โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

News picture of the year 2022 ภาพข่าวแห่งปีที่เลือกโดย The Momentum

The Momentum

อัพเดต 27 ธ.ค. 2565 เวลา 10.10 น. • เผยแพร่ 26 ธ.ค. 2565 เวลา 10.41 น. • THE MOMENTUM TEAM

ปี 2022 มีเหตุการณ์มากมายเกิดขึ้นไม่เว้นแต่ละวัน โดยเฉพาะประเด็นเชิงสังคมและการเมือง ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ที่สร้างปรากฏการณ์ให้สังคมได้พูดถึงมาตลอดทั้งปี

The Momentum ในฐานะสื่อมวลชน ได้ติดตามข่าวสารต่างๆ พร้อมทั้งนำเสนอในหลากหลายรูปแบบ หนึ่งในนั้นคือ ‘ภาพถ่าย’ จากสถานที่และสถานการณ์จริง ซึ่งเราให้ความสำคัญไม่แพ้เนื้อหา ด้วยเชื่อว่า ‘ภาพถ่าย’ ที่ดีนั้นมีพลัง สามารถส่งความรู้สึกให้ผู้ที่เห็นเกิดความรู้สึกร่วมได้ และทำให้ข่าวน่าสนใจยิ่งขึ้น

ไม่ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะเป็นเรื่องดีหรือเรื่องร้าย ทั้งหมดล้วนเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นและส่งผลกระทบต่อสังคมโดยตรง เราจึงได้เลือก 5 ภาพข่าวจากช่างภาพของ The Momentum เพื่อย้อนดูกันว่าในปีนี้มีเรื่องราวอะไรเกิดขึ้นในประเทศไทยบ้าง

การเคารพอัตลักษณ์ทางเพศที่ไม่ควรจำกัดไว้แค่มิถุนายน

โลกของเราเพิ่งจะยอมรับว่ามนุษย์อาจมีได้มากกว่าสองเพศเมื่อไม่นานมานี้

หลายสิบปีหรือหลายร้อยปีก่อน บุคคลที่มีความรู้สึกรักใคร่ชอบพอเพศเดียวกัน บุคคลที่รู้สึกอยากเป็นเพศชายแม้เพศกำเนิดจะเป็นหญิง หรือบุคคลที่อยากเป็นเพศหญิงแม้เพศกำเนิดจะเป็นชาย พวกเขาล้วนถูกมองว่าเป็นบุคคลวิกลจริต บ้างก็ถูกมองว่าเป็นบาป เป็นพวกนอกรีต เป็นคนไม่ดีที่ควรจะต้องรักษาหรือขับไล่ออกไปจากชุมชน

วันเวลาผ่านไป กลุ่มคนที่มีความคิด รสนิยม และอัตลักษณ์ทางเพศที่แตกต่างเริ่มรวมตัวกันเป็นชุมชนเล็กๆ พวกเขาหลบซ่อนอยู่ในพื้นที่ของตัวเอง พร้อมกับสร้างสรรค์วัฒนธรรมของตัวเองขึ้นมาใหม่ และใช้ชีวิตตามปกติเมื่อออกไปพบปะกับคนอื่นๆ ในสังคม

“โลกอาจเดินไปไกล แต่ไทยยังไม่ไปไหน”

สิ่งที่จะยืนยันประโยคข้างต้นเห็นได้จากคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2564 เผยว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1448 ที่ระบุว่าการสมรสจะทำได้ระหว่างชายและหญิงที่อายุ 17 ปีบริบูรณ์ ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ หลังมีประชาชนเรียกร้องว่ากฎหมายมาตรา 1448 ขัดรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 27 ที่กำหนดว่า บุคคลย่อมเสมอกัน และได้รับความคุ้มครองทางกฎหมายเท่าเทียมกัน แต่การระบุว่ากฎหมายไม่ขัดรัฐธรรมนูญคงไม่สร้างความสะเทือนใจแก่สังคมไทยได้เท่ากับรายละเอียดยาวเหยียดถึงเหตุผลที่ว่า LGBTQ+ ไม่สมควรสร้างครอบครัวและได้สวัสดิการต่างๆ เหมือนกับคู่แต่งงานชาย-หญิง

