ากระเป๋าตัวเองเลย ทำเพื่อประชาชนแท้ๆ แต่ต้องมาเสี่ยงคุก นี่แหละที่ทำให้ผู้บริหารท้องถิ่นบอกว่า "งั้นต่อไปมีอะไรฉันไม่ทำดีกว่า" เพราะทำไปก็กลัวติดคุก หรืออย่างกรณี อบต. พระธาตุ กรมไปออกระเบียบทั้งๆ ที่ผ่านสภาท้องถิ่นแล้วในโครงการพระราชดำริปี 2564 ตามกฎหมายแรงงานต้องจ้าง 15,000 บาท แต่กลับจ้างได้แค่ 7,500 บาท พอจ้างงานตรงสายก็ต้องไปขึ้นศาลคดีอาญาทุจริต ทั้งที่ไม่ได้มีการทุจริตและประโยชน์เกิดกับประชาชนเต็มๆ นอกจากนี้ยังมีการออกระเบียบทายาท 8 ลำดับที่ทำให้การจ้างงานในท้องถิ่นขยับตัวทำอะไรไม่ได้เลย
-หากสถานการณ์ยังเป็นแบบนี้ ท้องถิ่นจะมีทางออกทางกฎหมายอย่างไรบ้างเพื่อปกป้องตัวเองและรักษาประโยชน์ของประชาชน
ท้องถิ่นต้องใจถึงและกล้าสู้กลับด้วยข้อกฎหมาย รัฐธรรมนูญมาตรา 5 เขียนไว้ชัดเจนว่า รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ กฎระเบียบข้อบังคับใดขัดหรือแย้งจะใช้บังคับมิได้ ในเมื่อท้องถิ่นจัดตั้งขึ้นโดยรัฐธรรมนูญ แต่กรมซึ่งมีสถานะแค่ "กรม" จะมาออกระเบียบที่ใหญ่กว่ารัฐธรรมนูญได้อย่างไร ทางออกทางปฏิบัติที่ตนแนะนำเสมอคือการใช้ "มติสภาท้องถิ่น" เป็นเกราะป้องกันตัวตามมาตรา 249 ที่ระบุว่าการดำเนินกิจกรรมใดๆ ให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของประชาชนในท้องถิ่น ตนเคยยกตัวอย่างคดีหนึ่งในจังหวัดน่าน หน่วยงานหนึ่งมีหนังสือสั่งให้เทศบาลไปแจ้งความดำเนินคดีกล่าวโทษลูกบ้านตัวเองข้อหาบุกรุกแม่น้ำน่าน ซึ่งจริงๆ เป็นหน้าที่ของกรมเจ้าท่าเอง ทางเทศบาลมาปรึกษาตน จึงบอกว่าไม่ต้องไปแจ้งความตามเขาสั่ง ให้สมาชิกสภาเทศบาล (ส.ท.) ยื่นญัตติเข้าสภาเลย ให้สภามีมติว่า เทศบาลไม่สามารถไปกล่าวโทษลูกบ้านได้เนื่องจากขัดต่อกฎหมายและรัฐธรรมนูญ แต่หากหน่วยงานดังกล่าวจะดำเนินการเอง เทศบาลยินดีให้ความร่วมมือ พอสภามีมติออกมาปั๊บ เทศบาลก็นำมตินี้แจ้งกลับไปยังกรมเจ้าท่า สุดท้ายหน่วยงานนั้นก็ไม่กล้าทำอะไร เพราะเป็นมติที่เกิดจากอำนาจของประชาชนตามมาตรา 3 ดังนั้น ถ้าท้องถิ่นมีเงิน มีอำนาจ และมีส่วนร่วมของประชาชน ยึดมติสภาเป็นหลักในการทำเพื่อประโยชน์สาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นการเทถนนในผืนป่า หรือสร้างสะพานข้ามลำห้วย ก็สามารถโต้แย้งระเบียบของกรมที่ไม่ชอบธรรมได้
-สุดท้ายนี้ ท่านมีอะไรอยากจะฝากทิ้งท้ายถึงผู้บริหารท้องถิ่นทั่วประเทศ หรือหน่วยงานส่วนกลางบ้าง
อยากฝากหนังสือเล่มที่ตนเขียนว่าด้วย "อำนาจของท้องถิ่นตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ" ไว้ศึกษา และอยากบอกผู้บริหารท้องถิ่นว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมา ท้องถิ่นต้องกล้าที่จะปฏิรูป กล้าที่จะโต้แย้งกรม และกล้าใช้อำนาจที่ประชาชนมอบให้ตามระบอบประชาธิปไตย ประชาชนเลือกท่านมา มอบความไว้วางใจให้ตามนโยบาย บาง อบต. ยังเข้าใจผิดว่าทำอะไรต้องขออนุญาตผู้ว่าราชการจังหวัดตลอด ซึ่งความจริงผู้ว่าฯ ไม่เกี่ยวเลยในเรื่องที่เป็นอำนาจเฉพาะของท้องถิ่น ขอให้กล้าตัดสินใจเพื่อประโยชน์ของประชาชน กล้าที่จะโต้แย้ง และดำเนินการตอบสนองความต้องการของประชาชนในท้องถิ่นตามรัฐธรรมนูญ หมวด 14 มาตรา 249-254 แล้วบ้านเมืองของเราจะเจริญก้าวหน้าไปไกลแน่นอน และหากผู้บริหารท้องถิ่นท่านใดมีข้อสงสัยเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ทางกฎหมาย สามารถมาปรึกษาตนได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย
#โกงสอบท้องถิ่น #ดรสันติภาพ #กระจายอำนาจ #มาตรา157 #รัฐธรรมนูญมาตรา5 #การเมืองท้องถิ่น#สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ #อปท #ท้องถิ่นต้องสู้กลับ