โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

80 ปี Calvin Klein ผู้กลายเป็นตำนานจากแฟชั่นใต้สะดือ

ELLE Thailand

อัพเดต 27 ธ.ค. 2565 เวลา 14.19 น. • เผยแพร่ 27 ธ.ค. 2565 เวลา 06.59 น. • ELLE Thailand

เมื่อเริ่มแรกเขาส่งMark Wahlberg นุ่งกางเกงในสีขาว และ Kate Moss เรือนร่างเปลือยขึ้นป้ายแบนเนอร์โฆษณา และบางครั้งก็ยั่วยุศีลธรรมของสังคมอเมริกัน วันนี้ Calvin Klein ได้ผ่านช่วงเวลาเกรี้ยวกราดมาถึงวัย 80 ปีแล้ว

คาลวิน ไคลน์ไม่ได้แจ้งเกิดด้วย ‘New Look’ แบบ Christian Dior เขาไม่ได้นำเสนอ Le Smoking แบบYves Saint Laurent และไม่ได้ออกแบบแจ็กเก็ตที่เป็นไอคอนแบบ Coco Chanel แต่แบรนด์ของคาลวิน ไคลน์สื่อถึงรูปลักษณ์ที่เจาะจงและไม่ซับซ้อน เช่นเดียวกับประโยคคำพูดที่เขาเคยโฆษณาในสื่อ “คุณดูดี ร่ำรวย เท่ คุณเป็นคนหนุ่มสาว สนุกสนาน และเซ็กซี่” โดยเฉพาะคำว่า ‘เซ็กซี่’ ดูเหมือนเขาจะให้ความสำคัญเป็นพิเศษ

สปอตโฆษณาถูกเผยแพร่ออกไปไม่ทันข้ามคืน มันก็กลายเป็นข่าวพาดหัวของ New York Times นักข่าวไม่พอใจที่โฆษณาของเขาฟังดู คล้ายสนับสนุนให้ก่อความรุนแรงต่อผู้หญิง แต่ถึงอย่างนั้นยอดขายสินค้าของคาลวิน ไคลน์กลับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วถึง 400,000 ชิ้นต่อสัปดาห์ และทำให้กางเกงยีนส์ของดีไซเนอร์กลายเป็นที่รู้จักมากขึ้น ไอเดียนี้มาจาก Studio 54 สถานบันเทิงอันเป็นตำนานของนครนิวยอร์ก ซึ่งไคลน์มักเที่ยวคลุกคลีกับเหล่าคนดังในสังคมอย่าง Andy Warhol, Bianca Jagger หรือนางแบบผิวสี Iman

รวมถึงโฆษณากางเกงในจากปี 1992 ที่มี ‘มาร์กี’ มาร์ก วาห์ลเบิร์กยืนถ่างขากว้างๆ โพสคู่กับเคท มอสที่ดูประหม่าก็กลายเป็นเรื่องอื้อฉาว ภาพโฆษณาวาห์ลเบิร์กเอามือกุมเป้า ส่วนมอสเปลือยท่อนบน ความสำเร็จทางการตลาดในครั้งนั้นยังคงปรากฏให้เห็นแม้เวลาจะผ่านมาแล้วถึงสี่สิบปี หรือแม้แต่ Marci ลูกสาวของไคลน์ก็เคยบ่นว่า เวลาเธอไปนอนกับผู้ชาย เธอมักจะเห็นชื่อของพ่อเธอบนขอบกางเกงในผู้ชาย ที่ทำให้เธอรู้สึก‘ไม่ค่อยเซ็กซี่’ สักเท่าไหร่ ช่วงที่ผ่านมาปรากฏหนังสารคดีเกี่ยวกับดีไซเนอร์ออกมามากมาย ไม่ว่า‘Dior and I’, Martin Margiela, Dries van Noten, Alexander McQueen หรือหนัง-ซีรีส์อิงชีวประวัติอย่าง‘Halston’ ‘House of Gucci’ ‘Yves Saint Laurent’ แต่ยังไม่มีเรื่องราวชีวิตของคาลวิน ไคลน์ที่ค่อนข้างคลุมเครือออกมาเล่าขาน

