โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ช่องแคบฮอร์มุซไม่ใช่แค่ทางผ่านน้ำมัน แต่คือ ‘เส้นเลือดใหญ่’ หล่อเลี้ยงคนกว่า 100 ล้านชีวิต

THE STANDARD

อัพเดต 6 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 6 ชั่วโมงที่ผ่านมา • thestandard.co
ช่องแคบฮอร์มุซไม่ใช่แค่ทางผ่านน้ำมัน แต่คือ ‘เส้นเลือดใหญ่’ หล่อเลี้ยงคนกว่า 100 ล้านชีวิต

ช่องแคบฮอร์มุซ หนึ่งในเส้นทางขนส่งสำคัญของโลก ที่รองรับการลำเลียงน้ำมันและก๊าซ LNG ราว 20% ของโลก เผชิญภาวะชะงักจากความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอล กับอิหร่าน

แต่ความสำคัญของช่องแคบแห่งนี้ไม่ได้มีแค่เรื่องพลังงานเท่านั้น หากเปรียบให้เห็นภาพง่ายๆ มันคือ ‘เส้นเลือดใหญ่’ ที่หล่อเลี้ยงผู้คนกว่า 100 ล้านคนในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย เพราะนอกจากน้ำมันแล้ว ยังเป็นเส้นทางหลักในการนำเข้าอาหาร เมื่อการขนส่งสะดุด ผลกระทบจึงลามไปถึงความมั่นคงทางอาหารทันที

หลายประเทศในภูมิภาคนี้มีข้อจำกัดด้านภูมิอากาศและพื้นที่เพาะปลูก ทำให้ต้องพึ่งพาการนำเข้าอาหารในสัดส่วนสูง เช่น ซาอุดีอาระเบีย นำเข้าอาหารมากกว่า 80%, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ราว 90%, กาตาร์สูงถึง 98% และอิรัก แม้มีแหล่งน้ำ แต่ก็ยังต้องนำเข้าอาหารจำนวนมาก เมื่อเส้นทางหลักสะดุด ความเสี่ยงอาหารขาดแคลนจึงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

ขณะเดียวกัน การโจมตีเรือพาณิชย์ทำให้การเดินเรือผ่านช่องแคบแทบหยุดนิ่ง ผู้ประกอบการจำเป็นต้องเปลี่ยนไปใช้เส้นทางสำรองที่ทั้งแพงกว่า ใช้เวลานานกว่า และขนส่งได้จำกัด ส่งผลให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นและเพิ่มความเสี่ยงที่สินค้าจะขาดตลาด

โครงการอาหารโลก (WFP) เตือนว่า วิกฤตครั้งนี้อาจสร้างแรงกดดันต่อห่วงโซ่อุปทานโลกหนักที่สุดนับตั้งแต่ช่วงโควิดและสงครามยูเครนในปี 2022 ขณะที่ผู้ค้าปลีกในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์รายงานว่า เรือจำนวนมากต้องจอดรอนอกช่องแคบ ทำให้สินค้าสดไม่สามารถกำหนดเวลาส่งมอบได้ สะท้อนความไม่แน่นอนในระบบขนส่งที่เพิ่มสูงขึ้น

สะท้อนได้ว่าต้นทุนโลจิสติกส์พุ่งขึ้นอย่างชัดเจน ค่าธรรมเนียมเพิ่มราว 4,000 ดอลลาร์ ต่อตู้คอนเทนเนอร์ บวกกับค่าขนส่งทางบกอีก 4,000–9,000 ดอลลาร์ ขณะที่ค่าขนส่งจากยุโรปพุ่งจาก 3,000 เป็น 14,500 ยูโร ต้นทุนเหล่านี้มีแนวโน้มถูกผลักไปยังผู้บริโภค โดยเฉพาะสินค้าจำเป็นอย่างนมและผัก ที่อาจปรับขึ้นราคาได้ถึง 20%

ส่วนทางเลือกอย่างการขนส่งทางอากาศ ซึ่งเคยช่วยบรรเทาปัญหา ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน หลังสนามบินในดูไบต้องปิดชั่วคราว ทำให้การขนส่งหยุดลงในช่วงหนึ่ง ผู้ค้าบางรายจึงเริ่มทดลองขนส่งทางบกจากยุโรป ผ่านฝรั่งเศสและตุรกีเข้าสู่ตะวันออกกลาง ใช้เวลาประมาณ 12 วันและมีต้นทุนถูกกว่าทางอากาศราว 40% แต่ยังไม่สามารถรองรับปริมาณได้เท่าการขนส่งทางทะเล

และแม้ค่าเบี้ยประกันภัยจะปรับเพิ่มขึ้น แต่ผู้เชี่ยวชาญมองว่า ความปลอดภัยของเส้นทางเดินเรือยังคงเป็นปัจจัยชี้ขาด โดยเสนอให้ใช้กองทัพเรือคุ้มกันเรือสินค้า ซึ่งหากเกิดขึ้นจริง อาจให้ความสำคัญกับเรือพลังงานก่อนสินค้าอาหาร

อย่างไรก็ตาม ก่อนเกิดวิกฤต ช่องแคบฮอร์มุซมีเรือผ่านมากกว่า 60 ลำต่อวัน ดังนั้นการหยุดชะงักในครั้งนี้จึงไม่ได้กระทบแค่พลังงาน แต่กำลังลุกลามไปสู่สินค้าอุปโภคบริโภคและอาหารทั่วโลก แม้ผู้นำสหรัฐฯ จะยังเชื่อว่าสถานการณ์สามารถคลี่คลายได้ แต่ในมุมเศรษฐกิจ ผลกระทบเริ่มชัดขึ้นแล้ว ทั้งต้นทุนที่สูงขึ้น ราคาสินค้าที่แพงขึ้น และความเสี่ยงด้านอาหารที่กำลังกระทบผู้คนทั่วโลก

ภาพ:AustralianCamera/shutterstock

อ้างอิง:

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...