โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ศิลปะแห่งการร่ายรำ จากปลายเท้าสู่ปลายเข็ม สัมผัสความประณีตเหนือระดับใน Ballet Précieux จาก Van Cleef & Arpels

Hello Magazine Thailand

อัพเดต 1 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • HELLO! Magazine Thailand
Van Cleef & Arpels ballerina clip

“ศิลปะแห่งนาฏกรรมกับเครื่องประดับชั้นสูง ต่างมีรายละเอียดสำคัญที่คล้ายคลึงกันอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นครรลองปฏิบัติสู่ความเป็นเลิศ, ความประณีต พิถีพิถัน และการแสดงความรู้สึกหรืออารมณ์ผ่านท่วงท่าการเคลื่อนไหว ความงามสง่าในแต่ละอากัปของบัลเลรินา หรือนักเต้นระบำปลายเท้า ได้รับการถ่ายทอดผ่านตัวเรือนทองคำรองรับความวิจิตรตระการตาของรัตนชาติเลอค่าต่างสรรพสี โดยอาศัยทักษะต่างแขนงของเหล่าช่างศิลป์งานฝีมือของ Van Cleef & Arpels ได้อย่างสมจริง” Catherine Renier President and CEO of Van Cleef & Arpels

เพื่อสืบสานธรรมเนียมการสร้างสรรค์อันเป็นที่รักยิ่งนี้ให้ธำรงอยู่เป็นนิรันดร์ เมซงสรรค์สร้างเครื่องประดับเข็มกลัดนางระบำขึ้นถึงสิบสองผลงาน ร่วมกันเป็นบทยกย่อง และย้อนรำลึกถึงศิลปะการแสดงระบำปลายเท้าในแง่มุมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นบทประพันธ์คลาสสิกจากเรื่องคลีโอพัตรา, ซิลฟิด (La Sylphide) หรือ ‘คืนฝันวันคริสต์มาส’ (The Nutcracker) สรีระอ่อนช้อยของตัวเรือนเครื่องประดับเหล่านี้ ล้วนเปี่ยมไปด้วยความงามสง่าจากงานออกแบบสุดประณีต ละเอียดอ่อน และทวีความหรูหราตระการตาด้วยเครื่องแต่งกายกับรายละเอียดตกแต่งสุดวิจิตรบรรจงเพื่อถ่ายทอดความอ่อนช้อย งามสง่าของแต่ละอากัปท่าเต้นลงสู่ตัวเรือนเข็มกลัดสุดวิจิตรตระการตา

เมซงระดมหลากทักษะความชำนาญในงานหัตถศิลป์เครื่องประดับชั้นสูงมาหลอมรวมร่วมกับบรรดารัตนชาติหลากสรรพสีที่ล้วนผ่านการตรวจคัดสรรเลือกให้ตรงตามมาตรฐานคุณภาพสูงสุดอย่างเคร่งครัด ผลงานแต่ละชิ้นล้วนมีจุดเริ่มต้นจากประติมากรรมงานฝีมือขึ้นแบบด้วยไขแว็กซ์เขียวเป็นโครงสร้างจำลองสรีระเรือนกายของนักเต้นสตรีในแต่ละท่วงท่าอย่างสมจริง สัดส่วนโค้งเว้าของทรวดทรงอ่อนช้อย คือผลลัพธ์จากเทคนิคอันยกย่องคุณค่าของการใช้เวลาเป็นสำคัญ หลังจากช่างตัวเรือนเครื่องประดับทำการตรวจสอบแต่ละรายละเอียดบนต้นแบบสามมิติของเข็มกลัดนางระบำอย่างครบถ้วนจากสัดส่วนไปจนถึงขนาดสัณฐาน ตลอดจนสมดุลของท่าทางการวาดวงแขน หยัดขา หรือยกปลายเท้า ก็จะเริ่มลงรายละเอียดตกแต่งเน้นความคมชัดของอวัยวะส่วนต่างๆ เหล่านั้นเช่นเดียวกับแพรพรรณเครื่องแต่งกาย ไม่ว่าจะเป็นลอนจับจีบ, การทิ้งชายผ้าพลิ้วไหว หรือกระทั่งลวดลายบนตัวเสื้อ และกระโปรง ก่อนนำต้นแบบไขแว็กซ์ไปสู่กระบวนการหลอมละลายหล่อแบบขึ้นตัวเรือนทองคำ เมื่อประติมากรรมต้นแบบเสร็จสมบูรณ์ ก็จะถูกนำไปสู่กระบวนการหล่อแบบโดยใช้เทคนิค ‘สูญขี้ผึ้ง’ (lost wax casting) อันอำนวยให้โลหะทองคำเข้ามาแทนที่ไขแว็กซ์ซึ่งละลายตัวออกไป

