โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

Bitcoin ระส่ำ! ดัชนี Coinbase Premium ติดลบครั้งแรกในรอบ 3 สัปดาห์ เซ่นพิษแรงขายสหรัฐฯ

ทันหุ้น

อัพเดต 29 เม.ย. เวลา 03.40 น. • เผยแพร่ 29 เม.ย. เวลา 03.40 น.

Bitcoin ระส่ำ! ดัชนี Coinbase Premium ติดลบครั้งแรกในรอบ 3 สัปดาห์ เซ่นพิษแรงขายสหรัฐฯ

ดัชนี Coinbase Premium ของ Bitcoin (BTC) พลิกมาติดลบเป็นครั้งแรกในรอบ 3 สัปดาห์ที่ระดับ -0.008 บ่งชี้ว่าแรงซื้อจากนักลงทุนสหรัฐฯ กำลังอ่อนแรงลงชัดเจน สอดคล้องกับการที่ราคา BTC ปรับตัวลงในช่วงเดียวกัน ขณะที่ข้อมูล On-chain ชี้ว่ามูลค่าการขาดทุนที่เกิดขึ้นจริง (Realized Loss) เฉลี่ยรายสัปดาห์ทะยานแตะ $829 ล้าน สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ พูดง่ายๆ ก็คือ — แรงซื้อหลักจากฝั่งอเมริกาเริ่มหดหาย และนักถือเหรียญหลายรายยอมตัดขาดทุนออกจากตลาดแล้ว

📉 Coinbase Premium ติดลบครั้งแรกรอบ 3 สัปดาห์ — สัญญาณเตือนจากฝั่งสหรัฐฯ

Coinbase Premium Index (ดัชนีวัดส่วนต่างราคา BTC ระหว่าง Coinbase ในสหรัฐฯ กับ Binance ที่เป็นกระดานเทรดสากล หากเป็นบวกแปลว่าฝั่งสหรัฐฯ ซื้อแรงกว่า) ได้พลิกมาแตะระดับ -0.008 เป็นครั้งแรกในรอบ 3 สัปดาห์ และทรงตัวในแดนลบต่อเนื่องตลอด 48 ชั่วโมงถัดมาในการอ่านค่ารายชั่วโมง สะท้อนแรงขายอย่างต่อเนื่องจากผู้ซื้อในสหรัฐฯ

Bitcoin Coinbase Premium แหล่งที่มา: CryptoQuant

นักเทรดคริปโตชื่อ Ardi ชี้ว่า ราคา BTC ได้หลุด Trendline Support (เส้นแนวรับเทคนิคที่นักเทรดใช้ดูทิศทางตลาด) และโซน Liquidity (โซนสภาพคล่องที่นักเทรดมักวางคำสั่ง) ที่ระดับ $77,300 ลงมา โดยเชื่อมโยงการเคลื่อนไหวนี้กับ Spot Demand (ความต้องการซื้อในตลาดสปอต) ที่อ่อนแรงลง พร้อมระบุว่าค่า Premium ติดลบต่อเนื่องในลักษณะนี้ไม่ได้เกิดขึ้นมาตั้งแต่ตอนที่ BTC อยู่แถว $67,000

Ardi ยังเตือนว่าราคา BTC ในช่วงที่ FOMC (Federal Open Market Committee — คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ) ประชุม อาจผันผวนรุนแรงทั้งสองฝั่ง โดยโซนสำคัญที่ต้องจับตาคือ $74,500–$75,500 ซึ่งเป็นโซนที่อาจสะท้อนภาวะ Demand Exhaustion (ดีมานด์ฝั่งซื้อหมดแรง)

💸 Realized Loss รายสัปดาห์พุ่ง $829 ล้าน — ความเชื่อมั่นนักลงทุนสั่นคลอน

ข้อมูล On-chain ยืนยันภาพที่น่ากังวลมากขึ้น โดยนักวิเคราะห์คริปโต Darkfost เผยว่า Realized Loss (มูลค่าการขาดทุนที่เกิดขึ้นจริงเมื่อนักลงทุนขายเหรียญในราคาต่ำกว่าทุน) เฉลี่ย 7 วัน ได้แตะ $829 ล้าน เทียบกับ Realized Profit ที่ $566 ล้าน

