IEA ชี้ “วิกฤตพลังงาน” ครั้งนี้รุนแรงสุดในประวัติศาสตร์ เดือน เม.ย.หนักขึ้นอีกมาก
IEA ชี้ "วิกฤตพลังงาน" ครั้งนี้รุนแรงสุดในประวัติศาสตร์ คาดสถานการณ์เดือนเมษายนจะรุนแรงกว่าเดือนมีนาคม และอาจกระทบเงินเฟ้อและเศรษฐกิจโลก
วันที่ 1 เมษายน 2569 เวลา 18.31 น. สำนักข่าว CNBC รายงานว่า ผู้อำนวยการสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) เตือนว่า วิกฤตพลังงานโลกจากสงครามอิหร่านจะรุนแรงขึ้นอย่างมากในเดือนเมษายน หลังการสูญเสียอุปทานน้ำมันและก๊าซเพิ่มขึ้น และอาจส่งผลต่อเงินเฟ้อและการเติบโตทางเศรษฐกิจทั่วโลก
ฟาติห์ บิโรล ผู้อำนวยการ IEA กล่าวในพอดแคสต์ว่า วิกฤตพลังงานที่เกิดจากสงครามสหรัฐ-อิหร่าน ถือเป็นวิกฤตพลังงานที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ และสถานการณ์ในเดือนเมษายนจะเลวร้ายกว่าเดือนมีนาคมอย่างมาก
เขาอธิบายว่า ในเดือนมีนาคมยังมีเรือบรรทุกน้ำมันและก๊าซที่เดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซก่อนสงครามเริ่มต้น ทำให้ยังมีพลังงานทยอยเข้าสู่ตลาดโลก แต่ในเดือนเมษายน อุปทานใหม่แทบจะไม่มีเข้ามาเลย ทำให้การสูญเสียน้ำมันในเดือนเมษายนจะมากกว่าเดือนมีนาคมถึงสองเท่า รวมถึงก๊าซ LNG ด้วย
IEA เตือนว่า ผลกระทบดังกล่าวจะส่งผ่านไปยังเงินเฟ้อทั่วโลก และจะทำให้เศรษฐกิจหลายประเทศเติบโตช้าลง โดยเฉพาะประเทศตลาดเกิดใหม่ และในบางประเทศอาจต้องเริ่มมีการปันส่วนพลังงานในไม่ช้า ผู้อำนวยการสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) เตือนว่า วิกฤตพลังงานโลกจากสงครามอิหร่านจะรุนแรงขึ้นอย่างมากในเดือนเมษายน หลังการสูญเสียอุปทานน้ำมันและก๊าซเพิ่มขึ้น และอาจส่งผลต่อเงินเฟ้อและการเติบโตทางเศรษฐกิจทั่วโลก
ฟาติห์ บิโรล ผู้อำนวยการ IEA กล่าวในพอดแคสต์ว่าวิกฤตพลังงานที่เกิดจากสงครามสหรัฐ–อิหร่าน ถือเป็น วิกฤตพลังงานที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ และสถานการณ์ในเดือนเมษายนจะเลวร้ายกว่าเดือนมีนาคมอย่างมาก
เขาอธิบายว่า ในเดือนมีนาคมยังมีเรือบรรทุกน้ำมันและก๊าซที่เดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซก่อนสงครามเริ่มต้น ทำให้ยังมีพลังงานทยอยเข้าสู่ตลาดโลก แต่ในเดือนเมษายน อุปทานใหม่แทบจะไม่มีเข้ามาเลย ทำให้การสูญเสียน้ำมันในเดือนเมษายนจะมากกว่าเดือนมีนาคมถึงสองเท่า รวมถึงก๊าซ LNG ด้วย
IEA เตือนว่า ผลกระทบดังกล่าวจะส่งผ่านไปยังเงินเฟ้อทั่วโลก และจะทำให้เศรษฐกิจหลายประเทศเติบโตช้าลง โดยเฉพาะประเทศตลาดเกิดใหม่ และในบางประเทศอาจต้องเริ่มมีการปันส่วนพลังงานในไม่ช้า
ผู้อำนวยการสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ระบุว่า หากเปรียบเทียบกับวิกฤตน้ำมันในปี 1973 และ 1979 ซึ่งแต่ละครั้งโลกสูญเสียน้ำมันประมาณ 5 ล้านบาร์เรลต่อวัน และนำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยในหลายประเทศ แต่วิกฤตพลังงานในปัจจุบัน โลกสูญเสียน้ำมันมากถึงประมาณ 12 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งมากกว่าวิกฤตน้ำมันทั้งสองครั้งรวมกัน
นอกจากนี้การสูญเสียก๊าซธรรมชาติจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ยังมากกว่าปริมาณก๊าซที่หายไปจากตลาดตอนที่รัสเซียตัดก๊าซยุโรปในปี 2565 อีกด้วย โดย IEA ระบุว่าวิกฤตครั้งนี้ไม่ได้กระทบเฉพาะน้ำมันและก๊าซ แต่ยังกระทบสินค้าโภคภัณฑ์สำคัญ เช่น ปิโตรเคมี ปุ๋ย และกำมะถัน ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญของห่วงโซ่อุปทานโลก และโลกกำลังมุ่งเข้าสู่การหยุดชะงักของอุปทานครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์
ขณะเดียวกัน IEA ระบุว่ากำลังพิจารณาปล่อยน้ำมันจากคลังสำรองยุทธศาสตร์เพิ่มเติม หากสงครามยืดเยื้อ โดยจะประเมินสถานการณ์ตลาดอย่างต่อเนื่อง ก่อนหน้านี้ ประเทศสมาชิก IEA ทั้ง 32 ประเทศ ได้ตกลงปล่อยน้ำมันสำรองฉุกเฉินรวม 400 ล้านบาร์เรล ซึ่งเป็นการปล่อยน้ำมันสำรองมากที่สุดในประวัติศาสตร์ เพื่อชดเชยอุปทานที่หายไปจากสงครามอิหร่าน
อย่างไรก็ตามผู้อำนวยการ IEA เตือนว่าการปล่อยน้ำมันสำรองเป็นเพียงการช่วยบรรเทาปัญหา ไม่ใช่การแก้ปัญหาที่แท้จริง โดยระบุว่าทางออกที่แท้จริงคือการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ เพราะการปล่อยน้ำมันสำรองเป็นเพียงการซื้อเวลาเท่านั้น
นับตั้งแต่สหรัฐและอิสราเอลโจมตีอิหร่านเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ราคาน้ำมันโลกปรับตัวขึ้นอย่างรุนแรง โดยน้ำมัน Brent เพิ่มขึ้นมากกว่า 60% ในเดือนมีนาคม ซึ่งเป็นการปรับขึ้นรายเดือนมากที่สุดนับตั้งแต่เริ่มมีการบันทึกข้อมูลในทศวรรษ 1980 ขณะเดียวกัน IEA ยังเสนอแนวทางเพื่อลดผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน เช่น การลดความเร็วรถ การทำงานจากที่บ้าน และการลดการใช้เตาแก๊ส เพื่อช่วยประหยัดพลังงาน
อ้างอิง : www.cnbc.com