จากนั้น โครงสร้างตัวเรือนที่ถูกแกะออกจากแม่พิมพ์ ก็จะได้รับการตกแต่งเก็บรายละเอียดด้วยมือสลับกับงานขัดผิวให้เรียบเนียน และขึ้นเงา ก่อนดำเนินขั้นตอนฝังรัตนชาติซึ่งผ่านการคัดเลือกมาอย่างระมัดระวังเพื่อเติมความหรูหราแห่งสีสันท่ามกลางประกายสว่างสุกใสผ่านน้ำเพชร และเนื้อพลอย

เข็มกลัดนางระบำแห่งเซบีญา (Danse de Séville ballerina clip)

จากท่าเต้นหว่านเสน่ห์ยวนใจชายของ ‘คาร์เมน’ สาวยิปซีผู้ร้อนแรงแห่งเมืองเซบีญาในองก์ที่สองของอุปรากรชื่อเดียวกัน ซึ่งฌอร์ฌส์ บิเซต์ได้ประพันธ์ขึ้นจนเสร็จสมบูรณ์เมื่อปีค.ศ. 1875 มาสู่เข็มกลัด‘นางระบำแห่งเมืองเซบีญา’ หรือ Danse de Séville (ดองส์ เดอ เซวิลล์) ในท่วงท่าหยัดเท้ายืนขาเดียวอย่างงามสง่าท่ามกลางความวิจิตรบรรจงของเดรสเกาะอก กระโปรงบานซ้อนระบายเหมือนเครื่องแต่งกายระบำฟลาเมงโก เพื่อรังสรรค์ความอ่อนช้อยของลอนผ้าในงานจับจีบระบาย ภายใต้ประกายระยับแสงสุกสกาวจากงานฝีมือขัดผิวอย่างวิจิตรบรรจง ทองคำสีเหลืองได้รับการหล่อแบบต่างผ้าพลิ้วประดับรอบอกเสื้อคอปาดเช่นเดียวกับบนตัวกระโปรงหลั่นซ้อนสลับกับชั้นแพรทองคำสีขาวฝังเพชร รวมถึงรองเท้าทั้งสองข้าง ขณะเดียวกับที่ช่อกุหลาบไพลินสีชมพูสดบนเรือนผมเป็นสัญลักษณ์ประจำตัวของนางคาร์เมน ซึ่งคนรักอุปรากร และระบำปลายเท้ารู้จักกันเป็นอย่างดี

เข็มกลัดนางระบำพรายเสน่หา (L’Esprit de la forêt ballerina clip)