กำไร/ขาดทุนสุทธิที่เกิดขึ้นจริงของ Bitcoin [USD] 7DMA แหล่งที่มา: CryptoQuant

Net Realized Profit (ส่วนต่างกำไรขาดทุนสุทธิที่เกิดขึ้นจริงบนเชน) เคยพลิกเป็นบวกชั่วคราวเมื่อวันที่ 9 เมษายน แต่ก็ถูกพลิกกลับเป็นลบภายในเวลาเพียง 2 สัปดาห์เท่านั้น

ขณะที่สัดส่วน Supply in Profit (สัดส่วนเหรียญในระบบที่ยังอยู่ในสถานะกำไร) อยู่ที่ระดับ 64% — ซึ่งในอดีตระดับนี้ไม่เคยรองรับการขึ้นต่อเนื่องระยะยาวได้ บ่งชี้ว่าความเชื่อมั่นของผู้ถือยังเปราะบาง แม้ตลาดจะฟื้นตัวกลับมาบ้างแล้วก็ตาม

🔻 แรงขายบน Binance ทะลุ $828 ล้าน — เข้าใกล้โซน Capitulation ระยะสั้น ข้อมูลฝั่งตลาดอนุพันธ์ (Derivatives) ก็สะท้อนภาพแรงขายที่หนักหน่วงไม่แพ้กัน โดยนักวิเคราะห์ Amr Taha ชี้ว่า Cumulative Net Taker Volume (ปริมาณคำสั่งซื้อขายสุทธิที่ “เคาะเข้า” ทันที) ในรอบ 24 ชั่วโมงบน Binance ลดลงถึง $828 ล้าน เมื่อวันที่ 27 เมษายน — เป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคม

ปริมาณการซื้อขายสุทธิสะสมของ BTC บน Binance แหล่งที่มา: CryptoQuant

ตัวเลข Net Taker Volume ที่ติดลบหมายถึงคำสั่งขายในตลาดมีมากกว่าคำสั่งซื้อ ขณะที่ Taker Buy/Sell Ratio บน Binance ก็ลดลงมาที่ 0.89 ซึ่งเป็นระดับที่เคยเห็นล่าสุดเมื่อวันที่ 29 มีนาคม

ที่น่าสนใจคือ การอ่านค่าครั้งก่อนหน้าในระดับนี้สอดคล้องกับจุด Local Pivot (จุดกลับตัวระยะสั้น) ที่ BTC เคยทดสอบ $66,000 ก่อนจะดีดกลับขึ้นมา 15% ภายใน 30 วัน Taha จึงมองว่าโครงสร้างตลาดในตอนนี้ใกล้เคียงกับภาวะ Short-term Capitulation (การยอมแพ้ของนักเทรดระยะสั้น) มากกว่าจะเป็นการพังของแนวโน้มระยะยาว

อ้างอิงต้นฉบับ: Cointelegraph

ที่มา https://www.bitcoinaddict.com/news/bitcoin-coinbase-premium-negative-realized-losses

เปิดแผนกู้ชีพ rsETH! DeFi United เตรียมล้างพอร์ตแฮกเกอร์-อัดฉีด 1.3 แสน ETH คืนระบบ

DeFi United กลุ่มกู้ฟื้นฟูที่หนุนโดยทีมงาน Aave เปิดแผนปฏิบัติการเทคนิคเพื่อฟื้นมูลค่าหนุนหลัง rsETH (โทเค็น Liquid Restaking ของ Kelp DAO ที่เปรียบเสมือน “ใบเสร็จ” ของผู้ฝาก ETH ใน EigenLayer) หลังเหตุแฮกบริดจ์ของ Kelp เมื่อวันที่ 18 เมษายน ทำให้ rsETH จำนวน 116,500 เหรียญ มูลค่าราว 293 ล้านดอลลาร์ถูกปล่อยออกมาโดยไม่มีการ Burn คู่กันบน Unichain — พูดง่ายๆ คือมีโทเค็นปลอมหลุดเข้าระบบโดยไม่มีของจริงหนุนหลังนั่นเอง

