โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

AI คืนชีพ ‘ราชวงศ์ซัมซุง’ ตระกูลอีรวยทะลุ 1.4 ล้านล้านบาท

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 7 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

เมื่อยักษ์ Samsung สูญเสียเสาหลักอย่าง“อี คุนฮี” ทายาท ซัมซุง รุ่นที่ 2 ในปี 2020 หลายฝ่ายเคยมองว่า “ราชวงศ์ซัมซุง” อาจเข้าสู่ยุคสั่นคลอนครั้งใหญ่ ทั้งจากภาระภาษีมรดกมหาศาลระดับหลายพันล้านดอลลาร์ ที่รัฐเรียกเก็บเมื่อเจ้าของทรัพย์สินเสียชีวิต และทรัพย์สินถูกส่งต่อไปยังทายาท รวมถึงคดีสินบนที่ทำให้ “อี แจยง” ทายาทซัมซุง รุ่นที่ 3 ต้องถูกจำคุก หลังถูกตัดสินว่า ติดสินบนอดีตประธานาธิบดีเกาหลีใต้ พัค กึนฮเย เพื่อปูทางสู่การสืบทอดอำนาจ

ในเวลานั้น นักวิเคราะห์จำนวนไม่น้อยเชื่อว่า “ภาษีมรดก”ที่แพงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก กว่า 12 ล้านล้านวอน (2.6 แสนล้านบาท) อาจบีบให้ตระกูลอีต้องลดอำนาจการควบคุมอาณาจักรธุรกิจที่ใหญ่ที่สุดของเกาหลีใต้ลง แต่ผ่านไปเพียงไม่กี่ปี สิ่งที่เกิดขึ้น “กลับตรงกันข้าม” โดยสิ้นเชิง

จุดเปลี่ยนคือ“กระแสปัญญาประดิษฐ์” ที่ผลักดันมูลค่าหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ทั่วโลก กลายเป็น “แรงส่งสำคัญ” ที่ทำให้ความมั่งคั่งของตระกูลอีพุ่งทะยานอีกครั้ง โดยดัชนีมหาเศรษฐีของบลูมเบิร์กระบุว่ามูลค่าทรัพย์สินรวมของครอบครัวเพิ่มขึ้นจากราว 20,100 ล้านดอลลาร์ (ราว 6.5 แสนล้านบาท) เมื่อปีก่อน เป็นประมาณ 45,500 ล้านดอลลาร์ (ราว 1.4 ล้านล้านบาท) ณ เดือนมีนาคมที่ผ่านมา หรือเพิ่มขึ้น “มากกว่าสองเท่าในเวลาเพียง 1 ปี”

การฟื้นตัวครั้งนี้ ทำให้ตระกูลอีขยับจากอันดับ 10 เมื่อปีก่อน ขึ้นมาเป็น “ตระกูลที่ร่ำรวยอันดับ 3 ของเอเชีย” พร้อมตอกย้ำสถานะผู้กุมอำนาจเหนือ “Samsung Group” หรือกลุ่มแชโบลที่ทรงอิทธิพลที่สุดของเกาหลีใต้ ร่วมกับ SK Group และ Hyundai Motor Group

ในเดือนนี้ ทายาทตระกูลอีเตรียมชำระงวดสุดท้ายของภาษีมรดกมูลค่า 12 ล้านล้านวอน ปิดฉากการผ่อนจ่ายยาวนานเกือบ 5 ปี สะท้อนว่า พวกเขาสามารถรักษาอำนาจการถือครองกิจการไว้ได้ โดยไม่จำเป็นต้องเทขายหุ้นจำนวนมากอย่างที่หลายฝ่ายเคยกังวล

โดยเฉพาะ อี แจยง ซึ่งครั้งหนึ่งเคยหลีกเลี่ยงสื่อและอยู่ท่ามกลางแรงกดดันจากคดีความ วันนี้กลับมาอยู่แถวหน้าของเวทีอำนาจอีกครั้ง ทั้งการร่วมคณะผู้นำเกาหลีใต้เดินทางเยือนอินเดีย เวียดนาม จีน สหรัฐ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ รวมถึงภาพไวรัลที่เขานั่งจิบเบียร์กับเจนเซน หวง ซีอีโอของ NVIDIA สะท้อนการกลับมาของ “เจ้าชายซัมซุง” อย่างเต็มตัว

เบื้องหลังการคืนชีพนี้ คือ วัฏจักรขาขึ้นครั้งใหญ่ของอุตสาหกรรมชิป AI โดย Samsung Electronics ซึ่งมีน้ำหนักคิดเป็นราว “หนึ่งในสี่” ของดัชนีตลาดหุ้นเกาหลีใต้ Kospi และเป็นหัวใจของเศรษฐกิจเกาหลีใต้ ได้อานิสงส์โดยตรงจากความต้องการชิปหน่วยความจำประสิทธิภาพสูง เช่น HBM ที่ใช้ในดาต้าเซ็นเตอร์และระบบ AI ของผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่ทั่วโลก