ลูกเล่นตัดเฉดระหว่างหลากสีสดใสบนเข็มกลัดนางระบำ ‘พรายเสน่หา’ หรือ L’Esprit de la forêt (เลส์ปรีต์ เดอ ลา ฟอแรต์) จุดประกายจินตนาการถึงเครื่องแต่งกายที่มารี ตาญลิโอนิ กองเตซแห่งวัวแซ็งส์ นักเต้นอิตาเลียนผู้รับบทภูตสาวแห่งพงไพรในระบำปลายเท้า ‘พรายเสน่หา’ หรือ La Sylphide (ลา ซีลฟีด) ผลงานออกแบบท่าเต้นโดยฟิลิปโป ตาญลิโอนิ ซึ่งเปิดการแสดงในโรงอุปรากรปารีสเมื่อปีค.ศ. 1832 ด้วยท่าเต้นยกตัวบนปลายเท้าทั้งสองข้างราวกับเตรียมพร้อมจะโบยบิน ทุกรายละเอียดอันเป็นสัญลักษณ์ประจำตัวนางภูตเจ้าของปีกบอบบาง ถูกถ่ายทอดลงสู่งานออกแบบเครื่องแต่งกายอย่างครบครันโดยอาศัยบรรดาวัสดุเลอค่า จากทองคำสีเหลืองฝังเพชรในส่วนกรอบรัดเกล้าบนเรือนผมไปจนถึงคู่ปีกและเข็มกลัดแถบแพรคลุมสะโพก ขณะเดียวกับที่ตัวเสื้อเกาะอกดันทรงกับกระโปรงบานกว้างอาศัยงานฝังเพชรจิกไข่ปลาเดินลายเย็บตะเข็บทวีความโดดเด่นให้แก่รายละเอียดตัดเฉดระหว่างไพลินสีน้ำเงินเม็ดเดี่ยวกับทองคำตรงอกเสื้อ และโกเมนเขียวส่องซาโวไรต์กับไพลินสีม่วงอ่อนสลับลูกปัดทับทิมล้อมทองคำสีเหลืองต่างระย้าชายกระโปรง

เข็มกลัดนางระบำวรุณดารา (Perséide ballerina clip)

นาฏดุริยศิลป์ระบำปลายเท้าประกอบคำร้อง หรือ ode ballet-oratorio (โอด บัลเลต์ โอราโตริโอ) ซึ่งเลโอนีด มาซซีนเป็นผู้ออกแบบท่าเต้นให้แก่คณะระบำปลายเท้ารัสเซียของเซอร์เก เดียกิเลฟ และเปิดทำการแสดงครั้งแรกในกรุงปารีสระหว่างปีค.ศ. 1928 โดยอาศัยแรงบันดาลใจมาจากผลงานค้นคว้าเชิงดาราศาสตร์ว่าด้วยปรากฏการณ์ฝนดาวตกของมิกาอิล โลโมโนซซอฟ นักปราชญ์รัสเซีย ได้รับการยกย่องให้เป็นความทันสมัยในแวดวงนาฏกรรมระบำปลายเท้าอย่างแท้จริงจากเอกลักษณ์ทางการออกแบบฉากดุจชะลอเวิ้งจักรวาลมาสถิตบนเวทีที่นักเต้นวาดลีลาตราตรึงด้วยท่วงท่าราวกับกำลังเก็บดวงดาวลงมาจากห้วงเวหนเบื้องบน เพื่อเป็นที่ระลึกถึงปรากฏการณ์นาฏกรรมในครั้งนั้น เข็มกลัดนางระบำ ‘วรุณดารา’ หรือ Perséide (แปรแซอีด) ได้รับการรังสรรค์ขึ้นในท่าเต้นวาดวงแขนเก็บดาวเพชรเดี่ยวระหว่างก้าวขายืนเท้าเดียวอย่างงามสง่า สะกดทุกสายตาด้วยรายละเอียดของชุดเกาะอกทองคำสีขาวฝังเพชรบนกระโปรงสุ่มตัวสั้น ซึ่งอาศัยงานฝีมือค้อนดุนลายบนตัวเรือนทองคำขาวรองรับงานฝังไพลินสีน้ำเงินต่างเฉดโทนในตำแหน่งกระจายตัวต่างหมู่ดาวบนผืนฟ้า