🔧 แผนกู้คืน: เปลี่ยน ETH กลับเป็น rsETH ทีละล็อต

DeFi United ระบุว่า แผนนี้จะนำ ETH ที่ผู้สนับสนุนได้ให้คำมั่นไว้ มาแปลงกลับเป็น rsETH แบบทยอยทีละล็อต (Tranche) แล้วฝากกลับเข้าไปยัง Lockbox ของบริดจ์ที่ได้รับผลกระทบ เพื่อให้บริดจ์สามารถกลับมาทำงานปกติได้อีกครั้งเมื่อมูลค่าหนุนหลังเต็มจำนวน

ขณะที่ LayerZero (โครงสร้างพื้นฐานสำหรับการสื่อสารข้ามเครือข่ายบล็อกเชน) และ Kelp ก็ได้เพิ่มมาตรการความปลอดภัยอีกหลายชั้นก่อนที่บริดจ์จะกลับมาเปิดให้ใช้งานเต็มรูปแบบ

🎯 ไล่ปิดสถานะของแฮกเกอร์บน Aave และ Compound

อีกด้านหนึ่ง DeFi United เตรียมเข้าจัดการสถานะที่เชื่อมโยงกับแฮกเกอร์บนทั้ง Aave และ Compound (โปรโตคอลให้กู้ยืมแบบกระจายศูนย์รายใหญ่บน Ethereum) เพื่อกู้หลักประกันคืนและแก้ไขปัญหาตลาดที่เสียสมดุลจากเหตุการณ์ดังกล่าว

ทีมระบุว่า ปัจจุบันยังมีกระเป๋าที่เกี่ยวข้องกับแฮกเกอร์ถึง 7 แอดเดรส ที่ยังเปิดสถานะกู้ยืมโดยใช้ rsETH ค้ำประกันอยู่บน Aave และ Compound — คิดเป็น rsETH ราว 107,000 เหรียญ จากทั้งหมด 116,500 เหรียญที่ถูกปล่อยออกมาในเหตุแฮกครั้งนี้

ลำดับขั้นการดำเนินการตามแผนคือ

  • ปรับราคา Oracle ของ rsETH ชั่วคราวเพื่อเปิดให้เกิดการ Liquidation แบบควบคุม
  • โอนหลักประกันที่กู้คืนได้ไปยัง Multisig (กระเป๋าที่ต้องใช้หลายลายเซ็นในการอนุมัติ) ของ DeFi United
  • คืนค่า Oracle กลับสู่ระดับปกติ
  • ไถ่ถอน rsETH กลับเป็น ETH
  • นำ ETH ที่ได้ไปอุดส่วนต่างของตลาดที่ได้รับผลกระทบ

⚠️ ปัจจัยเสี่ยงที่ยังเหลืออยู่

แม้แผนจะถูกออกแบบมาเพื่อฟื้นมูลค่าหนุนหลัง rsETH แต่ก็ยังต้องผ่านด่านสำคัญหลายจุด ทั้งการลงคะแนนของ DAO (องค์กรปกครองแบบกระจายศูนย์), ข้อตกลงที่ยังไม่สรุปเป็นทางการ และที่สำคัญที่สุดคือ — แฮกเกอร์ต้องไม่เข้ามาขัดขวางขั้นตอน Liquidation ระหว่างทาง

💼 พันธมิตรฝั่ง Ethereum ร่วมหนุน เงินทะลุ 132,706 ETH

แผนเทคนิคนี้ออกตามมาหลังจากความพยายามในการระดมทุนและขอแรงสนับสนุนเชิงธรรมาภิบาลก่อนหน้า โดยเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา Consensys (บริษัทพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน Ethereum รายใหญ่ ผู้สร้าง MetaMask) และ Joe Lubin ผู้ร่วมก่อตั้ง Ethereum ได้เข้าร่วม DeFi United พร้อมให้คำมั่นเงินทุนสูงสุดถึง 30,000 ETH

