โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

“ดร. เอกนิติ” เผย Moody’s ยกไทย 1 ใน 5 ตลาดเกิดใหม่แกร่ง รับมือโลกผันผวนดีเยี่ยม

การเงินธนาคาร

อัพเดต 06 พ.ค. เวลา 17.13 น. • เผยแพร่ 06 พ.ค. เวลา 10.13 น.

“ดร. เอกนิติ” เผย "Moody’s จัดไทยเป็น 1 ใน 5 ประเทศตลาดเกิดใหม่ที่มีภูมิต้านทานเศรษฐกิจโลกผันผวนสูง ชี้ ออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อสู้วิกฤตรอบใหม่จากพิษเงินเฟ้อและต้นทุนพลังงาน

6 พ.ค. 2569 - ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลก Moody’s (มูดี้ส์) ได้ออกรายงานล่าสุด โดยระบุว่าประเทศไทยเป็น 1 ใน 5 ประเทศตลาดเกิดใหม่ร่วมกับอินเดีย มาเลเซีย อินโดนีเซีย และเม็กซิโก ที่มี ภูมิต้านทานหรือความแข็งแกร่งในการรองรับความผันผวนของเศรษฐกิจโลกที่รุนแรงได้เป็นอย่างดี

โดยจากการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน มูดี้ส์ มองเห็นความเข้มแข็งในหลายด้านของไทย โดยเฉพาะเสถียรภาพด้านต่างประเทศ ที่ดุลบัญชีเดินสะพัดยังคงเกินดุล และประเทศไทยมีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศสูงถึงประมาณ 2.8 แสนล้านเหรียญสหรัฐ หรือกว่า 3 แสนล้านเหรียญฯ หากรวมฐานะการซื้อเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า

สำหรับฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่งนี้เพียงพอสำหรับการนำเข้าสินค้าได้นานเกือบ 10 เดือน และมีสัดส่วนสูงกว่าหนี้ต่างประเทศระยะสั้น ไม่ถึง 1 ปี ถึง 2.5 เท่า แม้ในกรณีที่ต่างชาติถอนเงินออกทั้งหมด ไทยก็ยังคงมีทุนสำรองเหลือเพียงพอ

นอกจากนี้ ตลาดพันธบัตรรัฐบาลไทย ยังได้รับคำชมว่ามีความลึกและความยืดหยุ่นสูง โดยหนี้สาธารณะเกือบทั้งหมด (99%) เป็นการกู้เงินภายในประเทศ และมีอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำมาก เฉลี่ยอายุ 2 ปี อยู่ที่ 1.2% และ 10 ปี อยู่ที่ประมาณ 2.1-2.2%

ทั้งนี้ จากการเดินทางร่วมประชุมสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF-World Bank Annual Meetings) ไทยได้ชี้แจงต่อธนาคารโลก รวมถึงสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ถึงแนวทางการปฏิรูปเศรษฐกิจที่มุ่งเน้นการสร้างแหล่งเติบโตใหม่

โดยเฉพาะการลงทุนในพลังงานสะอาดผ่านนโยบาย BOI และการผลักดัน Direct PPA ผลจากการขับเคลื่อนเชิงรุกผ่าน BOI Fast Pass ส่งผลให้ตัวเลขการลงทุนจริงในไตรมาสแรก เติบโตขึ้นถึง 18% ซึ่งเป็นการปลดล็อกศักยภาพทางการแข่งขันของประเทศ

อย่างไรก็ตาม แม้ภาพรวมจะดูแข็งแกร่ง แต่ยอมรับว่ากำลังเผชิญกับวิกฤตระลอกที่ 3 คือปัญหาเงินเฟ้อและต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น ซึ่งเริ่มส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชนและต้นทุนทางธุรกิจ โดยตัวเลขเงินเฟ้อล่าสุดพุ่งสูงเกือบ 2.9% และต้นทุนค่าขนส่งขยับขึ้นกว่า 10%

ทั้งนี้ เพื่อรับมือกับภาวะ Double Squeeze (รายได้หดตัวขณะที่ต้นทุนสูงขึ้น) รัฐบาลจึงจำเป็นต้องออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อเตรียม "กระสุน" หรืองบประมาณในการเป็นกันชน (Buffer) ให้กับประชาชนและ SMEs หากรัฐบาลไม่เข้ามาช่วยเหลือ อาจนำไปสู่ภาวะตกงาน ธุรกิจปิดตัว และเกิด "แผลเป็น" ทางเศรษฐกิจที่จะทำให้ GDP ของประเทศเติบโตช้าลงในระยะยาว

ส่วนกรณีที่มีความกังวลเรื่องหนี้สาธารณะนั้น ดร.เอกนิติ กล่าวว่า ปัจจุบันสัดส่วนหนี้ต่อ GDP ของไทยอยู่ที่ประมาณ 60% ซึ่งยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่อยู่ที่ 90% โดยรัฐบาลยังคงยึดหลักวินัยการคลังอย่างเคร่งครัด และยืนยันว่าการใช้จ่ายงบประมาณภายใต้ พ.ร.ก.กู้เงินฉบับบนี้ จะเน้น 2 ส่วนหลักคือ การเยียวยาระยะสั้น และการเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจ (เพื่อผลประโยชน์ในระยะยาว โดยจะเน้นความโปร่งใสและเปิดเผยข้อมูลผ่านเว็บไซต์ให้ตรวจสอบได้

“ที่เราจำเป็นต้องออกพ.ร.ก. กู้เงิน เพราะต้องการเตรียมกระสุนไว้ วันนี้ตัวเลขเศรษฐกิจ ยืนยันว่าสิ่งที่คาดว่าจะเกิดขึ้นมันทยอยส่งผลแล้ว ดังนั้นจึงต้องเตรียมกระสุนให้เพียงพอในการรองรับ วันนี้หากไทยไม่ออก พ.ร.ก.กู้เงิน หากวันนี้รัฐบาลไม่ทำอะไรเลยค่าครองชีพของคนไทยจะเริ่มขึ้น เงินในกระเป๋า รายได้ขึ้นไม่ทัน ค่าครองชีพจะถูกกระทบ และสิ่งตามมา ธุรกิจ กำไรอาจจะลดลง คนอาจจะตกงาน รายได้หด คือ แรงกระแทกที่สำคัญ”

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...