โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ชีวิตติด TECH- ส่อง…ศึกยักษ์ AI ‘สหรัฐฯ-จีน’ ชี้ทางรอดไทยสร้าง ‘อธิปไตย AI’

เดลินิวส์

อัพเดต 22 สิงหาคม 2569 เวลา 21.38 น. • เผยแพร่ 5 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เดลินิวส์
กลายเป็นประเด็นร้อนแรงสะเทือนวงการเทคโนโลยีของหลายประเทศเมื่อรัฐบาลสหรัฐอเมริกาเปิดเกมกดดันประเทศคู่ค้าทั่วโลกส่งสัญญาณให้เลือกข้าง….

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงสะเทือนวงการเทคโนโลยีของหลายประเทศเมื่อรัฐบาลสหรัฐอเมริกาเปิดเกมกดดันประเทศคู่ค้าทั่วโลกส่งสัญญาณให้เลือกข้างว่าจะใช้AI จากฝั่งสหรัฐฯหรือจากจีน

พร้อมอ้างเรื่องมาตรการกีดกันทางเศรษฐกิจหากเลือกฝั่งจีน ท่ามกลางจุดยืนของรัฐบาลไทยที่ยืนยันการวางตัวเป็นกลางไม่เลือกข้าง คำถามสำคัญในมุมมองของผู้ประกอบการไอทีในประเทศไทย สองมหาอำนาจนี้มีความแตกต่างกันอย่างไร? ของเทคโนโลยี AI ที่ได้พัฒนาขึ้น และคนไทยควรปรับตัวรับมือกับเกมศึกครั้งนี้ในรูปแบบไหน?

วันนี้ คอลัมน์ “ชีวิตติด TECH” จะพามาคุยกับ “ชาญวิทย์ บุญช่วย” นายกสมาคมผู้ประกอบการปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย (AIEAT) และเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และผู้ร่วมก่อตั้ง SYNAPES Thailand บริษัทพัฒนาเทคโนโลยี AI สัญชาติไทย

ชาญวิทย์ บุญช่วย บอกว่า ในมุมมองส่วนตัวถึงเรื่องAI จากฝั่งสหรัฐฯและฝั่งจีนนั้นต้องบอกก่อนว่าAI ยุคใหม่จะค่อนข้างครอบงำโดยฝั่งที่เป็นประเทศใหญ่อย่างเช่นสหรัฐอเมริกาและประเทศจีนเพราะว่าประเทศเหล่านี้ได้ลงทุนมหาศาลในการพัฒนาโมเดลพื้นฐานด้านAI และเป็นประเทศที่เริ่มต้นเทคโนโลยีกลุ่มพวกนี้ตั้งแต่LLM (Large Language Model) โมเดลภาษาขนาดใหญ่ซึ่งมันต้องใช้เงินทุนเจำนวนมากมากในการสอนข้อมูลไปจนถึงการให้บริการพวกเราใช้ทุกวันนี้

“ จริงๆ แล้วบริษัทที่ให้บริการอยู่ทุกวันนี้ก็ยังขาดทุนอยู่ ไม่ว่าจะเป็นค่ายใหญ่ของอเมริกาหรือจีนก็ตาม เพราะฉะนั้นวันนี้การทำโมเดลใหญ่ๆ ก็ต้องพึ่งพาเงินทุนจากกลุ่มประเทศผู้นำ ก็คือสหรัฐฯ และจีน ซึ่งจีนก็ไม่ยอมเรื่องพวกนี้ ได้พัฒนาโมเดลของตนเองมาด้วย ภายใต้ข้อจำกัดเรื่อง GPU แต่ด้วยความพยายามเขาก็พัฒนาโมเดลขึ้นมาได้ค่อนข้างใกล้เคียงกับประเทศสหรัฐอเมริกาแล้วในตอนนี้”

อย่างไรก็ตามเ หากเจาะลึกโครงสร้างการพัฒนาโมเดล AI ทั้งสองประเทศ กลับมีมีกลยุทธ์ที่แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งหากมองในมุมการนำมาใช้งานนั้น Ai จาก ฝั่งสหรัฐฯ มีจุดเด่น คือ เป็น AI เน้นงานวิจัยเชิงลึก (Deep Tech) โมเดลชั้นนำมีความน่าเชื่อถือสูง ใช้งานง่าย และมีความเป็น Friendly กับผู้ใช้ทั่วไป แต่ส่วนใหญ่เป็นระบบปิดที่ต้องเสียค่าบริการ Token ค่อนข้างแพง

ขณะที่AI จากฝั่งจีนมีจุดเด่นคือแม้โดนสหรัฐฯบล็อกการเข้าถึงชิปGPU แต่เน้นเร่งพัฒนาด้วยจำนวนบุคลากรและข้อมูลมหาศาลจุดเด่นสำคัญคือการเปิดเผยซอร์สโค้ด(Open Source) และเปิดOpen Weight ให้สามารถดาวน์โหลดไปรันบนเครื่องตัวเองปรับแต่งเพิ่มเติมหรือนำไปใช้งานต่อได้โดยไม่ต้องเสียค่าToken แพงๆหรือเรียกว่าเปิดผู้พัฒนาทั่วโลกสามารถนำโมเดลไปรันบนเซิร์ฟเวอร์ได้ฟรี

จากข้อดีและ ข้อจำกัดดังกล่าว ประเทศไทยควรจะเลือกฝั่งไหน? หากถูกสหรัฐฯบีบให้เลือกข้าง?

