AI คืนชีพ ‘ราชวงศ์ซัมซุง’ ตระกูลอีรวยทะลุ 1.4 ล้านล้านบาท
เมื่อยักษ์ Samsung สูญเสียเสาหลักอย่าง“อี คุนฮี” ทายาท ซัมซุง รุ่นที่ 2 ในปี 2020 หลายฝ่ายเคยมองว่า “ราชวงศ์ซัมซุง” อาจเข้าสู่ยุคสั่นคลอนครั้งใหญ่ ทั้งจากภาระภาษีมรดกมหาศาลระดับหลายพันล้านดอลลาร์ ที่รัฐเรียกเก็บเมื่อเจ้าของทรัพย์สินเสียชีวิต และทรัพย์สินถูกส่งต่อไปยังทายาท รวมถึงคดีสินบนที่ทำให้ “อี แจยง” ทายาทซัมซุง รุ่นที่ 3 ต้องถูกจำคุก หลังถูกตัดสินว่า ติดสินบนอดีตประธานาธิบดีเกาหลีใต้ พัค กึนฮเย เพื่อปูทางสู่การสืบทอดอำนาจ
ในเวลานั้น นักวิเคราะห์จำนวนไม่น้อยเชื่อว่า “ภาษีมรดก”ที่แพงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก กว่า 12 ล้านล้านวอน (2.6 แสนล้านบาท) อาจบีบให้ตระกูลอีต้องลดอำนาจการควบคุมอาณาจักรธุรกิจที่ใหญ่ที่สุดของเกาหลีใต้ลง แต่ผ่านไปเพียงไม่กี่ปี สิ่งที่เกิดขึ้น “กลับตรงกันข้าม” โดยสิ้นเชิง
จุดเปลี่ยนคือ“กระแสปัญญาประดิษฐ์” ที่ผลักดันมูลค่าหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ทั่วโลก กลายเป็น “แรงส่งสำคัญ” ที่ทำให้ความมั่งคั่งของตระกูลอีพุ่งทะยานอีกครั้ง โดยดัชนีมหาเศรษฐีของบลูมเบิร์กระบุว่ามูลค่าทรัพย์สินรวมของครอบครัวเพิ่มขึ้นจากราว 20,100 ล้านดอลลาร์ (ราว 6.5 แสนล้านบาท) เมื่อปีก่อน เป็นประมาณ 45,500 ล้านดอลลาร์ (ราว 1.4 ล้านล้านบาท) ณ เดือนมีนาคมที่ผ่านมา หรือเพิ่มขึ้น “มากกว่าสองเท่าในเวลาเพียง 1 ปี”
การฟื้นตัวครั้งนี้ ทำให้ตระกูลอีขยับจากอันดับ 10 เมื่อปีก่อน ขึ้นมาเป็น “ตระกูลที่ร่ำรวยอันดับ 3 ของเอเชีย” พร้อมตอกย้ำสถานะผู้กุมอำนาจเหนือ “Samsung Group” หรือกลุ่มแชโบลที่ทรงอิทธิพลที่สุดของเกาหลีใต้ ร่วมกับ SK Group และ Hyundai Motor Group
ในเดือนนี้ ทายาทตระกูลอีเตรียมชำระงวดสุดท้ายของภาษีมรดกมูลค่า 12 ล้านล้านวอน ปิดฉากการผ่อนจ่ายยาวนานเกือบ 5 ปี สะท้อนว่า พวกเขาสามารถรักษาอำนาจการถือครองกิจการไว้ได้ โดยไม่จำเป็นต้องเทขายหุ้นจำนวนมากอย่างที่หลายฝ่ายเคยกังวล
โดยเฉพาะ อี แจยง ซึ่งครั้งหนึ่งเคยหลีกเลี่ยงสื่อและอยู่ท่ามกลางแรงกดดันจากคดีความ วันนี้กลับมาอยู่แถวหน้าของเวทีอำนาจอีกครั้ง ทั้งการร่วมคณะผู้นำเกาหลีใต้เดินทางเยือนอินเดีย เวียดนาม จีน สหรัฐ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ รวมถึงภาพไวรัลที่เขานั่งจิบเบียร์กับเจนเซน หวง ซีอีโอของ NVIDIA สะท้อนการกลับมาของ “เจ้าชายซัมซุง” อย่างเต็มตัว
เบื้องหลังการคืนชีพนี้ คือ วัฏจักรขาขึ้นครั้งใหญ่ของอุตสาหกรรมชิป AI โดย Samsung Electronics ซึ่งมีน้ำหนักคิดเป็นราว “หนึ่งในสี่” ของดัชนีตลาดหุ้นเกาหลีใต้ Kospi และเป็นหัวใจของเศรษฐกิจเกาหลีใต้ ได้อานิสงส์โดยตรงจากความต้องการชิปหน่วยความจำประสิทธิภาพสูง เช่น HBM ที่ใช้ในดาต้าเซ็นเตอร์และระบบ AI ของผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่ทั่วโลก
