โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

"คาราล" เมืองพีระมิดแห่งเปรู ทวีปอเมริกาใต้ เก่าแก่กว่าพีระมิดทั้งหมดในอียิปต์ !

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 15 ต.ค. 2566 เวลา 07.06 น. • เผยแพร่ 15 ต.ค. 2566 เวลา 04.58 น.
คาราล นครศักดิ์สิทธิ์แห่งหุบเขาซูเป (ภาพจาก pixabay.com)

คาราล (Caral) คือเมืองโบราณที่ปรากฏร่องรอยสิ่งปลูกสร้างยุคเก่า ซึ่งถือเป็นต้นกำเนิด วัฒนธรรมแอนเดียน (Andean culture) ของกลุ่มชนพื้นเมืองตามแนวเทือกเขาแอนดีส โดยเฉพาะกลุ่มที่สืบเชื้อสายกลายเป็นประชากรของจักรวรรดิอินคา (Inca Empire) อันมีศูนย์กลางอยู่ในพื้นที่ประเทศเปรูในปัจจุบัน ดังนั้น คาราลจึงเกิดก่อนอารยธรรมระดับสูงทั้งหมดในทวีปอเมริกา ทั้งอินคา มายา และแอซเท็ก

คาราลถูกค้นพบเมื่อปี 1948 โดย Paul Kosok นักโบราณคดีชาวอเมริกัน ก่อนมีการศึกษาอย่างจริงจังโดย Ruth Shadi นักโบราณคดีชาวเปรู เป็นการค้นพบทางโบราณคดีซึ่งถือว่าสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์เปรูและประเทศกลุ่มลาตินอเมริกา เพราะจากการศึกษาทำให้พบว่าเมืองโบราณแห่งนี้มีความเก่าแก่กว่า 2,900 ปีก่อนคริสตกาล หรือราว 5,000 ปีก่อน เป็นศูนย์กลางทางภูมิปัญญาของทวีปอเมริกา โดยเฉพาะภูมิภาคลาตินอเมริกา และศูนย์กลางทางอารยธรรมที่เก่าแก่ที่สุดของทวีปอเมริกาทั้งอเมริกาเหนือและอเมริกาใต้

ด้วยอายุข้างต้น ถือว่าอารยธรรมแอนเดียนได้พัฒนาไปพร้อมกับอารยธรรมอันยิ่งใหญ่ในส่วนอื่น ๆ ของโลกอย่างเมโสโปเตเมีย อียิปต์ และจีน

คาราลอยู่ห่างจากกรุงลิมา เมืองหลวงของเปรู 182 กิโลเมตร ตั้งอยู่กลางหุบเขาซูเป (Supe Valley) พื้นที่แถบนี้ยังพบชุมชนโบราณอีกหลายแห่ง จึงเรียกรวม ๆ ว่าอารยธรรมคาราล-ซูเป (Caral-Supe) มีที่ตั้งเป็นเนินดินแห้ง เนื้อที่ประมาณ 626 เฮกตาร์ (1 เฮกตาร์ = พื้นที่สี่เหลี่ยมจตุรัสด้านละ 100 เมตร) โดยจุดดังกล่าวอยู่ระหว่างแนวเทือกเขาแอนดีสทางตะวันออกและมหาสมุทรแปรซิฟิกทางตะวันตก

แม้พื้นที่ของคาราลจะเป็นเนินดินแห้ง ๆ แต่ไม่ไกลจากจุดนั้นมีที่ลุ่มเขียวขจีอันอุดมสมบูรณ์ตามแนวแม่น้ำซูเป ซึ่งมองเห็นได้จากที่ตั้งของเมือง เชื่อว่าเป็นแหล่งกสิกรรมหลักที่หล่อเลี้ยงผู้คนของเมืองแห่งนี้ในอดีต

ร่องรอยหลักฐานที่พบในคาราล มีทั้งสิ่งปลูกสร้างจากหินและอิฐ วิหารที่ซ้อนกันหลายชั้นสูงถึง 28 เมตร ลานวงกลมมีแอ่งลึกตรงกลาง ซึ่งน่าจะเกี่ยวข้องกับพิธีกรรมทางศาสนาของคนโบราณ โครงสร้างหินที่เชื่อว่าเป็นที่อยู่อาศัยของชนชั้นสูง ท่อ/คูระบายน้ำ และฐานของพีระมิดขนาดใหญ่ 6 แห่ง

ด้วยอายุ 5,000 ปี ของเมืองคาราล หากเทียบพีระมิดของเมืองโบราณแห่งนี้กับพีระมิดขั้นบันไดแห่งฟาโรห์โจเซอร์ (Step Pyramid of Djoser) ซึ่งถือเป็นพีระมิดที่เก่าแก่ที่สุดในอียิปต์ด้วยอายุราว 4,700 ปี จะเห็นว่าพีระมิดแห่งคาราลมีความเก่าแก่กว่า

มีชุมชนโบราณถึง 18 จุดถูกค้นพบในพื้นที่ใกล้เคียงกัน แต่คาราลมีความโดดเด่นด้านสถาปัตยกรรมที่ซับซ้อนและยิ่งใหญ่กว่าชุมชนอื่น ๆ อย่างชัดเจน ยิ่งพิจารณาจากพีระมิดขนาดใหญ่ นักสำรวจแทบจะสรุปได้ทันทีว่า คาราลเป็นศูนย์กลางของชุมชนโบราณโดยรอบ ความโดดเด่นของคาราลอีกประการคือสิ่งปลูกสร้างทั้งหลายที่กล่าวถึงยังคงสภาพที่ค่อนข้างสมบูรณ์อย่างน่าเหลือเชื่อ เมื่อเทียบกับอายุเก่าแก่หลายพันปี ถือเป็นงานวิศวกรรมและการออกแบบที่ซับซ้อนและน่าอัศจรรย์