เข็มกลัดนางระบำ ‘ตุ๊กตาในฝัน’ (Rêverie de Coppelius ballerina clip)

‘กอปเปเลีย’ หรือ la Fille aux yeux d’émail (ลา ฟีโญซ์ เยอกซ์ เดมายล์) เป็นผลงานระบำปลายเท้าหัสนาฏกรรมเมื่อปีค.ศ. 1870 จากงานออกแบบท่าเต้นโดยอารธูร แซงต์-เลยง โดยมีเลโอ เดลีบส์เป็นผู้ประพันธ์เพลงดำเนินเรื่องราวความรักอลเวงระหว่างนางสวานิลดากับฟรองต์ซ์คู่หมั้นหนุ่มของเธอ และกอปเปลิอุส นักวิทยาศาสตร์สมองเพี้ยนผู้ประดิษฐ์ตุ๊กตากลด้วยฝันว่าสักวันจะมีชีวิตจิตใจเหมือนคนจริง โดยตั้งชื่อว่า ‘กอปเปเลีย’ และนำมาตั้งไว้ในท่านั่งตรงระเบียงบ้าน ทำให้ฟรองต์ซ์ผู้เดินผ่านมาเจอตกหลุมรักในบัดดล เพื่อจุดประกายจินตนาการถึงนางระบำผู้รับบทตุ๊กตากลกอปเปเลียในท่ายืนขาชิดบนปลายเท้า ทองคำสีกุหลาบได้รับการหล่อแบบโบว์ประดับเรือนผมเหนือวงหน้าเพชรเดี่ยวกลมกลืนกับงานเดินขอบโค้งชายกระโปรง ขณะเดียวกับที่ชุดเสื้อคอกว้าง กระโปรงบานตัวสั้นต้องแสงเป็นประกายระยิบระยับเรืองรองจากงานฝังเพชรจิกไข่ปลาเดินเย็บตะเข็บ และจีบผ้าทวีความโดดเด่นให้แก่งานลงยาต่างแขนเสื้อ, ทับทิมเดี่ยวประดับอกเสื้อ และไพลินต่างเฉดสีตลอดแนวริ้วสะโพกกับขอบกระโปรง

เข็มกลัดนางระบำ ‘ราชินีแห่งชามาข่าน’ (Reine de Shemakhan ballerina clip)

แรงบันดาลใจจากความหลากหลายทางวัฒนธรรมการแต่งกายนำมาซึ่งรายละเอียดงานออกแบบเข็มกลัดนางระบำ ‘ราชินีแห่งเชมาข่าน’ หรือ Reine de Shemakhan (แรน เดอ เชอมากาน) ศัตรูตัวฉกาจของซาร์โดด็อนใน ‘ไก่ทองคำ’หรือ The Golden Cockerel อุปรากรสามองก์ของนิโคไล ริมสกี-กอร์ซากอฟ ดัดแปลงมาจากเทพนิยายเรื่องสุดท้ายของอเล็กซานเดอร์ พุชกิน ด้วยท่าเต้นวาดวงแขน ยืนบนปลายเท้า เข็มกลัดนางระบำ ‘ราชินีแห่งเชมาข่าน’ แต่งกายครบเครื่องระบำเปอร์เซียตั้งแต่โมทิฟผ้าโพกศีรษะทองคำสีกุหลาบฝังไพลินสีม่วงไปจนถึงปกเสื้อทองคำสีกุหลาบสลักลายร่องต่างจีบระบายเหนือแขนเสื้อลงยาสีฟ้าสดสู่เข็มขัดเพชรคาดหน้านางทองคำสีกุหลาบฝังเพชรเหนือกระโปรงบานผ้าโปร่งใยตาข่ายประดับไพลินหลากสีสดใสต่างมิติขนาดจรัสประกายระยับแสงสะกดสายตา

เข็มกลัดนางระบำ ‘อารมีดในภาพทอ’ (Armide ballerina clip)

