โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

SCGD คาด Q2/69 รายได้ทรงตัว ห่วงพิษสงครามกระทบดีมานด์ - จ่อปรับราคาสินค้า 3-5% รับต้นทุนพุ่ง

efinanceThai

เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว

SCGD คาด Q2/69 รายได้ทรงตัว ห่วงพิษสงครามกระทบดีมานด์ - จ่อปรับราคาสินค้า 3-5% รับต้นทุนพุ่ง

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -28 เม.ย. 69 13:50 น.

SCGD คาด Q2/69 รายได้ทรงตัว ห่วงพิษสงครามกระทบดีมานด์ จ่อปรับขึ้นราคาสินค้า 3-5% หลังต้นทุนพลังงานพุ่ง 20-40% พร้อมรวมศูนย์สายการผลิตในไทย คาดแล้วเสร็จไตรมาส 3/70

นายนำพล มลิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอสซีจี เดคคอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGD เปิดเผยในงานแถลงข่าว ผลการดาเนินงานของบริษัทเอสซีจี เดคคอร์ จา กัด (มหาชน) หรือ SCG Decor (SCGD) ไตรมาสที่ 1 ประจำปี 69 โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้

บริษัทคาดแนวโน้มรายได้ในช่วงไตรมาส 2/69 จะใกล้เคียงกับงวดไตรมาส 1/69 ที่มีรายได้ 5,552 ล้านบาท และกำไร 247 ล้านบาท เพราะเป็นช่วงที่ได้รับแรงสนับสนุนจากการเร่งกิจกรรมก่อสร้างเพิ่มขึ้นก่อนเข้าสู่ฤดูฝน ซึ่งช่วยหนุนความต้องการในภาคการก่อสร้างและวัสดุตกแต่ง อย่างไรก็ตามหากมีผลกระทบจากสงครามในช่วงปลายไตรมาสก็อาจส่งผลให้ผลการดำเนินงานให้ชะลอตัวเล็กน้อย

สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานและค่าขนส่งที่ปรับตัวสูงขึ้น แม้ว่าธุรกิจจะได้ผลกระทบในวงจำกัด และมีปริมาณส่งออกไปตะวันออกกลางน้อยกว่า 1% แต่ SCGD ยังคงดำเนินมาตรการเชิงรุกในการบริหารความเสี่ยงด้านต้นทุนพลังงานเพื่อให้มีผลกระทบต่อธุรกิจน้อยที่สุด

ประเมินผลกระทบด้านต้นทุนพลังงานต่อตลาดหลักๆอย่างในประเทศไทย เวียดนาม และอินโดนีเซียยังบริหารจัดการได้ ส่วนตลาดในประเทศฟิลิปปินส์คาดว่าจะได้รับผลกระทบมากที่สุด

"ปัจจัยเดียวที่น่าเป็นห่วงตอนนี้คือ ความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูงตามต้นทุนของราคาพลังงาน ซึ่งยังไม่รู้ว่าจะกดดันดีมานด์มากน้อยขนาดไหน ซึ่งบริษัทก็จะต้องปรับการผลิตให้สอดคล้องกับดีมานด์ในอนาคต" นายนำพล กล่าว

บริษัทเตรียมปรับราคาขายสินค้าเพิ่มขึ้น 3-5% เพื่อให้สอดคล้องกับต้นทุนที่ปรับตัวสูงขึ้น หลังจากในช่วงที่ผ่านมาต้นทุนด้านพลังงานและไฟฟ้าปรับตัวเพิ่มขึ้น 20-40% โดยเฉพาะจากราคาก๊าซ LNG ที่บริษัทได้ดำเนินการซื้อมาจากกลุ่ม ปตท.

อย่างไรก็ตามบริษัทยังคงงบลงทุนรวมปีนี้ไว้ประมาณ 2,500 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นการลงทุนหลักๆในโครงการขยายกำลังการผลิตกระเบื้องเกลซพอร์ซเลนในประเทศเวียดนาม และเงินลงทุนในประเทศไทยปีนี้ประมาณ 400 ล้านบาท

นอกจากนี้ปีนี้บริษัทมีแผนชะลอการลงทุนโครงการก่อสร้างโรงงานผลิตกระเบื้องในเวียดนามใต้ โดยแบ่งไปลงทุนโครงการในภาคเหนือของเวียดนามแทน ส่วนของประเทศไทยก็มีการชะลอการลงทุนทั้งหมดผ่านการโยกเงินลงทุน รวมถึงมีการย้ายสายการผลิตกระเบื้องเซรามิกและเกลซพอร์ซเลนจาก 4 โรงงาน เข้ามาอยู่ในพื้นที่เดียวกันเหลือจำนวน 2 โรงงาน หรือที่เรียกว่ารวมศูนย์สายการผลิตเพื่อลดต้นทุนและเพิ่มสายการผลิตใหม่เพื่อเพิ่มความสามารถในการทำกำไร โดยคาดแล้วเสร็จภายในไตรมาส 3/70

"ด้วยกลยุทธ์การดำเนินงานและการลงทุนของ SCGD บริษัทสามารถสะท้อนฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง โดยมีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดกว่า 9 พันล้านบาท ขณะที่โครงสร้างหนี้สินยังอยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้อย่างเหมาะสม ด้วยอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA คงอยู่ที่ 1.1 เท่า ทั้งนี้บริษัทให้ความสำคัญกับการจัดลำดับความสำคัญของงบลงทุน ควบคู่กับการมุ่งเน้นการลงทุนที่สนับสนุนการเติบโตของธุรกิจในระยะยาว" นายนำพล กล่าว

เรียบเรียง โดย ปริวัฒน์ หินพลอย
ดูข่าวต้นฉบับ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...