โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เปิดมุมมอง ‘ชลากรณ์’ Workpoint ยุคที่ทีวีไม่ใช่แค่จอ แต่คือคอนเทนต์ ขยับจาก Trust สู่ Community

TODAY Bizview

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • TODAY

หลายปีที่ผ่านมา สื่อทีวีมักถูกจัดอยู่ในกลุ่มสื่อที่กำลังจะตาย เสมอเมื่อเทียบกับแพลตฟอร์มดิจิทัลที่โตวันโตคืน ตัวเลขเรตติ้งที่เปลี่ยนไป พฤติกรรมผู้ชมที่ย้ายจอ และคำพูดของคนในวงการเองที่มักบอกเป็นเสียงเดียวกันว่ายุคทองของทีวีจบไปแล้วทำให้ภาพจำของสื่อชนิดนี้ดูเหมือนกำลังค่อยๆ เลือนหายไปตามกาลเวลา

แต่ในมุมของคนที่คลุกคลีอยู่กับอุตสาหกรรมนี้จริงๆ เรื่องราวกลับไม่ได้เป็นแบบนั้นเสียทีเดียว บนเวที TV | DEMAND GENERATOR LEADERSHIP FORUM 2026 เวทีแห่งปีที่รวมสุดยอดแม่ทัพสื่อทีวีและตัวจริงแห่งวงการการตลาดของเมืองไทย มาร่วมขับเคลื่อนพลังของ Content คุณภาพให้กลายเป็นผลลัพธ์ทางธุรกิจอย่างแท้จริง

มี ‘ชลากรณ์ ปัญญาโฉม’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม (Group CEO) บริษัท เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ จำกัด (มหาชน) ได้ขึ้นเวทีเล่าเบื้องหลังความคิดและประสบการณ์ตรงที่สะสมมาตลอดเส้นทางการทำสื่อ พร้อมฉายภาพให้เห็นว่า ทีวีในวันนี้ไม่ได้หายไปไหน แต่แค่เปลี่ยนรูปร่างและยังคงเป็นสื่อที่ทรงพลังไม่แพ้ใครในตลาด TODAY Bizview จะมาสรุปให้ครบจบผ่านบทความนี้

[ นิยามใหม่ของทีวี ไม่ใช่จอ แต่คือคอนเทนต์ ]

จุดเริ่มต้นของบทสนทนา ‘ชลากรณ์’ ชวนทุกคนรีเซ็ตความเข้าใจเรื่องทีวีเสียใหม่ เขาอธิบายว่าเมื่อพูดถึงทีวีในวันนี้ ต้องไม่ยึดติดกับภาพจอทีวีที่บ้านอีกต่อไปแล้ว

“เวลาเราพูดถึงทีวีเนี่ย เพื่อให้เรื่องนี้มันง่ายขึ้น มันไม่ใช่ทีวีเซตที่บ้านอีกต่อไปแล้วนะครับ ทีวีหมายถึง Content ที่มาจากทีวี” ชลากรณ์ กล่าว

นั่นหมายความว่า ทีวีในความหมายของเขาคือคอนเทนต์ ที่ผู้ชมสามารถเลือกรับชมได้ทุกที่ทุกเวลาตามใจตัวเอง ไม่ว่าจะดูผ่านมือถือระหว่างเดินทาง ดูบนรถ ดูผ่าน OTT ของช่องเอง หรือแม้แต่ผ่านแพลตฟอร์ม OTT ของต่างชาติ

พฤติกรรมการรับชมที่เปลี่ยนไปนี้เองคือสิ่งที่ทำให้หลายคนเข้าใจผิดว่าทีวีกำลังจะตาย ทั้งที่ความจริงแล้วมันแค่ย้ายที่อยู่ ไม่ได้หายไปจากชีวิตคนดูเลยแม้แต่น้อย

[ เสน่ห์ที่แพลตฟอร์มอื่นลอกไม่ได้ ความเป็นเพื่อนบ้าน ]