ดังนั้น เหตุการณ์เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2565 กับงาน ‘นฤมิตไพรด์’ หรือการเดินพาเหรดเพื่อสนับสนุนความหลากหลายทางเพศ เฉลิมฉลอง Pride Month หรือเดือนแห่งความเท่าเทียมทางเพศ โดยคณะทำงานบางกอกนฤมิตไพรด์ และเครือข่ายนักกิจกรรมเพื่อความหลากหลายทางเพศ จากบริเวณวัดพระศรีมหาอุมาเทวี (วัดแขก สีลม) จนถึงบริเวณสีลม ซอย 2 ใกล้กับแยกศาลาแดง จึงนับเป็นเหตุการณ์สำคัญของไทยในปี 2565 ที่มอบพื้นที่เล็กๆ ให้กับคนที่มักถูกมองว่าเป็นคนชายขอบ

“ประเทศไทยถูกขนานนามว่าเป็นดินแดนเสรี เป็นสวรรค์ของเพศหลากหลาย แต่เอาเข้าจริง ไทยยังไม่มีกฎหมายใดที่รองรับสิทธิ หรือแสดงให้เห็นถึงการมีอยู่ของผู้มีความหลากหลายทางเพศ หลายปีที่ผ่านมาเกิดการเรียกร้องสิทธิทางกฎหมายโดยภาคประชาชน ประชาสังคม องค์กร และพรรคการเมือง เพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิเท่าเทียม อาทิ กฎหมายสมรสเท่าเทียม กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสิทธิของพนักงานบริการทางเพศ การทำแท้งปลอดภัย ผ้าอนามัยฟรี สิทธิของ LGBTQ+ ในสถานศึกษา หลักสูตรการเรียนการสอนที่ออกจากการตีกรอบว่าโลกนี้มีเพียงแค่สองเพศ การขับเคลื่อนรัฐสวัสดิการ ฯลฯ

“พวกเราเห็นความสำคัญของประวัติการต่อสู้ของผู้มีความหลากหลายทางเพศ เดือนนี้จึงมีความสำคัญกับพวกเราเป็นอย่างมาก เพื่อเป็นการรำลึกถึงการต่อสู้ในประเทศไทย คณะทำงานจึงจัดขบวนเฉลิมฉลองขึ้นเป็นครั้งแรกในกรุงเทพมหานคร

“งานนี้ไม่ใช่งานของเกย์ กะเทย และ LGBTQ+ เท่านั้น แต่ยังหมายถึงความภาคภูมิใจในทุกๆ อย่างที่เป็นเรา ไม่ว่าจะมีเพศใด เชื้อชาติไหน มีความเชื่อทางศาสนาแบบใด และมีอาชีพอะไร เราไม่จำกัดความ

ย้อนกลับไป ในวันที่ 22 พฤษภาคม 2565 ในช่วงเวลาเย็น พลตำรวจเอก อัศวิน ขวัญเมือง ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (ผู้ว่าฯ กทม.) ยอมรับความพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ที่อาคารรักษ์กรุงเทพ ปิ่นเกล้า

โดยในเวลาดังกล่าวผลการนับคะแนนอย่างเป็นทางการยังไม่เสร็จสิ้น และนับคะแนนไปได้เพียง 10 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ซึ่งจากผลคะแนนในขณะนั้น ปรากฏว่าคะแนนของพลตำรวจเอกอัศวินอยู่ในลำดับที่ 5 ได้คะแนนเพียง 8 เปอร์เซ็นต์ ส่วน ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ คว้าคะแนนไปมากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์จากคน กทม.

พลตำรวจเอกอัศวินกล่าวขอบคุณประชาชนบางส่วนที่ไว้วางใจในตัวเขา และยอมรับสิ่งที่คนกรุงเทพฯ เลือก โดยตอบคำถามผู้สื่อข่าวภาคสนามว่า ผลการเลือกตั้งครั้งนี้ ไม่ได้ ‘อกหัก’ เพราะตนเองเป็นนักสู้มาทั้งชีวิต และการเลือกตั้งจะชนะหรือแพ้ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่

“แพ้ก็ไม่เป็นไร ถ้าชนะก็ดี ก็แค่นั้น มันไม่มีทางชนะทั้ง 3-4 คน มีคนชนะแค่คนเดียว ยอมรับคำตัดสินของพี่น้องประชาชน ประชาชนว่าอย่างไรก็ต้องตามนั้น”

