‘สิริราชพัสตราบรมราชินีนาถ’ ฉลองพระองค์ ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’ งดงามเหนือกาลเวลา
‘สิริราชพัสตราบรมราชินีนาถ’ ฉลองพระองค์ ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’ งดงามเหนือกาลเวลา
เฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสทรงเจริญพระชนมพรรษา 90 พรรษา 12 สิงหาคม พุทธศักราช 2565
พิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เชิญชมนิทรรศการ “สิริราชพัสตราบรมราชินีนาถ” เผยแพร่พระราชกรณียกิจของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงผ่านฉลองพระองค์ในทศวรรษต่างๆ โดยมีสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงเป็นประธานที่ปรึกษาและหัวหน้าภัณฑารักษ์
โอกาสนี้ พิพิธภัณฑ์ผ้าฯ ได้จัดรอบพิเศษให้บุคคลมีชื่อเสียงและคณะสื่อมวลชน ร่วมถ่ายทำและเผยแพร่
เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี ทรงใส่พระทัยทุกขั้นตอน
ปิยวรา ทีขะระ เนตรน้อย ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ กล่าวแนะนำว่า นับเป็นครั้งแรกที่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงเป็นประธานที่ปรึกษาและภัณฑารักษ์ ทรงเอาพระทัยใส่รายละเอียดในทุกขั้นตอนการดำเนินงาน ด้วยทรงพระดำริที่จะจัดนิทรรศการนี้ให้ออกมางดงามสมพระเกียรติสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงมากที่สุด
ทั้งนี้ นิทรรศการ “สิริราชพัสตราบรมราชินีนาถ” จัดแสดงฉลองพระองค์ของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ตลอดจนพระมาลา พระพัชนี พระกลด และฉลองพระบาท พร้อมบอกเล่าเรื่องราวของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงที่ทรงเป็นผู้นำในการเผยแพร่ความงดงามของผ้าไทยให้เป็นที่ประจักษ์ด้วยพระองค์เอง แม้ว่าแฟชั่นโลกจะเปลี่ยนแปลงความนิยมไปในแต่ละยุคสมัย แต่ฉลองพระองค์ของพระองค์งดงามเหนือกาลเวลาด้วยรูปแบบที่เรียบโก้ และการใช้ผ้าไทยตลอดจนลวดลายไทยสอดผสานในการออกแบบตัดเย็บตามที่มีพระราชวินิจฉัย ทรงนำความเป็นไทยออกไปปรากฏสู่สายตาชาวโลกมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน ทั้งยังทรงส่งเสริมงานหัตถศิลป์ต่างๆ ทำให้คนไทยรู้สึกภาคภูมิใจในศิลปวัฒนธรรมของชาติและพร้อมสืบสานให้คงอยู่สืบไป
ฉลองพระองค์งดงามเหนือกาลเวลา
นิทรรศการจัดแสดงฉลองพระองค์สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง จำนวน 44 องค์ โอกาสนี้พิพิธภัณฑ์ผ้าฯ ได้จัดทำหนังสือ ‘สิริราชพัสตราบรมราชินีนาถ’ จัดแสดงฉลองพระองค์สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง มากกว่า 100 องค์ โดยมีข้อความในหนังสือส่วนหนึ่งว่า
“…สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงตระหนักว่าการเลือกฉลองพระองค์ ให้เหมาะสมกับโอกาสและสถานที่ เป็นสิ่งสำคัญยิ่ง เนื่องจากต้องเสด็จฯ ไปทรงร่วมงานพระราชพิธีตลอดจนทรงเป็นอาคันตุกะของคณะบุคคลต่างๆ ในหลายประเทศ จึงมีพระราชดำริให้ว่าจ้างนายปิแอร์ บัลแมง นักออกแบบชาวฝรั่งเศสที่มีความเชี่ยวชาญมาออกแบบฉลองพระองค์ รวมทั้งแนะนำเรื่องการแต่งกายให้ถูกต้องตามธรรมเนียมตะวันตก
“นอกจากฉลองพระองค์แบบสากลที่ห้องเสื้อบัลแมงรับผิดชอบแล้ว ยังมีพระราชดำริให้จัดเตรียมฉลองพระองค์ที่แสดงถึงเอกลักษณ์ไทย นับเป็นจุดเริ่มต้นของการออกแบบฉลองพระองค์ชุดไทยแบบต่างๆ ที่รู้จักกันในชื่อ “ชุดไทยพระราชนิยม” และถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการแต่งกายสตรีไทย เพราะเกิดกระแสความนิยมจนชุดไทยพระราชนิยมทั้ง 8 แบบ กลายเป็นชุดแต่งกายประจำชาติของสตรีไทยในที่สุด