ภายในพื้นที่สงวนของห้องผลิตงานสร้างสรรค์เครื่องประดับชั้นสูง เหล่าช่างศิลป์งานฝีมือ Van Cleef & Arpels ต่างมุ่งมั่นทุ่มเทกายใจเป็นหนึ่งเดียวเพื่อถ่ายทอดความงามสง่าอันมาพร้อมเสน่ห์ลึกลับของนางเอกอาร์มิดา หนึ่งในตัวละครเอกจากระบำปลายเท้าหนึ่งองก์สามฉากเรื่อง ‘ปีกตำหนักแห่งอารมีด’ หรือ Le Pavillon d’Armide (เลอ ปาวิญง ดารมีด) ผลงานของมิเกล โฟคีน ซึ่งสร้างความประทับใจให้แก่ผู้เข้าชมอย่างยิ่งเมื่อปีค.ศ. 1907 ด้วยปมเรื่องเหนือความคาดหมายของวิกงต์หนุ่มผู้หลงรัก ‘อาร์มิดา’ นางในลายทอภาพจิตรกรรมบนพรมแขวนผนังผู้ก้าวออกมาเริงระบำยามค่ำคืน ด้วยท่วงท่าหย่งตัวยืนบนปลายเท้า ตัวเรือนทองคำสีขาวของเข็มกลัดนางระบำ “อารมีดในภาพทอ” คือบทสรุปความเป็นเลิศทางหัตถศิลป์เครื่องประดับชั้นสูงตั้งแต่งานฝีมือขัดผิวเนื้อทองขึ้นเงาต้องแสงสุกสกาวไปจนถึงไหวพริบในการออกแบบ จับคู่สี ไม่ว่าจะเป็นบรรดารัตนชาติเลอค่าเฉดโทนอ่อนโยนละมุนตาจากการตรวจคัด สรรเลือกโดยเหล่านักอัญมณีวิทยาผู้เชี่ยวชาญของเมซง หรือความลงตัวระหว่างงานประกอบทองคำสีกุหลาบสลักลายเส้นของช่อใบไม้ประดับเรือนผม และปีกกระโปรงร่วมกับทองคำสีขาวเคลือบโรเดียม ตลอดจนความพิถีพิถัน ละเอียดลออในหลากเทคนิคของงานฝังเพชรพลอยขึ้นตัวเรือน

เข็มกลัดนางระบำ ‘หญิงงามในความฝัน’ (Belle de Songe ballerina clip)

ระบำปลายเท้าสามองก์เรื่อง Raymonda (เรย์มอนดา) งานประพันธ์ของอเล็กซานเดอร์ กลาซูนอฟ ได้รับการยกย่องให้เป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์นาฏกรรมจากโจทย์ท้าทายความสามารถในการออกท่าเต้นของมาริอัส เปติปา เพื่อดำเนินเรื่องของเคาน์เตอสเรย์มอนดาที่รอคอยอัศวินฌอง เดอ บริอ็องน์ผู้เป็นคู่หมั้นกลับจากสงครามครูเสด เพื่อสะท้อนถึงลูกเล่นสุดท้าทายในชุดท่าเต้นตามจังหวะดนตรีของบทเพลงลำดับที่ 67 ความกล้า และไหวพริบทางงานสร้างสรรค์ของเมซง นำมาซึ่งความหลากหลายของวัสดุเลอค่าบนเข็มกลัดนางระบำ “หญิงงามในความฝัน” หรือ Belle de Songe (แบ็ลล์ เดอ ซงช์) ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งระหว่างสีเหลืองสุกสกาวของเนื้อทองดุนลายกับงานฝังเพชรจิกไข่ปลาบนเดรสเกาะอกกระโปรงบาน หรือรูปทรงเจียระไนรัตนชาติต่างเฉดสี ต่างเทคนิคฝังขึ้นตัวเรือน จากมรกตหลังเบี้ยในงานฝังหุ้มไปจนถึงไพลินสีชมพูฝังเขี้ยวหนามเตย และไพลินสีม่วงในร่องจิกไข่ปลาเดินขอบชายกระโปรง