ขณะที่ SharpLink บริษัทคลัง Ethereum ที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ก็เข้าร่วมในฐานะที่ปรึกษาเพื่อช่วยวางโครงสร้างของแผนกู้คืน นอกจากนี้ Aave Labs ยังขอให้ Arbitrum DAO ปล่อย ETH จำนวน 30,765 เหรียญที่ถูก Arbitrum Security Council อายัดไว้หลังเหตุแฮก ส่งต่อให้ DeFi United

ล่าสุดเมื่อวันอังคาร เว็บไซต์ของ DeFi United แสดงยอดเงินที่ระดมและให้คำมั่นรวมแล้วสูงถึง 302.26 ล้านดอลลาร์ หรือเทียบเท่า 132,706.903 ETH แม้บางส่วนจะยังต้องผ่านการลงคะแนน DAO และดำเนินการขั้นสุดท้ายอยู่ก็ตาม

อ้างอิงต้นฉบับ: Cointelegraph

ที่มา https://www.bitcoinaddict.com/news/defi-united-rseth-recovery-plan-kelp-exploit

Core Scientific สั่งแบ่งกำลังไฟขุด BTC ทุ่มงบปั้น Data Center AI 1.5 กิกะวัตต์ในเท็กซัส

Core Scientific (CORZ) บริษัทขุด Bitcoin รายใหญ่ของสหรัฐฯ ประกาศแผนพัฒนาไซต์ที่เมือง Pecos รัฐ Texas ให้กลายเป็นศูนย์ข้อมูล AI ขนาดมหึมา ด้วยกำลังการผลิตไฟฟ้ารวมสูงถึง 1.5 กิกะวัตต์ (GW) พร้อมเปิดให้เช่าราว 1 GW โดยจะดึงพลังงาน 300 MW ที่เคยใช้ขุด Bitcoin มาแปลงเป็นการดำเนินงาน Data Center ตอกย้ำเทรนด์ “นักขุด BTC ผันตัวสู่ธุรกิจ AI” ที่กำลังเขย่าวงการอย่างต่อเนื่อง

🏗️ จากเหมืองขุด Bitcoin สู่โคโลเคชั่น AI ระดับ 1.5 GW

ในประกาศวันจันทร์ที่ผ่านมา Core Scientific ระบุว่า ได้เริ่มพัฒนาไซต์ Pecos ใน Texas ให้เป็นศูนย์ Colocation (บริการให้เช่าพื้นที่ในศูนย์ข้อมูลพร้อมระบบไฟฟ้า ระบบเย็น และความปลอดภัย) ความหนาแน่นสูง สำหรับรองรับงาน AI ท่ามกลางความต้องการโครงสร้างพื้นฐานด้านการประมวลผลที่พุ่งทะยาน โดยจากกำลังไฟฟ้าทั้งหมด 1.5 GW (1,500 เมกะวัตต์) จะมีประมาณ 1 GW เปิดให้ลูกค้าภายนอกเช่าใช้งาน

Adam Sullivan ซีอีโอของ Core Scientific กล่าวว่า บริษัทกำลังใช้ความเชี่ยวชาญภายในเพื่อสร้างความแตกต่างในการพัฒนาและขยายโครงสร้างพื้นฐาน AI รุ่นใหม่ โดยเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนผ่านที่บริษัทกำลังดำเนินการอยู่

ที่น่าสนใจคือ กำลังไฟฟ้า 300 MW ที่ใช้สำหรับขุด Bitcoin อยู่เดิมในไซต์นี้ จะถูกแปลงไปใช้กับการดำเนินงาน Data Center แทน ซึ่ง Core Scientific เผยว่า Data Hall (ห้องเซิร์ฟเวอร์) แรกได้ทำงานฐานรากเสร็จแล้ว และกำลังเข้าสู่ขั้นตอนการก่อสร้างแนวตั้ง คาดว่าจะเปิดให้บริการบางส่วนในต้นปี 2027

นอกจากนี้ บริษัทยังได้สัญญาเพิ่มกำลังไฟฟ้าอีก 300 MW จากผู้ให้บริการสาธารณูปโภค พร้อมแผนขยายเพิ่มเติมผ่าน Behind-the-Meter Solution (การจัดหาพลังงานโดยตรงจากแหล่งผลิต ไม่ผ่านโครงข่ายไฟฟ้าหลัก ช่วยลดต้นทุนและเพิ่มความเสถียร)