“หลังจากที่มีพระราชเสาวนีย์ให้ก่อตั้งมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ใน พ.ศ.2519 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นำผ้าทอมือผลงานของชาวบ้านมาตัดเย็บเป็นฉลองพระองค์ ทรงแนะนำเรื่องการใช้ผ้าไทยแก่นายบัลแมง รวมทั้งห้องเสื้ออื่นๆ ในยุโรปที่ถวายงานตัดเย็บฉลองพระองค์ ถือเป็นพระราชกุศโลบายในการเผยแพร่และส่งเสริมผ้าไทย รวมทั้งศิลปวัฒนธรรมด้านการแต่งกายของสตรีไทยให้เป็นที่รู้จักแก่ชาวโลก ผ่านผลงานของนักออกแบบที่มีชื่อเสียงระดับโลก นอกจากนี้ ยังมีพระราชดำริให้ดีไซเนอร์ชาวไทยใช้ผ้าทอมือ ในแต่ละท้องถิ่นของประเทศออกแบบตัดเย็บฉลองพระองค์ที่งดงามสำหรับทรงในโอกาสต่างๆ เมื่อทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจทั้งในและต่างประเทศด้วย
“แม้ว่าแฟชั่นโลกจะเปลี่ยนความนิยมไปในแต่ละยุคสมัย แต่ฉลองพระองค์ของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง งดงามเหนือกาลเวลาด้วยรูปแบบที่เรียบโก้ และการใช้ผ้าไทยตลอดจนลวดลายไทยผสมผสานเข้าไปในการออกแบบ ตัดเย็บตามพระราชวินิจฉัย ทรงนำความเป็นไทยออกไปปรากฏสู่สายตาชาวโลกมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน ทั้งยังทรงส่งเสริมงานหัตถศิลป์ต่างๆ ทำให้คนไทยรู้สึกภาคภูมิใจในศิลปวัฒนธรรมของชาติ และพร้อมสืบสานให้คงอยู่สืบไป…”
จัดแสดงฉลองพระองค์ตามยุคสมัย
ภายในนิทรรศการจัดแสดงฉลองพระองค์ตามยุคสมัย ได้แก่ ยุค 60 70 80 90 2000 และฉลองพระองค์สีทอง ดังนี้
ยุค 60 : เสด็จเยือนต่างประเทศ
สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงโดยเสด็จ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ไปทรงเยือนทวีปอเมริกาและทวีปยุโรป พ.ศ.2503 เพื่อเจริญสัมพันธไมตรีกับนานาชาติและเพื่อให้ชาวต่างชาติรู้จักประเทศไทยมากขึ้น ฉลองพระองค์ที่งดงามเหมาะสมกับโอกาสต่างๆ จึงเป็นสิ่งที่สำคัญไม่น้อยกว่าพระราชกิจ เพราะเป็นสิ่งที่แสดงถึงพระราชอิสริยยศสมเด็จพระบรมราชินีนาถแห่งประเทศไทย และยังเป็นการให้เกียรติประเทศเจ้าภาพ
ฉลองพระองค์แบบสากลในช่วงเวลานี้ได้รับอิทธิพลแฟชั่นในปลายยุค 50 จนถึงยุค 60 แต่มีการปรับเปลี่ยนคลี่คลายให้เหมาะสมกับสมเด็จพระบรมราชินีนาถของประเทศไทย ส่วนใหญ่เป็นฉลองพระองค์ที่ทรงในเวลากลางวัน เช่น กระโปรงที่ยาวเหนือพระชานุ (เข่า) เล็กน้อย ไม่สั้นตามสมัยนิยม และสีสุภาพ อย่างสีครีม สีชมพูอ่อน สีน้ำเงินหลายเฉด รวมทั้งฉลองพระองค์ลายจุดที่นายบัลแมงชื่นชอบด้วย
ยุค 70 : กำเนิดศิลปาชีพ
สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงโดยเสด็จ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ไปทรงเยี่ยมราษฎรในภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศ ทรงสังเกตว่าหญิงชาวบ้านที่มารอเฝ้าฯ รับเสด็จล้วนแต่งกายด้วยผ้าทอพื้นเมืองสีสันสวยงาม จึงมีพระราชดำริว่าควรจะส่งเสริมให้ราษฎรทอผ้าไหมมัดหมี่ ไว้เป็นอาชีพเสริมและได้มีพระราชเสาวนีย์ให้ชาวบ้านเริ่มทอผ้าส่งไปถวายโดยตรง ทรงรับซื้อไว้เองก่อน
นักออกแบบไทยยุคนี้ที่ทรงไว้วางพระราชหฤทัยให้ถวายงานตัดเย็บฉลองพระองค์ ที่ทรงใช้ในโอกาสต่างๆ ได้แก่ นายน้อย กฤติพร ห้องเสื้อ NAI NOI และ NOI Kritiporn ซึ่งตัดเย็บฉลองพระองค์ชุดไทย รวมทั้งชุดสากล และนางเรณู โอสถานุเคราะห์ ห้องเสื้อ NU HOUSE ซึ่งมีความถนัดด้านงานลูกไม้