สิ่งหนึ่งที่ชลากรณ์เน้นย้ำหลายครั้งบนเวทีคือ จุดแข็งของทีวีที่ไม่มีแพลตฟอร์มไหนเลียนแบบได้ง่ายๆ นั่นคือความรู้สึกใกล้ชิดเป็นกันเองแบบเพื่อนบ้าน หรือเพื่อนคุยที่สะสมมาอย่างยาวนาน

“ทีวีเราเนี่ยเหมือนเพื่อนบ้านที่สุดเลย เวลาคนดูทีวีหรือคนในทีวีไปไหนมาไหน ชาวบ้านร้านตลาดชอบทัก แปลว่าเขารู้สึกเหมือนเป็นเพื่อนเขา ทีวีมันพิเศษตรงนี้เมื่อเทียบกับแพลตฟอร์มอื่นๆ”

ความรู้สึกใกล้ชิดตรงนี้เองที่กลายเป็นรากฐานสำคัญของทุกอย่างที่ตามมา ทั้งความน่าเชื่อถือและการรวมตัวกันเป็นชุมชนของผู้ชม ซึ่งเป็นสิ่งที่แพลตฟอร์มดิจิทัลใหม่ๆ ต้องใช้เวลาสร้างอีกนาน แต่ทีวีมีติดตัวมาโดยธรรมชาติของสื่อ

[ วันที่ถูกทักว่าทีวีจะตายกับบทพิสูจน์ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ]

อย่างเคสของ Workpoint ‘ชลากรณ์’ ก็ย้อนเล่าถึงวันที่ Workpoint ประมูลทีวีดิจิทัลได้สำเร็จ ซึ่งเป็นวันที่มีคนเข้ามาทักเขาทันทีว่าธุรกิจนี้กำลังจะถึงจุดจบ

“วันที่เริ่มประมูลทีวีดิจิตอลกันเนี่ย มีคนมาทักผมเลยว่าทีวีจะตายในวันนั้น” ชลากรณ์ กล่าว

แต่แทนที่จะมองด้วยความกังวล Workpoint กลับเป็นหนึ่งในกลุ่มแรกๆ ของโลกที่เริ่มนำคอนเทนต์จากทีวีไปต่อยอดบนโซเชียลมีเดียตั้งแต่ยุคแรกเริ่ม

และผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นก็ยืนยันแนวคิดของเขามาโดยตลอด นั่นคือคอนเทนต์ทีวียังคงทำหน้าที่เป็นจุดตั้งต้นที่ทรงพลัง ส่วนโซเชียลมีเดียทำหน้าที่ขยายผลต่อ

“โซเชียลมีเดียมันสร้าง engagement สร้าง conversation แต่ว่าจุดตั้งต้นมันจาก Content บนทีวี” ชลากรณ์ กล่าว

เขายังเสริมด้วยว่า ความสามารถในการผลิตคอนเทนต์ของคนในวงการทีวีไม่ได้ถดถอยลงเลย ตรงกันข้ามกลับพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ เพราะผ่านการปรับตัวมาหลายรอบจนแข็งแกร่งกว่าเดิม

[ Trust คุณค่าที่ทีวีมีอยู่แล้ว แต่ลืมไปว่าตัวเองมี ]

หนึ่งในประเด็นที่น่าสนใจที่สุดของการบรรยายคือเรื่อง Trust หรือความน่าเชื่อถือ ‘ชลากรณ์’ อธิบายว่าในยุคก่อน ทีวีมักถูกวัดคุณค่าแค่จาก Attention หรือความสนใจที่ดึงดูดได้ เพื่อแลกกับเรตติ้งและค่าโฆษณาเพียงอย่างเดียว แต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป สิ่งที่ทีวีมีอยู่แล้วโดยที่หลายคนมองข้ามกลับกลายเป็นทรัพย์สินที่มีค่ามากที่สุด

“สิ่งที่มันสำคัญเพิ่มขึ้นที่ทีวีได้มาโดยที่ตัวเองลืมนึกถึงมันไปเนี่ย มันคือ Trust”