เข็มกลัดนางระบำ ‘กุหลาบเบงกอล’ (Rose de Bengale ballerina clip)

จากท่าเต้น ‘ขึ้นปลายเท้า’ หรือ en pointe (อ็อง ปวงเต) ระหว่างฉากจำแลงร่างแปลงกายเป็นดอกกุหลาบของอมราวาตี เทพีอมตะในระบำปลายเท้า ‘วัตถุเวทย์’ หรือ Le Talisman (เลอ ตาลิสมอง) ผลงานออกแบบท่าเต้นโดยมาริอัส เปติปาเมื่อปีค.ศ. 1889 มาสู่เข็มกลัดนางระบำ ‘กุหลาบเบงกอล’ หรือ Rose de Bengale (โรส เดอ เบองกาล) สะกดสายตาด้วยความงามสง่าในอากัปยกหยัดวาดวงแขนให้ความรู้สึกราวกับกำลังลอยตัวอยู่เหนือพื้นท่ามกลางงานออกแบบชุดรัดรูปฝังเพชรประดับเกลียวทองคำร่วมกับลูกปัดรัตนชาติหลังเบี้ยต่างสี ต่างขนาดตามแบบวัฒนธรรมการแต่งกายอินเดียโบราณเช่นเดียวกับโมทิฟแม่ลายกลีบดอกทรงสอบเรียวรายรอบกระโปรงบาน

เข็มกลัดนางระบำ ‘มาชา’ (Masha ballerina clip)

ราวกับกำลังยกปลายเท้าเตรียมหมุนรอบตัวอย่างต่อเนื่องตามท่วงทำนอง เข็มกลัดนางระบำ ‘มาชา’ หรือเจ้าหญิงคลาราที่ทุกคนรู้จักกันดีจาก The Nutcracker (เธอะ นัตแคร็กเกอร์) ระบำปลายเท้าซึ่งปิออตร์ อิลิช ไชคอฟสกีดัดแปลงมาจากเทพนิยาย ‘คืนฝันวันคริสต์มาส’ คือบทสรุปความเป็นเลิศทางงานฝีมือสลักลายริ้วรัศมีตะวันหรือ guilloche (กวิโญเช) ถ่ายทอดความวิจิตรบรรจงของพลิ้วแพรสู่เนื้อโลหะทองคำสีกุหลาบบนเดรสเกาะอกกระโปรงบานเหนือเข่ารองรับความประณีตในงานเจียระไน และเทคนิคฝังขึ้นตัวเรือน ไม่ว่าจะเป็นงานฝังเขี้ยวหนามเตยซึ่งใช้กับเพชรเดี่ยวทรงหยดน้ำต่างวงหน้า และไพลินทรงหยดน้ำต่างมิติขนาดท่ามกลางงานฝังจิกไข่ปลาต่างแถบลูกไม้ ขณะเดียวกับที่ทัวร์มาลีนสีฟ้าสดยังรับบทบาทเครื่องประดับเข้าชุดจากจี้สร้อยคอไปจนถึงหัวรองเท้า

เข็มกลัดนางระบำ ‘เทพธิดาลูกกวาด’ (Fée Dragée ballerina clip)