ในปี พ.ศ.2519 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ก่อตั้งมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ เพื่อช่วยราษฎรในถิ่นทุรกันดาร จากทุกภูมิภาคของไทยให้มีรายได้เสริมจากผ้าทอ รวมทั้งหัตถกรรมประเภทอื่นๆ
ยุค 80 : ทรงนำความเป็นไทยสู่สากล
สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จฯ ไปทรงเจริญสัมพันธไมตรีกับนานาประเทศอย่างต่อเนื่อง ในการเสด็จเยือนต่างประเทศ นอกจากจะทรงฉลองพระองค์ชุดผ้าไทยที่มีความงดงามเป็นเอกลักษณ์แล้ว ยังทรงนำผลงานของสมาชิกศิลปาชีพออกไปเผยแพร่ในหลายโอกาส ไม่ว่าจะเป็นการจัดแสดงในงานนิทรรศการ และการออกร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์ จนทำให้มีผลงานหัตถศิลป์ของไทยเป็นที่ประจักษ์ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ
ยุค 90 : นักออกแบบไทย
สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงมิได้ทรงฉลองพระองค์ที่ออกแบบตามกระแสความนิยมของแฟชั่นตะวันตก ในช่วงเวลาระหว่าง พ.ศ.2533-2542 หรือยุค 80 โปรดทรงฉลองพระองค์ไทยพระราชนิยมแบบผสมผสาน ซึ่งเป็นฉลองพระองค์แขนยาวและพระภูษาทรงแบบผ้าซิ่นแยกกัน เพื่อความคล่องตัวมากขึ้น
ในยุคนี้ ทรงไว้วางพระราชหฤทัยให้นายมอร์เทนเซน ซึ่งขณะนั้นย้ายไปเป็นดีไซเนอร์ประจำห้องเสื้อฌอง หลุยส์ แชร์เรร์ ในฝรั่งเศส มาดูแลออกแบบตัดเย็บฉลองพระองค์ต่อไป โดยการออกแบบฉลองพระองค์ เช่น ฉลองพระองค์ชุดราตรี ฉลองพระองค์ทรงงาน ฯลฯ ยังเน้นความสง่างาม เรียบง่าย ไม่ล้าสมัย ทรงพระราชดำริให้ใช้ผ้าไทยตัดเย็บเป็นหลัก ผ้าส่วนใหญ่ที่นำมาใช้ ยังเป็นผลงานช่างทอจากมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ เช่นเดิม
ยุค 2000 : สืบสานวัฒนธรรม สืบสานพระราชไมตรี
สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ห้องเสื้อในยุโรปรับผิดชอบดูแลการออกแบบตัดเย็บฉลองพระองค์ในยุคนี้มากขึ้น เช่น จีวองซี วาเลนติโน่ คริสเตียน ดิออร์ ฯลฯ แต่ยังโปรดเกล้าฯ ให้ใช้ผ้าทอมือผลงานสมาชิกศิลปาชีพทั้งหมด ได้แก่ ผ้าไหมมัดหมี่ ผ้าไหมแพรวา ผ้าไหมขิต และผ้ายกทอง
สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงทรงฉลองพระองค์เหล่านี้ในโอกาสำคัญ โดยเฉพาะในการเสด็จเยือนต่างประเทศ เพื่อเจริญสัมพันธไมตรี ได้แก่ การเสด็จฯ แทนพระองค์ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน และสหพันธรัฐรัสเซียอย่างเป็นทางการ นับเป็นการเผยแพร่ความงดงามของผ้าไทยให้เป็นที่รู้จักของคนทั่วโลก
สุวรรณพัสตรา
ถือเป็นไฮไลต์ของนิทรรศการนี้ โดยสีทองเป็นสีที่แสดงพลังอำนาจและความสำคัญ นิยมใช้ในหมู่ชนชั้นสูงและราชสำนัก ฉลองพระองค์ในงานพระราชพิธีและฉลองพระองค์ชุดไทยส่วนใหญ่ของ สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง จึงมักเป็นสีทองตามความนิยมที่มีมาแต่โบราณ
สนเข้าใจชมนิทรรศการ “สิริราชพัสตราบรมราชินีนาถ” เปิดให้เข้าชมตั้งแต่วันนี้ถึงเดือนเมษายน 2568 ณ ห้องจัดแสดง 1-2 พิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในพระบรมมหาราชวัง เปิดให้เข้าชมทุกวันตั้งแต่เวลา 09.00-16.30 น. ปิดจำหน่ายบัตรเข้าชมเวลา 15.30 น. บัตรเข้าชมสำหรับผู้ใหญ่ ราคา 150 บาท ผู้สูงอายุ (65 ปีขึ้นไป) ราคา 80 บาท นักเรียนหรือนักศึกษา (โปรดแสดงบัตรประจำตัว) และเด็กอายุ 12-18 ปี ราคา 50 บาท เด็กอายุต่ำว่า 12 ปี ไม่เสียค่าใช้จ่าย