ทั้งนี้ รายได้รวมของ 7 บริษัทหลักในเครือซัมซุง คิดเป็นสัดส่วนถึง 19.3% ของจีดีพีเกาหลีใต้ในปี 2025 เพิ่มจาก 15.1% เมื่อสิบปีก่อน

ขณะที่หุ้น Samsung Electronics พุ่งขึ้นถึง 126% ในปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการปรับขึ้นแรงที่สุดในรอบกว่า 20 ปี

อย่างไรก็ตาม ความมั่งคั่งที่เพิ่มขึ้นนี้ กลับสะท้อน “ความย้อนแย้ง” สำคัญในตลาดทุนเกาหลีใต้ เพราะแม้ประธานาธิบดีอี แจ-มยอง จะผลักดันนโยบายลด “Korea Discount” หรือภาวะที่หุ้นเกาหลีใต้มีมูลค่าต่ำกว่าศักยภาพจริง พร้อมเร่งปฏิรูปธรรมาภิบาลของกลุ่มแชโบล เพื่อคุ้มครองผู้ถือหุ้นรายย่อยมากขึ้น แต่ปัญหาเชิงโครงสร้างกลับยังฝังรากลึก

ต้นตอสำคัญมาจากรูปแบบการบริหารของกลุ่มแชโบล เช่น Samsung Group, SK Group และ Hyundai Motor Group ซึ่งมักมีโครงสร้างถือหุ้นไขว้ซับซ้อน เปิดช่องให้ครอบครัวผู้ถือหุ้นใหญ่สามารถควบคุมอำนาจได้ แม้ถือหุ้นจริงในสัดส่วนไม่สูงนัก

ปัญหาคือ ในหลายกรณี การตัดสินใจของบริษัทไม่ได้มุ่งสร้าง “มูลค่าสูงสุดให้ผู้ถือหุ้นทุกคน” แต่กลับให้น้ำหนักกับการรักษาอำนาจของตระกูลเจ้าของเป็นหลัก เช่น การเก็บหุ้นซื้อคืนไว้โดยไม่ยกเลิก การทำดีลภายในกลุ่มที่เอื้อประโยชน์ต่อบริษัทแม่ หรือการสืบทอดอำนาจจากรุ่นสู่รุ่นโดยใช้โครงสร้างทางการเงินที่ซับซ้อน สิ่งเหล่านี้ทำให้นักลงทุนต่างชาติระมัดระวัง และกดมูลค่าหุ้นเกาหลีใต้ให้ต่ำกว่าที่ควรจะเป็น

นักวิจารณ์จำนวนมากมองว่า ตราบใดที่ราคาหุ้น Samsung ยังพุ่งแรง และครอบครัวผู้ควบคุมยังได้ประโยชน์สูงสุด แรงจูงใจในการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างอำนาจของแชโบล ก็อาจไม่เกิดขึ้นจริง

“อย่างน้อยในอนาคตอันใกล้ ผมไม่เชื่อเลยว่า ครอบครัวผู้ถืออำนาจควบคุมอย่างตระกูลอี จะมีแรงจูงใจใด ๆ ที่จะเดินหน้าปรับปรุงธรรมาภิบาลองค์กรให้มากกว่านี้” ซังอิน พัค ศาสตราจารย์จากบัณฑิตวิทยาลัยรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่งชาติโซลกล่าว

“ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นมาก ผู้ถือหุ้นก็มีความสุขกันหมด” พัคกล่าว พร้อมมองว่า ในระยะยาว สิ่งนี้อาจทำให้เกาหลีใต้พลาดโอกาสสำคัญในการปฏิรูปธรรมาภิบาลองค์กรครั้งใหญ่ไปอย่างน่าเสียดาย

กล่าวอีกแบบคือ เทรนด์ AI ไม่ได้เพียงช่วยซัมซุงขายชิปได้มากขึ้น แต่ยังช่วยให้ “ราชวงศ์ซัมซุง” รอดพ้นจากแรงกดดันทางการเงิน รักษาอำนาจเดิมไว้ได้ และกลับมายิ่งใหญ่กว่าเดิม

จากวันที่หลายคนคาดว่า ภาษีมรดกจะทำให้ราชวงศ์นี้อ่อนแอลง วันนี้คำตอบกลับชัดเจนว่า AI คือเครื่องมือที่ทำให้พวกเขา “มั่งคั่งกว่าเดิม” และอาจแข็งแกร่งกว่าเดิมด้วยซ้ำ
อ้างอิง: bloomberg, korea

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...