รอบปฐมทัศน์เมื่อปีค.ศ. 1892 ของการแสดงระบำปลายเท้า ‘คืนฝันวันคริสต์มาส’ หรือ The Nutcracker ซึ่งดัดแปลงมาจากเทพนิยายชื่อเดียวกัน โดยมีปิออตร์ อิลิช ไชคอฟสกีเป็นผู้ประพันธ์ดนตรี มาชา หรือเจ้าหญิงคลาราฝันว่าของเล่นทั้งหลายในห้องนั่งเล่นของเธอต่างมีชีวิต และหนึ่งนั้นก็คือนางฟ้าลูกกวาดชูการ์พลัม (sugar plum เป็นลูกกวาดปรุงสูตรจากส่วนผสมหลายอย่างทั้งผลไม้ เครื่องเทศ เมล็ดพืชในเคลือบไซรัปโดยไม่มีลูกพรุน หรือพลัมแต่อย่างไร หากที่เรียกว่า sugar plum นั้นก็เพราะมีรูปทรงกลมเล็กเหมือนลูกพรุนสด) ที่ปรากฏตัวขึ้นในฉากลำดับสามขณะมาชากับเจ้าชายตุ๊กตาทหารไม้กระเทาะเปลือกถั่วได้เข้าไปในปราสาทมนตราแห่งเมืองขนมหวาน ในการรังสรรค์ท่วงท่ากับเครื่องแต่งกายของนางฟ้าชูการ์พลัมมาสู่เข็มกลัดเทพธิดาลูกกวาดหรือ Fée des Dragées (เฟ เดส์ ดราเช) ได้รับการออกแบบในโทนสีอ่อนโยนหลากเฉดพาสเทลตั้งแต่กรอบรัดเกล้าตัวเรือนทองคำสีเหลืองฝังโกเมนสีส้มสเปซซาไทต์เจียระไนทรงกลมลงตัวกับงานประดับเม็ดเดี่ยวบนอกเสื้อ และชายกระโปรงไปจนถึงตัวเสื้อเกาะอกกับกลีบกระโปรงทรงกาบบัวทองคำสีเหลืองขัดเงารองรับงานฝีมือสลักลายริ้วจับเดรปผ้าสลับซ้อนชิ้นส่วนทองคำสีขาวฝังเพชรจิกไข่ปลา และไพลินสีชมพูไล่น้ำหนักเฉด

เข็มกลัดนางระบำ ‘กาสติญา’ (Castilla ballerina clip)

ด้วยแรงบันดาลใจจากหนึ่งในฉากสำคัญของระบำปลายเท้า ‘ดอน กิโฮเต’ (Don Quichotte) ผลงานออกแบบท่าเต้นโดยรูดอล์ฟ นูรีเยฟ เข็มกลัดนางระบำ ‘กาสติญา’ (Castilla ballerina clip) รังสรรค์ทุกรายละเอียดเอกลักษณ์ระบำสเปนอย่างครบครันตั้งแต่อากัปยกขางอเข่ายืนบนปลายเท้าข้างเดียวพร้อมชูแขนตวัดมือคลี่พัดโบกสะบัดตามจังหวะดนตรีไปจนถึงเครื่องแต่งกาย ซึ่งร่วมกันเป็นบทสรุปความเหนือชั้นทางหัตถศิลป์หลากแขนง ไม่ว่าจะเป็นงานหล่อแบบทองคำสีขาวขึ้นรูปเรือนกายนางระบำ หรือชิ้นส่วนทองคำสีกุหลาบขัดผิวขึ้นเงาราวกระจกถ่ายทอดความพลิ้วไหว อ่อนช้อยของแพรพรรณตั้งแต่ริ้วชายครุยไหล่เสื้อไปจนถึงจีบตัวเสื้อรัดทรง และระบายกระโปรงท่ามกลางงานฝังเพชรจิกไข่ปลาแถวเดี่ยวรอบเข็มขัด งานฝังเพชรพรมหิมะคลุมสะโพก และงานฝังไพลินแถวเดี่ยวต่างแถบผ้าตัดเฉดเหนือขอบหยักชายกระโปรง

เข็มกลัดนางระบำ ‘คลีโอพัตรา’ (Cléopâtre ballerina clip)