ด้วยตำแหน่งที่ตั้งไม่ห่างจากชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าชุมชนโบราณอื่น ๆ มีการติดต่อสัมพันธ์กับคาราลจากบริเวณหุบเขา และเป็นเครือข่ายชุมชนที่ทอดยาวไปถึงบริเวณชายฝั่ง อาณาบริเวณทั้งหมดย่อมเคยเป็นถิ่นฐานของชาวประมงทักษะสูง นักเดินเรือผู้เชี่ยวชาญ และเกษตรกรกลุ่มใหญ่ที่เป็นบรรพบุรุษของกลุ่มชนวัฒนธรรมแอนเดียนอย่างแน่นอน

เมื่อนักประวัติศาสตร์และโบราณคดีได้ศึกษากีปู (Quipu) การบันทึกข้อมูลของกลุ่มชนแห่งอารยธรรมแอนเดียน ทำให้ทราบถึงพัฒนาการและความซับซ้อนทางสังคมของคาราล รวมถึงร่องรอยของสิ่งปลูกสร้าง โดยเฉพาะลานทรงกลมและพีระมิด ถือเป็นหลักฐานที่ค่อนข้างหนักแน่นในการสนับสนุนทฤษฎีที่ว่า คาราลเป็น “นครศักดิ์สิทธิ์” หรือ Sacred City แต่ยังไม่มีคำตอบว่า เมืองนี้เป็นศูนย์กลางการปกครองด้วยหรือไม่ ซึ่งหากเป็นทั้งคู่ก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจใด ๆ

จากการค้นพบทางโบราณคดีที่บ่งชี้พัฒนาการของอารยธรรมและศูนย์กลางของเมือง ซึ่งเต็มไปด้วยสิ่งปลูกสร้างและสถาปัตยกรรมอันโอ่อ่า พร้อมร่องรอยของนวัตกรรมในอดีต เมืองโบราณคาราลจึงได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น “มรดกโลกทางวัฒนธรรมของมนุษยชาติ” โดยยูเนสโก (UNESCO) (คลิกชมภาพเพิ่มเติม เมืองศักดิ์สิทธิ์คาราล-ซูเป)

ปัจจัยที่ทำให้คาราลมีร่องรอยสิ่งปลูกสร้างที่สมบูรณ์อย่างน่าประหลาด นักโบราณคดีเชื่อว่า เป็นเพราะเมืองแห่งนี้ถูกทิ้งจากผู้อยู่อาศัยเดิม ไม่ได้ล่มสลายจากสงครามหรือภัยธรรมชาติ หลังถูกทิ้งร้าง คาราลถูกครอบครองอีกเพียง 2 ครั้ง คือช่วงยุค Middle Formative หรือ Early Horizon เมื่อราว 1,000 ปีก่อนคริสตกาล และอีกครั้งคือยุคที่เกิดรัฐ-อาณาจักรพัฒนาขึ้นในบริเวณนี้ระหว่าง ค.ศ. 900-1400

เนื่องจากที่ตั้งของคาราลค่อนข้างห่างไกลจากเมืองในยุคหลัง และไม่มีสมบัติอย่างทองคำและเงิน มีเพียงกองอิฐ ดิน และหิน เมืองแห่งนี้จึงแทบไม่ถูกปล้นสะดม (เพราะไม่มีอะไรให้ปล้น) รวมถึงไม่มีสิ่งปลูกสร้างถาวรยุคหลังมาสร้างครอบทับหรือเกิดชุมชนแห่งใหม่บริเวณใกล้เคียง

ดังนั้น คาราลจึงแทบไม่ถูกรบกวนจากการพัฒนา ความเปลี่ยนแปลงทั้งหมดเกิดขึ้นในบริเวณหุบเขาที่อยู่ต่ำลงไปจนถึงกรุงลิมาทางตอนใต้ ส่วนลุ่่มแม่น้ำซูเปและตอนกลางของหุบเขาอันอุดมสมบูรณ์ก็เป็นพื้นที่ทำการเกษตร ไม่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมใด ๆ พื้นที่ของนครศักดิ์สิทธิ์อายุ 5,000 ปี จึงถูกรบกวนจากฝีมือมนุษย์น้อยมาก และเป็นเช่นนั้นกระทั่งทีมของ Ruth Shadi เริ่มทำการสำรวจทางโบราณคดีอย่างเต็มรูปแบบ และมีการปรับปรุงภูมิทัศน์เพื่อประโยชน์ทางการศึกษาและการท่องเที่ยว แม้จะมีสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับเป็นแหล่งท่องเที่ยวเกิดขึ้นบ้าง แต่ล้วนใช้วัสดุท้องถิ่นทั้งสิ้น

ชมวิดีโอ “นครศักดิ์สิทธิ์ คาราล-ซูเป” จาก UNESCO TV / NHK Nippon Hoso Kyokai

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

Lonely Planet : Caral

peru.travel : Atrraction Caral, The most ancient civilization in the Americas

UNESCO World Heritage Centre : Sacred City of Caral-Supe

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 17 พฤศจิกายน 2565

youtube
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...