“ชาญวิทย์ บุญช่วย” บอกถึงประเด็นนี้ว่า ส่วนตัวมองว่าประเทศไทยในฐานะผู้ใช้งานคงไม่สามารถเลือกข้างได้เลย แนวทางของรัฐบาล เป็นสิ่งที่ถูกต้อง เพราะคนทั่วไปยังคงพึ่งพา AI จากฝั่งสหรัฐฯ ในชีวิตประจำวันซึ่งก็มีหลายๆตัวที่คนไทยใช้จำนวนมาก

ขณะที่นักพัฒนาและองค์กรไทยต้องพึ่ง Open Source จากฝั่งจีน นำมาทำระบบ Chatbot หรือ Knowledge Management ขององค์กร เพื่อประหยัดงบประมาณและไม่ต้องจ่ายค่าบริการ Token แพงๆ

วันนี้เราไม่ได้เลือกข้างเพราะไทยเป็นประเทศที่นำมาใช้AI จากฝั่งอเมริกามาใช้ในเชิงชีวิตประจำวันหรือองค์กรที่อยากได้ความน่าเชื่อถือเราก็อาศัยการใช้งานฝั่งอเมริกาอยู่แต่ถ้าเกิดคนที่จะเอามาพัฒนาต่อยอดแล้วไม่ได้มีเงินที่จะไปจ่ายToken เยอะๆแพงๆเราใช้Open Weight โมเดลจากจีนอยู่เพราะฉะนั้นกลายเป็นว่าเราเองก็ไม่สามารถที่จะเลือกข้างได้ในความเห็นของผู้ประกอบการอย่างผม

ทางรอดของไทยจึงไม่ใช่การไปแข่งสร้างโมเดลพื้นฐานแข่งกับเขา แต่เป็นการทำในระดับ Application Layer ด้วยการนำ Open Source ของจีนมาเทรนและสอนข้อมูลไทยเพิ่ม อาทิ เช่น สอนให้ AI รู้จักกฎหมาย การแพทย์ และการเกษตรของคนไทย ฯลฯ

อย่างไรก็ตาม ทุกวันนี้การแข่งขันพัฒนา AI ระหว่างมหาอำนาจถือว่าดุเดือดอย่างมากจนมีการจับเทคโนโลยีเป็นตัวประกันในการต่อรอง ของชาติมหาอำนาจ

นายกสมาคมAIEAT มองว่าAI มันกลายเป็นเรื่องความมั่นคงระดับชาติของแต่ละประเทศและไม่ใช่แค่เรื่องของเทคโนโลยีหรือซอฟต์แวร์ธรรมดาอีกต่อไปแต่Al กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานหลักของทุกๆอุตสาหกรรมในประเทศตั้งแต่การบริการการผลิตการแพทย์ไปจนถึงเทคโนโลยีการทหารด้านความมั่นคงจึงเป็นเเหตุผลว่าทำไมสองประเทศนี้ต้องแข่งขันกัน

ในระยะยาวจีนมีโอกาสสูงมากที่จะแซงหน้าสหรัฐฯ เนื่องจากมีบุคลากรวิศวกรและนักวิจัยด้าน AI จำนวนมหาศาล รวมถึงนักเรียนและต่างชาติที่ไปเรียนสหรัฐฯ หรือคนทำงานในบริษัทเทคระดับโลก ก็เป็นคนเชื้อสายจีน อีกทั้งจีนยังมี Use Case และข้อมูลมหาศาลในประเทศให้ทดลองจริง ต่างจากสหรัฐฯ ที่เน้นทำวิจัยเชิงลึก แต่จีนเน้น การนำ เอไอ ไปใช้จำนวนมากจนเก่งมากขึ้น

“ชาญวิทย์ บุญช่วย” แนะนำว่า สิ่งที่ประเทศไทยต้องกลับมาโฟกัสที่สุดในเวลานี้ ไม่ใช่การเลือกข้างตามคำขู่ของประเทศมหาอำนาจ แต่คือการสร้าง 'อธิปไตยทาง AI' หรือ AI Sovereignty ของไทยเอง ด้วยการดึง Open Source โมเดลมารันในประเทศและสร้างความมั่นคงปลอดภัย และเน้นป้องกันความเสี่ยง Cyber Security อย่างจริงจังในทุกมิติ เพื่อนำเทคโนโลยีระดับโลกมาขับเคลื่อนประเทศไทยได้อย่างยั่งยืน

ทั้งหมดเป็นมุมมองของผู้ประกอบการที่เห็นว่าสุดท้ายแล้วไทยคงไม่สามารถเลือกข้างได้แต่จะทำอย่างไรให้ไทยสามารถมี'อธิปไตยทางAI' จึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด.

Cyber Daily

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...