Trust ในความหมายของเขาไม่ได้เกิดจากปัจจัยเดียว แต่เป็นการประกอบร่างกันของหลายองค์ประกอบ ทั้งความน่าเชื่อถือของสถานี ความสม่ำเสมอของคอนเทนต์ และความสัมพันธ์แบบเพื่อนบ้านที่สร้างมานาน ทำให้ Trust ของทีวีมีน้ำหนักมากกว่าสื่ออื่นๆ ในตลาด

เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น ชลากรณ์สรุปกระบวนการนี้ออกมาเป็นสมการง่ายๆ บนสไลด์ประกอบการบรรยายว่า

TV > Content > Attention > Trust > Commercial Value

พร้อมข้อความกำกับไว้ชัดเจนว่า “Commercial Value is not just Advertising” สื่อให้เห็นว่าเส้นทางของทีวีไม่ได้จบแค่การดึง Attention เพื่อขายโฆษณาเหมือนในอดีตอีกต่อไป แต่ Attention ที่ได้จะต้องถูกกลั่นต่อไปเป็น Trust ก่อน แล้ว Trust นั้นเองจึงจะกลายเป็น Commercial Value ที่แท้จริงในขั้นสุดท้าย

[ จากแฟนคลับช่อง สู่แฟนคลับรายการ สองชั้นของ Community ]

ก่อนจะไปถึงเคสตัวอย่าง ชลากรณ์ยังแตกประเด็นเรื่อง Community ให้ละเอียดขึ้นไปอีกขั้น โดยชี้ว่าความเป็นชุมชนของทีวีจริงๆ แล้วมีอยู่สองชั้นซ้อนกัน

ชั้นแรกคือระดับสถานี ซึ่งแต่ละช่องต่างมีฐานแฟนคลับประจำที่เลือกเสพตามคาแรกเตอร์ของช่องอย่างเหนียวแน่นอยู่แล้ว

“ไทยรัฐมีแฟนไทยรัฐ ช่องวันมีแฟนช่องวัน ช่อง 3 มีแฟนช่อง 3 และมีแฟน Workpoint”

ตัวแบรนด์ช่องเองจึงทำหน้าที่เป็นจุดรวมคนกลุ่มใหญ่ไว้ในตัว เป็นเหมือนชุมชนขนาดใหญ่ที่มีอัตลักษณ์ชัดเจน

แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่านั้นคือชั้นที่สอง ซึ่งลึกลงไปในระดับรายการ ชลากรณ์อธิบายว่า

“ในแต่ละช่องยังมีคอนเทนต์แยกย่อยลงไปอีก และในแต่ละคอนเทนต์ก็มีแฟนแยกย่อยลงไปอีก”

พูดง่ายๆ คือทุกรายการมีกลุ่มคนดูที่มีความชอบเฉพาะทางของตัวเอง และเมื่อคนกลุ่มนี้มารวมตัวกัน ก็จะกลายเป็นสังคมย่อย ที่แข็งแกร่งไม่แพ้ชุมชนระดับช่องเลย

เพียงแต่มีขนาดเล็กลงและมีความเฉพาะเจาะจงมากขึ้นตามลักษณะของรายการนั้นๆ ซึ่งโครงสร้างสองชั้นนี้เองที่ทำให้ทีวีมีทั้งพลังในการเข้าถึงคนหมู่มาก และในขณะเดียวกันก็ยังคงความลึกในการเจาะกลุ่มเป้าหมายเฉพาะได้ไปพร้อมกัน

[ จาก Trust สู่ Community กรณีศึกษาที่จับต้องได้จริง ]

ชลากรณ์ไม่ได้พูดลอยๆ แต่ยกตัวอย่างรายการของ Workpoint ที่พิสูจน์ให้เห็นว่า Trust และ Community ไม่ใช่แค่คำสวยหรู แต่สร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจได้จริง

เขายกตัวอย่างรายการ Genwit อัจฉริยะพันธุ์ใหม่ ที่เริ่มต้นจากรายการทีวีธรรมดา แต่กลับกลายเป็นจุดรวมตัวของผู้ปกครองจำนวนมากที่โทรเข้ามาสอบถามข้อมูลการส่งลูกเข้าแข่งขันทักษะ จนบรรยากาศเข้มข้นไม่ต่างจากคอมมูนิตี้ติวสอบเข้ามหาวิทยาลัย แบรนด์ที่เป็นสปอนเซอร์ร่วมก็ได้รับความไว้วางใจจากกลุ่มพ่อแม่นี้ไปโดยอัตโนมัติ

