โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

IEA ชี้ “วิกฤตพลังงาน” ครั้งนี้รุนแรงสุดในประวัติศาสตร์ เดือน เม.ย.หนักขึ้นอีกมาก

การเงินธนาคาร

อัพเดต 02 เม.ย. เวลา 12.55 น. • เผยแพร่ 02 เม.ย. เวลา 05.55 น.

IEA ชี้ "วิกฤตพลังงาน" ครั้งนี้รุนแรงสุดในประวัติศาสตร์ คาดสถานการณ์เดือนเมษายนจะรุนแรงกว่าเดือนมีนาคม และอาจกระทบเงินเฟ้อและเศรษฐกิจโลก

วันที่ 1 เมษายน 2569 เวลา 18.31 น. สำนักข่าว CNBC รายงานว่า ผู้อำนวยการสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) เตือนว่า วิกฤตพลังงานโลกจากสงครามอิหร่านจะรุนแรงขึ้นอย่างมากในเดือนเมษายน หลังการสูญเสียอุปทานน้ำมันและก๊าซเพิ่มขึ้น และอาจส่งผลต่อเงินเฟ้อและการเติบโตทางเศรษฐกิจทั่วโลก

ฟาติห์ บิโรล ผู้อำนวยการ IEA กล่าวในพอดแคสต์ว่า วิกฤตพลังงานที่เกิดจากสงครามสหรัฐ-อิหร่าน ถือเป็นวิกฤตพลังงานที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ และสถานการณ์ในเดือนเมษายนจะเลวร้ายกว่าเดือนมีนาคมอย่างมาก

เขาอธิบายว่า ในเดือนมีนาคมยังมีเรือบรรทุกน้ำมันและก๊าซที่เดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซก่อนสงครามเริ่มต้น ทำให้ยังมีพลังงานทยอยเข้าสู่ตลาดโลก แต่ในเดือนเมษายน อุปทานใหม่แทบจะไม่มีเข้ามาเลย ทำให้การสูญเสียน้ำมันในเดือนเมษายนจะมากกว่าเดือนมีนาคมถึงสองเท่า รวมถึงก๊าซ LNG ด้วย

IEA เตือนว่า ผลกระทบดังกล่าวจะส่งผ่านไปยังเงินเฟ้อทั่วโลก และจะทำให้เศรษฐกิจหลายประเทศเติบโตช้าลง โดยเฉพาะประเทศตลาดเกิดใหม่ และในบางประเทศอาจต้องเริ่มมีการปันส่วนพลังงานในไม่ช้า ผู้อำนวยการสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) เตือนว่า วิกฤตพลังงานโลกจากสงครามอิหร่านจะรุนแรงขึ้นอย่างมากในเดือนเมษายน หลังการสูญเสียอุปทานน้ำมันและก๊าซเพิ่มขึ้น และอาจส่งผลต่อเงินเฟ้อและการเติบโตทางเศรษฐกิจทั่วโลก

ฟาติห์ บิโรล ผู้อำนวยการ IEA กล่าวในพอดแคสต์ว่าวิกฤตพลังงานที่เกิดจากสงครามสหรัฐ–อิหร่าน ถือเป็น วิกฤตพลังงานที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ และสถานการณ์ในเดือนเมษายนจะเลวร้ายกว่าเดือนมีนาคมอย่างมาก

เขาอธิบายว่า ในเดือนมีนาคมยังมีเรือบรรทุกน้ำมันและก๊าซที่เดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซก่อนสงครามเริ่มต้น ทำให้ยังมีพลังงานทยอยเข้าสู่ตลาดโลก แต่ในเดือนเมษายน อุปทานใหม่แทบจะไม่มีเข้ามาเลย ทำให้การสูญเสียน้ำมันในเดือนเมษายนจะมากกว่าเดือนมีนาคมถึงสองเท่า รวมถึงก๊าซ LNG ด้วย

IEA เตือนว่า ผลกระทบดังกล่าวจะส่งผ่านไปยังเงินเฟ้อทั่วโลก และจะทำให้เศรษฐกิจหลายประเทศเติบโตช้าลง โดยเฉพาะประเทศตลาดเกิดใหม่ และในบางประเทศอาจต้องเริ่มมีการปันส่วนพลังงานในไม่ช้า

ผู้อำนวยการสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ระบุว่า หากเปรียบเทียบกับวิกฤตน้ำมันในปี 1973 และ 1979 ซึ่งแต่ละครั้งโลกสูญเสียน้ำมันประมาณ 5 ล้านบาร์เรลต่อวัน และนำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยในหลายประเทศ แต่วิกฤตพลังงานในปัจจุบัน โลกสูญเสียน้ำมันมากถึงประมาณ 12 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งมากกว่าวิกฤตน้ำมันทั้งสองครั้งรวมกัน

นอกจากนี้การสูญเสียก๊าซธรรมชาติจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ยังมากกว่าปริมาณก๊าซที่หายไปจากตลาดตอนที่รัสเซียตัดก๊าซยุโรปในปี 2565 อีกด้วย โดย IEA ระบุว่าวิกฤตครั้งนี้ไม่ได้กระทบเฉพาะน้ำมันและก๊าซ แต่ยังกระทบสินค้าโภคภัณฑ์สำคัญ เช่น ปิโตรเคมี ปุ๋ย และกำมะถัน ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญของห่วงโซ่อุปทานโลก และโลกกำลังมุ่งเข้าสู่การหยุดชะงักของอุปทานครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์

ขณะเดียวกัน IEA ระบุว่ากำลังพิจารณาปล่อยน้ำมันจากคลังสำรองยุทธศาสตร์เพิ่มเติม หากสงครามยืดเยื้อ โดยจะประเมินสถานการณ์ตลาดอย่างต่อเนื่อง ก่อนหน้านี้ ประเทศสมาชิก IEA ทั้ง 32 ประเทศ ได้ตกลงปล่อยน้ำมันสำรองฉุกเฉินรวม 400 ล้านบาร์เรล ซึ่งเป็นการปล่อยน้ำมันสำรองมากที่สุดในประวัติศาสตร์ เพื่อชดเชยอุปทานที่หายไปจากสงครามอิหร่าน

อย่างไรก็ตามผู้อำนวยการ IEA เตือนว่าการปล่อยน้ำมันสำรองเป็นเพียงการช่วยบรรเทาปัญหา ไม่ใช่การแก้ปัญหาที่แท้จริง โดยระบุว่าทางออกที่แท้จริงคือการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ เพราะการปล่อยน้ำมันสำรองเป็นเพียงการซื้อเวลาเท่านั้น

นับตั้งแต่สหรัฐและอิสราเอลโจมตีอิหร่านเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ราคาน้ำมันโลกปรับตัวขึ้นอย่างรุนแรง โดยน้ำมัน Brent เพิ่มขึ้นมากกว่า 60% ในเดือนมีนาคม ซึ่งเป็นการปรับขึ้นรายเดือนมากที่สุดนับตั้งแต่เริ่มมีการบันทึกข้อมูลในทศวรรษ 1980 ขณะเดียวกัน IEA ยังเสนอแนวทางเพื่อลดผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน เช่น การลดความเร็วรถ การทำงานจากที่บ้าน และการลดการใช้เตาแก๊ส เพื่อช่วยประหยัดพลังงาน

อ้างอิง : www.cnbc.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...