วันที่ 20 เมษายน 2560 สมาพันธ์กัญชาเพื่อประชาชน, EXOTIC QUIXOTIC, High Land, Mishacheap และ Tropical Galaxy จัดงาน ‘420 ปาร์ตี้เรารักกัญ’ เพื่อเฉลิมฉลองให้กับชัยชนะในการผลักดันกฎหมายเสรีกัญชาในสหรัฐอเมริกาในวันที่ 20 เมษายน ซึ่งถือเป็นวันกัญชาโลก และเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการส่งเสริมการปลดแอกกัญชาในประเทศไทยในอนาคตข้างหน้า

โดยเวลา 16.00 น. ได้มีการจัดขบวนพาเหรด #เราพวกกัญ เดินตั้งแต่บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย จนไปสิ้นสุดที่ถนนข้าวสาร เพื่อให้ผู้คนในแวดวงกัญชาได้ออกมาแสดงตัวตนและจุดยืน พร้อมกระชับความสัมพันธ์ของผู้คนในแวดวงกัญชาทั้งเก่าและใหม่ให้ได้รู้จักกันมากขึ้น

หลังจากนั้นกลุ่มผู้ชุมนุมได้เริ่มกิจกรรม ‘420 ปาร์ตี้เรารักกัญ’ ที่ร้าน Mischa Cheap โดยไฮไลต์คือการฉาย Free Weed สารคดีกัญชาที่เล่าถึงผู้คนที่คลุกคลีกับกัญชาในประเทศไทย เพื่อรวบรวมและบันทึกให้อยู่ในหน้าประวัติศาสตร์กัญชา จากนั้นมีการเสวนา แลกเปลี่ยน พูดคุยกับเหล่าพี่น้องจากสมาพันธ์กัญชาเพื่อประชาชนตลอดทั้งคืน

ต่อมาวันที่ 9 มิถุนายน 2565 ภายหลังราชกิจจานุเบกษาประกาศปลดล็อกกัญชาและกัญชงออกจากสารเสพติดประเภทที่ 5 เว้นไว้แต่สารสกัดจากกัญชาที่มีค่า THC เกิน 0.2% ที่ยังเป็นสารเสพติดอยู่ จึงทำให้กัญชาในส่วนของกิ่ง ก้านใบ ลำต้น ราก เมล็ด และช่อดอกจึงไม่เป็นยาเสพติดอีกต่อไป

เรื่องราวของชายที่ชื่อ ‘คเณศพิศณุเทพ จักรภพมหาเดชา’ หรือที่รู้จักกันดีในนาม ‘เค ร้อยล้าน’ เรียกได้ว่าแทบจะออกมาตามหน้าฟีดโซเชียลมีเดียไม่เว้นแต่ละเดือนในปี 2565 ในฐานะฝ่ายขวาและรอยัลลิสต์พฤติกรรมหัวรุนแรง ดังเช่นกรณีของวันที่ 12 มิถุนายน 2565 ที่เคร้อยล้านปรากฏตัวท่ามกลางวงล้อมการชุมนุมประท้วงของกลุ่มมวลชนอิสระและกลุ่มทะลุแก๊ส ณ บริเวณแยกสามเหลี่ยมดินแดง

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในเวลาช่วงเย็น ที่สถานการณ์กำลังตึงเครียดและใกล้จวนเจียนถึงจุดแตกหักระหว่างกลุ่มผู้ชุมนุมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมฝูงชน (คฝ.) หลังก่อนหน้านั้นหนึ่งวันได้เกิดเหตุปะทะกันมาแล้ว

และสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดก็เกิดขึ้น เมื่อเค ร้อยล้านในชุดเสื้อโปโลสีเหลือง ได้ถือพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 พร้อมตรงเข้ามากลุ่มผู้ชุมนุม พลางตะโกนด่าด้วยคำหยาบคาย โดยหลังจากนั้นไม่นาน เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ควบคุมตัวเคร้อยล้านขึ้นรถตำรวจ เพื่อนำตัวออกนอกพื้นที่ป้องกันไม่ให้เกิดเหตุรุนแรงขึ้น

ทั้งนี้ เมื่อช่วงเช้ามือของวันที่ 11 มิถุนายน 2565 เค ร้อยล้านได้โพสต์ภาพกลุ่มผู้ชุมนุมและเหตุวุ่นวายที่แยกสามเหลี่ยมดินแดงผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว พร้อมข้อความว่า

“พ่อแม่พี่น้องชาวไทยที่เคารพรัก จะดูพวกมันเผาสยามประเทศไทยกันอีกรอบต่อไปได้ลงคอหรือไง! และนี้คือผลงาน เผาบ้านเผาเมือง เผาทรัพย์สินทางราชการ ยิงระเบิดใส่ตำรวจ และการเรียกร้อง ประชาธิปไตย” พร้อมกับระบุชื่อ ทักษิณ ชินวัตร, ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ, ปิยบุตร แสงกนกกุล, เพจสื่อต่างๆ ว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการชุมนุม

ไม่ใช่แค่เหตุการณ์ที่แยกสามเหลี่ยมดินแดง เพราะที่ผ่านมาเค ร้อยล้านได้ก่อวีรกรรมสุดวายป่วงไว้นับไม่ถ้วน อาทิ ปาขวดน้ำแดงกลางห้างสรรพสินค้าสยามพารากอน, เชือดงูกลางสี่แยกราชประสงค์เพื่อแสดงความจงรักภักดี, ชูพระบรมฉายาลักษณ์ ในวันปล่อยตัวทานตะวัน ตัวตุลานนท์ ผู้ต้องหาในคดีหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 บริเวณหน้าทัณฑสถานหญิงกลาง ก่อนจะถูกกลุ่มผู้ชุมนุมโห่ไล่ ปาขวดน้ำและรองเท้าใส่, ถูกจับข้อหาก่อความวุ่นวายในมหานครมุมไบ ประเทศอินเดีย, ตบหน้าวรรณนา แซ่อั้ง (ป้าเป้า) ขณะกำลังทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์กับแนวร่วมกลุ่ม DemHope และล่าสุดในงานงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 27 ที่ก่อเหตุทำร้ายร่างกายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า ขณะกำลังนั่งแจกลายเซ็นที่บูธของคณะก้าวหน้า

เค ร้อยล้าน เคยเป็นอดีตนักธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์และเจ้าของร้านตัดชุดสูท และผ่านการเปลี่ยนชื่อมาแล้วหลายครั้ง อาทิ กันตฐพงศ์, ณัฐศักดิ์ญาณ, พงศ์พิษณุเทพ, กฤษณธมิเลย์ และแม้เจ้าหน้าที่ตำรวจจะเคยพยายามนำตัวเค ร้อยล้าน ส่งตัวไปยังโรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา เพื่อประเมินสภาพอาการทางจิตและดำเนินรับการรักษาต่อไป ทว่ากลับถูกลูกชายผู้ก่อเหตุติดต่อขอรับตัวกลับไปรักษาเองที่บ้าน

ภายหลังสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักร ทรงเสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2565 ทั่วโลกต่างแสดงความไว้อาลัย เช่นเดียวกับประเทศไทย ที่มีการจัดให้ประชาชนและข้าราชการชาวไทย รวมถึงนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าร่วมถวายความอาลัยต่อหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ บริเวณประตูมณีนพรัตน์ ด้านหน้าพระบรมมหาราชวัง

ทั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สำนักพระราชวังประดิษฐานพระบรมฉายาลักษณ์ สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 และทรงรับสั่งให้หน่วยงานราชการในพระองค์ทำพิธีถวายความอาลัยหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ตั้งแต่วันที่ 19 กันยายน 2565 เพื่อเป็นการแสดงความอาลัยและแสดงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นของทั้งสองประเทศ หลังจากเมื่อปี 2560 ราชวงศ์วินด์เซอร์แห่งสหราชอาณาจักรได้ส่งเจ้าชายแอนดรูว์ ดยุกแห่งยอร์ก มาในฐานะผู้แทนสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 เพื่อเสด็จเข้าร่วมพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังได้จัดพานให้วางดอกไม้หน้าพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ใกล้กับประตูวิเศษไชยศรีของพระบรมมหาราชวัง เพื่อรำลึกถึงพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสวรรคต 13 ตุลาคม 2559

ทั้งนี้ พระราชพิธีพระบรมศพของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ที่มหาวิหารเวสต์มินสเตอร์ใจกลางกรุงลอนดอน ซึ่งเสร็จสิ้นไปเมื่อช่วงสายของวันที่ 19 กันยายน 2565 (ตามเวลาท้องถิ่น) ทางสำนักพระราชวังอังกฤษได้ส่งหนังสือทูลเชิญและบัตรเชิญแด่ประมุขและผู้นำจากทั่วโลกเพื่อตอบรับเข้าร่วมพระราชพิธีฯ โดยประเทศไทยได้ส่ง พิษณุ สุวรรณะชฎ เอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงลอนดอนเป็นผู้แทนประเทศเข้าร่วมพระราชิธีดังกล่าว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...