หรือรายการชิงช้าสวรรค์ เวทีประกวดดนตรีลูกทุ่งระดับมัธยมศึกษา ที่ทำให้โรงเรียนซึ่งคว้าแชมป์กลายเป็นจุดขายใหม่ทันที ดึงดูดเด็กที่สนใจดนตรีจากทั่วประเทศให้แห่กันไปสมัครเรียนเพื่อฝึกซ้อมร่วมกัน

รายการปัญญา 5 ดาว รายการอาหารที่เมื่อจัดกิจกรรมออนกราวด์ ร้านค้าที่เคยออกรายการขายดีจนหมดเกลี้ยง เพราะผู้ชมที่ไว้ใจรายการติดตามไปอุดหนุนถึงหน้างานจริง

ทั้งสามกรณีนี้คือภาพสะท้อนชัดเจนของสิ่งที่ชลากรณ์อยากสื่อสาร นั่นคือคอนเทนต์เฉพาะกลุ่มบนทีวี เมื่อได้รับการขยายผลอย่างถูกทาง จะกลายเป็นชุมชนที่แข็งแกร่งและสร้างพฤติกรรมร่วมในชีวิตจริงได้ไม่ยาก

[ ถึงเวลาที่แบรนด์ต้องมองทีวีต่างจากเดิม ]

ปิดท้ายด้วยข้อความถึงแบรนด์และนักการตลาดที่มาร่วมงาน ‘ชลากรณ์’ ยืนยันว่ายุคของการซื้อโฆษณาแบบเดิมๆ เพื่อแลกเวลาออกอากาศอย่างเดียวกำลังจะหมดไป

สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้คือการทำงานร่วมกันอย่างละเอียดระหว่างสถานีกับแบรนด์ เพื่อเปลี่ยน Trust และ Community ให้กลายเป็นมูลค่าทางธุรกิจที่จับต้องได้

“Commercial Value มันไม่ใช่แค่ advertising เฉยๆ แค่นั้นอีกต่อไปนะครับ ถ้ามันทำงานร่วมกันได้เนี่ย ผมว่ามันจะได้ทั้งเรื่อง Branding เรื่อง engagement มันได้ทุกอย่าง” ชลากรณ์ กล่าว

ไม่ว่าแบรนด์จะต้องการยอดขาย ต้องการภาพลักษณ์ หรือต้องการการมีส่วนร่วมจากผู้ชม สถานีโทรทัศน์ในวันนี้พร้อมจะเข้ามาวางแผนร่วมกันตั้งแต่ต้น เพื่อจัดวางโครงสร้างคอนเทนต์ให้ครอบคลุมทุกช่องทาง ทั้งทีวี โซเชียลมีเดีย และ OTT ให้ตอบโจทย์เป้าหมายทางธุรกิจได้จริง

“สุดท้ายเนี่ย มันจะสร้าง Commercial Value ผมเลยเชื่อว่าทีวีมันจะอยู่ไปได้อีกนานเลยครับ” ชลากรณ์ กล่าว

จากเวทีนี้ สิ่งที่ชลากรณ์ทิ้งไว้ให้คิดต่อไม่ใช่แค่คำยืนยันว่าทีวียังไม่ตาย แต่เป็นมุมมองที่ท้าทายให้แบรนด์และนักการตลาดกลับมามองสื่อดั้งเดิมนี้ด้วยสายตาใหม่ ในวันที่ทุกคนวิ่งตามหาแพลตฟอร์มใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา

บางทีสิ่งที่มีค่าที่สุดอาจไม่ใช่เทคโนโลยีที่ล้ำที่สุด แต่คือความไว้วางใจที่สื่อเก่าแก่อย่างทีวีสั่งสมมาตลอดหลายสิบปี และยังไม่มีใครแทนที่ได้ง่ายๆ ในเร็ววันนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...