‘อภิสิทธิ์’ เผยฝ่ายค้านยื่น ประธานสภาฯ ส่งศาล รธน.ตีความ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน
‘อภิสิทธิ์’ เผยฝ่ายค้านยื่น ประธานสภาฯ เที่ยงนี้ ส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ชี้ไม่เข้าเงื่อนไข ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ
วันนี้ (11 พ.ค 69) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการยื่นศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้วินิจฉัยว่าพระราชกำหนดกู้เงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อแก้ปัญหาวิกฤตพลังงานและเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ว่า วันนี้ เวลา 12.00 น. ฝ่ายค้านจะสามารถยื่นหนังสือถึงประธานสภาผู้แทนราษฎรได้ โดยเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคมที่ผ่านมา ตัวแทนพรรคประชาธิปัตย์ได้พูดคุยกับพรรคประชาชนถึงการเขียนคำร้อง ซึ่งมีประเด็นสำคัญว่า การตราพระราชกำหนดครั้งนี้ไม่ได้เป็นไปตามเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญ ที่กำหนดให้ต้องเป็นไปเพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ
นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ประเด็นหลักคือ โครงการอย่างน้อย 200,000 ล้านบาท ที่เกี่ยวข้องกับพลังงานทั้งหมด แทบไม่ได้อยู่ในเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจในขณะนี้ ขณะเดียวกัน ในแง่ภาวะเศรษฐกิจ ปัจจุบันมีการชี้แจงในทำนองว่า รัฐบาลอื่นก็เคยกู้เงิน ดังนั้นจึงต้องพูดตามข้อเท็จจริงและเงื่อนไขของกฎหมายว่า คำว่า “ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ” จะวัดจากอะไร ซึ่งต้องพิจารณาตามมาตรฐานสากล
นายอภิสิทธิ์ยกตัวอย่างการกู้เงินในอดีต 3 ครั้งว่า ครั้งแรกคือวิกฤตต้มยำกุ้ง ซึ่งในครั้งนั้นเห็นได้ชัดว่าทุนสำรองของประเทศแทบหมดไป และเศรษฐกิจหดตัวอย่างรุนแรง ครั้งที่สองในสมัยที่ตนเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งขณะนั้นภาคการท่องเที่ยวและการส่งออกติดลบ มีการคาดการณ์ว่าจะเกิดการตกงานครั้งใหญ่ และเศรษฐกิจหดตัว โดยรัฐบาลได้พยายามใช้เงื่อนไขที่มีอยู่ในกฎหมายทั้งหมดแล้ว ทั้งการจัดทำกฎหมายงบประมาณเพิ่มเติม แต่ยังไม่สามารถมีเงินมาดำเนินการเพื่อสร้างความมั่นใจต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจได้ จึงจำเป็นต้องดำเนินการ และครั้งที่สามคือกรณีโควิด-19 ซึ่งมีการหยุดกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั้งหมด
นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า เมื่อนำมาเทียบกับสถานการณ์ปัจจุบัน จากตัวเลข ณ สิ้นเดือนมีนาคม ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยแถลงล่าสุด เมื่อเทียบปีต่อปี พบว่าการส่งออกเป็นบวก การลงทุนเป็นบวก การบริโภคเป็นบวก และเศรษฐกิจในภาพรวมยังเป็นบวก รวมถึงการจัดเก็บรายได้ถึงสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ก็ยังเป็นไปตามเป้าหมาย
นายอภิสิทธิ์กล่าวต่อว่า สถานการณ์ขณะนี้จึงไม่ใช่เรื่องของความมั่นคงทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม ขอชี้แจงว่า จุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้บอกว่าเศรษฐกิจดี แต่ยอมรับว่าเศรษฐกิจไม่ดี และได้รับผลกระทบจากสงคราม โดยผลกระทบดังกล่าวมาจากด้านต้นทุน โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่สูงขึ้น จนส่งผลให้ต้นทุนการผลิตอื่น ๆ สูงขึ้นตามไปด้วย
นายอภิสิทธิ์ยกตัวอย่างว่า หากรัฐบาลจะใช้เงิน 200,000 ล้านบาท เป็นเวลา 4 เดือน ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์เสนอว่า หากลดภาษีสรรพสามิตเป็นเวลา 4 เดือน จะใช้เงินเพียง 60,000 ล้านบาท และทำให้น้ำมันถูกลงทันที 7 บาท โดยขณะนี้ราคาน้ำมันแทบจะกลับไปเหลือ 30 บาทแล้ว จึงต้องตั้งคำถามว่า วิธีใดเป็นการแก้ปัญหาได้ตรงจุดมากกว่ากัน โดยไม่ต้องละเมิดเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญ
นายอภิสิทธิ์กล่าวอีกว่า กรณีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุว่า การลดภาษีสรรพสามิตเป็นการช่วยเหลือแบบไม่มุ่งเป้า โดยยกตัวอย่างว่าคนรวยที่ขับรถก็ได้ประโยชน์เพราะใช้น้ำมันดีเซลนั้น ตนเห็นว่า หากรัฐบาลจะช่วยเหลือแบบมุ่งเป้า เช่น เติมเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ พรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้ขัดข้อง และในความเป็นจริงวงเงินดังกล่าวสามารถบริหารจากงบประมาณปกติได้
อย่างไรก็ตาม นายอภิสิทธิ์ตั้งคำถามว่า การให้เงินประชาชน 30 ล้านคน โดยคนที่ได้รับสิทธิ์คือคนที่มีโทรศัพท์ดีกว่า สัญญาณอินเทอร์เน็ตดีกว่า และมือไวกว่า จะถือเป็นการช่วยเหลือแบบมุ่งเป้าได้อย่างไร พร้อมย้ำว่า พรรคประชาธิปัตย์ไม่เคยปฏิเสธว่าเศรษฐกิจไม่มีปัญหา แต่คำว่า “ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ” มีความหมายเฉพาะ และกรณีนี้ไม่เป็นไปตามเงื่อนไข อีกทั้งการช่วยเหลือประชาชนโดยไม่ก่อหนี้จำนวนมหาศาล และไม่หลีกเลี่ยงการตรวจสอบ ยังมีวิธีอื่นอีกมาก
เมื่อถามว่า ในร่างคำร้องมีพรรคกล้าธรรมร่วมลงชื่อด้วยหรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า เข้าใจว่าพรรคกล้าธรรมไม่ได้ลงชื่อด้วย แต่เชื่อว่า เมื่อฝ่ายค้านยื่นไปแล้ว ศาลรัฐธรรมนูญจะรับไว้พิจารณา และหากศาลฯ รับไว้พิจารณา ก็ต้องหยุดการพิจารณาของสภา ซึ่งเป็นไปตามกฎหมาย โดยเชื่อว่าน่าจะทันก่อนวันที่ 14 พฤษภาคม ที่สภาจะพิจารณาร่างกฎหมายดังกล่าว