Calvin Richard Klein เกิดในย่านบรองซ์ของนครนิวยอร์ก เป็นลูกชายของชาวยิวอพยพจากฮังการี บ้านของเขาอยู่ห่างจากบ้านของ Ralph Lauren คู่แข่งในวงการ เพียงถนนสามสาย แต่ดูเหมือนทั้งสองจะอยู่กันคนละโลก ราล์ฟมักจะแต่งกายและสร้างสุนทรียภาพแห่งจินตนาการแบบอังกฤษ –เป็นความเห็นของไคลน์ ส่วนเขานั้นชอบชีวิตแบบคน “ชายขอบ” ที่ท้าทายจิตวิญญาณ ภายหลังเรียนจบจาก Fashion Institute of Technology ไคลน์ได้งานเป็นดีไซเนอร์ที่บริษัทออกแบบผลิตเสื้อคลุม แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็มีความทะเยอทะยานออกหน้า ปี 1968 เขากับ Barry Schwartz เพื่อนสมัยวัยเด็ก ร่วมกันก่อตั้ง Calvin Klein Inc. ที่ทั้งสองเลือกชื่อนี้เพราะมันฟังดูดีและมีโอกาสกลายเป็นแบรนด์ชั้นนำ “ผู้คนมักสนใจตัวตนเบื้องหลังมากกว่า” และมันจริงอย่างที่เขาคาดเดา อย่างไรก็ตามแบรนด์ของไคลน์ประสบความสำเร็จมากในช่วงทศวรรษ 1980s กระทั่งว่า ‘to calvinize’ กลายเป็นคำกริยาและถูกนำไปใช้อ้างอิงเป็นที่สนุกสนานในหนังเรื่อง ‘Back to the Future’ ด้วย – เมื่อ Michael J. Fox ย้อนเวลากลับไปในปี 1955 เขาถูกเรียกชื่อเป็น ‘คาลวิน ไคลน์’ เพราะบนขอบกางเกงในของเขามีชื่อนี้ปรากฏอยู่ ‘CK’ คือป๊อปสตาร์ตัวจริงคนแรกในโลกแฟชั่น

ไคลน์จองตัวเคท มอสสำหรับโฆษณาน้ำหอม ‘Obsession’ ในขณะที่แบรนด์อื่นๆ ยังคงหมกมุ่นอยู่กับการถ่ายแบบซูเปอร์โมเดลหน้าอกโต และใช้นางแบบเป็นหุ่นสำหรับคอลเล็กชันของพวกเขา ส่วนนายแบบ บางครั้งเขาก็ค้นพบได้เองระหว่างขับรถไปบนถนน ในสปอตโฆษณามีผู้คนทั้งวัยรุ่นและผู้ใหญ่พูดคุยกัน เต้นรำ และจูบกัน ในตอนท้ายเคท มอสปรากฏตัวในชุดกระโปรงสั้น พร้อมสโลแกน‘CK One, the only one’ ดูง่ายๆ และแทบไม่มีเรื่องราว แต่ภายในหกเดือนยอดขายน้ำหอมพุ่งแตะหลักล้าน Karl Lagerfeld เคยกล่าวชมไคลน์ว่ามีพรสวรรค์ทางด้านการตลาด ไคลน์กล่าวตอบเรื่องนี้ว่า “คงจะน่าเสียดายถ้าไม่มีใครสนใจสิ่งที่เราทำตรงนี้” แต่แล้วช่วงปลายทศวรรษ 1990s กระแสความสำเร็จเริ่มถดถอยลง ปี 2002 เขาขายหุ้นบริษัทมูลค่า 430 ล้านดอลลาร์ให้กับเครือบริษัท Phillips Van Heusen (PVH) ซึ่งหลังจากนั้นแบรนด์ Calvin Klein ก็ไม่หวนกลับมาเฟื่องฟูเหมือนเก่าได้อีก

คาลวิน ไคลน์ไม่เคยให้สัมภาษณ์สื่อที่ไหนอีกเลย แม้ว่าเขาอาจจะคับข้องใจที่แบรนด์ของเขาซึ่งเขาสร้างมากับมือจะหลงเหลือเพียงเสื้อโลโก้ กางเกงใน และน้ำหอม เพราะอย่างน้อยเขาเป็นผู้หนึ่งที่ได้ปลดปล่อยแฟชั่นจากวัตถุนิยม สำหรับเขาแล้วมันไม่ได้เกี่ยวกับสิ่งที่ใครสวมใส่ แต่มันสำคัญที่ว่าใครสวมใส่อย่างไรต่างหาก ทัศนคติคือทุกสิ่งทุกอย่าง และพร้อมที่จะประกาศให้ทุกคนรู้

Story: Boonchoak Panichsilp

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...