ทั้งนี้ รายได้รวมของ 7 บริษัทหลักในเครือซัมซุง คิดเป็นสัดส่วนถึง 19.3% ของจีดีพีเกาหลีใต้ในปี 2025 เพิ่มจาก 15.1% เมื่อสิบปีก่อน
ขณะที่หุ้น Samsung Electronics พุ่งขึ้นถึง 126% ในปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการปรับขึ้นแรงที่สุดในรอบกว่า 20 ปี
อย่างไรก็ตาม ความมั่งคั่งที่เพิ่มขึ้นนี้ กลับสะท้อน “ความย้อนแย้ง” สำคัญในตลาดทุนเกาหลีใต้ เพราะแม้ประธานาธิบดีอี แจ-มยอง จะผลักดันนโยบายลด “Korea Discount” หรือภาวะที่หุ้นเกาหลีใต้มีมูลค่าต่ำกว่าศักยภาพจริง พร้อมเร่งปฏิรูปธรรมาภิบาลของกลุ่มแชโบล เพื่อคุ้มครองผู้ถือหุ้นรายย่อยมากขึ้น แต่ปัญหาเชิงโครงสร้างกลับยังฝังรากลึก
ต้นตอสำคัญมาจากรูปแบบการบริหารของกลุ่มแชโบล เช่น Samsung Group, SK Group และ Hyundai Motor Group ซึ่งมักมีโครงสร้างถือหุ้นไขว้ซับซ้อน เปิดช่องให้ครอบครัวผู้ถือหุ้นใหญ่สามารถควบคุมอำนาจได้ แม้ถือหุ้นจริงในสัดส่วนไม่สูงนัก
ปัญหาคือ ในหลายกรณี การตัดสินใจของบริษัทไม่ได้มุ่งสร้าง “มูลค่าสูงสุดให้ผู้ถือหุ้นทุกคน” แต่กลับให้น้ำหนักกับการรักษาอำนาจของตระกูลเจ้าของเป็นหลัก เช่น การเก็บหุ้นซื้อคืนไว้โดยไม่ยกเลิก การทำดีลภายในกลุ่มที่เอื้อประโยชน์ต่อบริษัทแม่ หรือการสืบทอดอำนาจจากรุ่นสู่รุ่นโดยใช้โครงสร้างทางการเงินที่ซับซ้อน สิ่งเหล่านี้ทำให้นักลงทุนต่างชาติระมัดระวัง และกดมูลค่าหุ้นเกาหลีใต้ให้ต่ำกว่าที่ควรจะเป็น
นักวิจารณ์จำนวนมากมองว่า ตราบใดที่ราคาหุ้น Samsung ยังพุ่งแรง และครอบครัวผู้ควบคุมยังได้ประโยชน์สูงสุด แรงจูงใจในการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างอำนาจของแชโบล ก็อาจไม่เกิดขึ้นจริง
“อย่างน้อยในอนาคตอันใกล้ ผมไม่เชื่อเลยว่า ครอบครัวผู้ถืออำนาจควบคุมอย่างตระกูลอี จะมีแรงจูงใจใด ๆ ที่จะเดินหน้าปรับปรุงธรรมาภิบาลองค์กรให้มากกว่านี้” ซังอิน พัค ศาสตราจารย์จากบัณฑิตวิทยาลัยรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่งชาติโซลกล่าว
“ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นมาก ผู้ถือหุ้นก็มีความสุขกันหมด” พัคกล่าว พร้อมมองว่า ในระยะยาว สิ่งนี้อาจทำให้เกาหลีใต้พลาดโอกาสสำคัญในการปฏิรูปธรรมาภิบาลองค์กรครั้งใหญ่ไปอย่างน่าเสียดาย
กล่าวอีกแบบคือ เทรนด์ AI ไม่ได้เพียงช่วยซัมซุงขายชิปได้มากขึ้น แต่ยังช่วยให้ “ราชวงศ์ซัมซุง” รอดพ้นจากแรงกดดันทางการเงิน รักษาอำนาจเดิมไว้ได้ และกลับมายิ่งใหญ่กว่าเดิม
จากวันที่หลายคนคาดว่า ภาษีมรดกจะทำให้ราชวงศ์นี้อ่อนแอลง วันนี้คำตอบกลับชัดเจนว่า AI คือเครื่องมือที่ทำให้พวกเขา “มั่งคั่งกว่าเดิม” และอาจแข็งแกร่งกว่าเดิมด้วยซ้ำ
อ้างอิง: bloomberg, korea