💸 ทุ่ม 200 เอเคอร์-ระดมทุน 3.3 พันล้านดอลลาร์ ขยายเครือข่ายทั่วสหรัฐฯ

เพื่อรองรับการก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่นี้ Core Scientific เผยว่าได้เข้าซื้อที่ดินกว่า 200 เอเคอร์ ในพื้นที่ดังกล่าว

สัปดาห์ที่ผ่านมา บริษัทยังประกาศแผนระดมทุน 3.3 พันล้านดอลลาร์ (ราว 1.16 แสนล้านบาท) ผ่านการออก Senior Secured Notes (ตราสารหนี้ที่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันและมีลำดับสิทธิ์การชำระคืนก่อนเจ้าหนี้รายอื่น) ครบกำหนดในปี 2031 เพื่อใช้เป็นเงินทุนขยาย Data Center ในรัฐ Georgia, Texas, North Carolina และ Oklahoma ต่อยอดจาก Credit Facility (วงเงินสินเชื่อ) มูลค่า 1 พันล้านดอลลาร์ที่ได้รับจาก Morgan Stanley เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา

แม้ในอดีต Core Scientific จะมีรายได้หลักจากการขุดสินทรัพย์ดิจิทัล แต่บริษัทกำลังหันไปโฟกัสที่ธุรกิจ Infrastructure Services (บริการโครงสร้างพื้นฐาน) มากขึ้นเรื่อยๆ โดยปัจจุบันมีศูนย์ข้อมูลกระจายอยู่หลายรัฐในสหรัฐฯ ทั้ง Texas, Georgia และ North Carolina

🌊 เทรนด์ “นักขุด Bitcoin” แห่ผันตัวสู่ AI

Core Scientific ไม่ใช่บริษัทเดียวที่กำลังมองหาแหล่งรายได้ใหม่ในยุคที่กำไรจากการขุดบีบตัวลง โดยเฉพาะหลัง Halving (เหตุการณ์ที่รางวัลขุดบล็อก Bitcoin ลดลงครึ่งหนึ่ง เกิดขึ้นทุก ๆ 4 ปี) ในเดือนเมษายน 2024 ซึ่งทำให้รางวัลต่อบล็อกเหลือเพียง 3.125 BTC

  • เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา MARA Holdings เข้าซื้อหุ้น 64% ใน Exaion บริษัทโครงสร้างพื้นฐานสัญชาติฝรั่งเศส เพื่อขยายธุรกิจสู่บริการ AI
  • บริษัทขุดอื่นๆ ทั้ง Hive, Hut 8, TeraWulf และ Iren ก็กำลังแปลงโรงงานขุดให้กลายเป็น Data Center กันอย่างคึกคัก

🏭 NYDIG จ่อซื้อโรงหลอมเก่าในนิวยอร์ก – ตามรอย TeraWulf

ตามรายงานของ Cointelegraph Alcoa (อัลโคอา) บริษัทอลูมิเนียมยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ กำลังจะปิดดีลขายโรงหลอม Massena East ที่หยุดเดินเครื่องมานานในตอนเหนือของนิวยอร์ก ให้กับ NYDIG บริษัทขุด Bitcoin โดยคาดว่าดีลจะปิดได้ภายในกลางปีนี้ โดยโรงงานแห่งนี้ปิดตัวมาตั้งแต่ปี 2014 เนื่องจากต้นทุนพลังงานสูงและการแข่งขันจากต่างประเทศ

ก่อนหน้านี้ในปีเดียวกัน Century Aluminum ก็ได้ขายโรงหลอม Hawesville ในรัฐ Kentucky ในราคา 200 ล้านดอลลาร์ ให้กับนักขุดคริปโต TeraWulf ซึ่งวางแผนจะแปลงเป็นโรงงาน HPC (High-Performance Computing — การประมวลผลประสิทธิภาพสูงสำหรับงานวิทยาศาสตร์-AI) และ AI ต่อไป

อ้างอิงต้นฉบับ: Cointelegraph

ที่มา https://www.bitcoinaddict.com/news/core-scientific-1-5gw-ai-data-center-pecos-texas

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...