เข็มกลัดนางระบำคลีโอพัตราหรือ Cléopâtre ballerina clip (เคลย์โอปัตร บัลเลรินา คลิป) สะท้อนถึงความหลงใหล และจินตนาการของเมซงอันมีต่ออารยธรรมไอยคุปต์ซึ่งมีเหล่าฟาโรห์เป็นผู้ปกครองสูงสุดมาตั้งแต่ทศวรรษ 1920 และด้วยแรงบันดาลใจจากอุปรากรของฌูลส์ มาซเซอเนต์ ทุกรายละเอียดของราชินีแห่งอียิปต์ถูกถ่ายทอดลงสู่ผลงานสร้างสรรค์ชิ้นนี้อย่างวิจิตรบรรจงตั้งแต่เครื่องประ- ดับศีรษะทองคำสีเหลืองตัดเฉดไพลินเม็ดเดี่ยวทรงหยดน้ำลงมาสู่สร้อยแผงคอทองคำสีเหลืองฝังโกเมนสีส้มสเปซซาไทต์เม็ดเดี่ยวเจียระไนทรงหลังเบี้ยกลมกลืนกับวงพาหุรัดบนต้นแขนซ้ายขณะเดียวกับที่งานทองสลักลายเป็นร่องหยักจีบระบายต่างผ้าคาดเอวรองรับลูกเล่นฝังรัตนชาติต่างเฉด ต่างรูปทรงเจียระไน แสดงถึงไหวพริบ และความกล้าทางการใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการคัดเลือก และออกแบบจับคู่สีตามต้นแบบเครื่องแต่งกายตามยุคสมัยได้อย่างแยบคาย

เข็มกลัดนางระบำคลีโอพัตรา (Cléopâtre ballerina clip) ณ จุดเริ่มต้นลีลาเริงระบำในปีค.ศ. 1941

เรื่องราวความผูกพันระหว่าง Van Cleef & Arpels กับโลกแห่งศิลปะนาฏกรรม มีความเป็นมายาวนานสืบย้อนไปถึงทศวรรษ 1920 ในนครปารีส โดยเริ่มต้นจากลูอิส อารเปลส์ ผู้พิสมัยในศิลปะระบำปลายเท้าหรือบัลเลต์เรื่องราวความผูกพันระหว่าง Van Cleef & Arpels กับโลกแห่งศิลปะนาฏกรรม มีความเป็นมายาวนานสืบย้อนไปถึงทศวรรษ 1920 ในนครปารีส

โดยเริ่มต้นจากลูอิส อารเปลส์ ผู้พิสมัยในศิลปะระบำปลายเท้าหรือบัลเลต์ เขามักพาโคลด หลานชายไปดูการแสดงแขนงนี้บ่อยครั้งที่โรงอุปรากรการนิเยร์ (Opéra Garnier) ซึ่งอยู่ห่างจากบูติกที่จัตุรัส ว็องโดมไปไม่กี่ช่วงอาคาร จากนั้น เข็มกลัดนางระบำหรือ ballerina clip รุ่นแรกๆ ของเมซง ก็ได้รับการประดิษฐ์ขึ้นในช่วงต้นทศวรรษ 1940 ก่อนจะกลายเป็นสัญลักษณ์ทางงานออกแบบประจำ Van Cleef & Arpels อย่างรวดเร็ว ท่วงท่าของเข็มกลัดนางระบำอันอ่อนช้อย เต็มไปด้วยพลังทางการเคลื่อนไหวเสมือนจริง กับความงดงามของเครื่องแต่งกาย ทำให้ผลงานรูปแบบนี้กลายเป็นที่นิยมสำหรับบรรดานักสะสมในไม่ช้า ดวงหน้าทองคำแท้ หรือใช้เพชรเดี่ยวรองรับงานประดับเครื่องศีรษะเลอค่าลักษณะต่างๆ ตลอดจนรองเท้าบัลเลต์กับกระโปรงบานพลิ้ว หรือฟูฟ่องฝังเพชร หรือรัตนชาติหลากเฉดสี ได้ร่วมกันทวีความอ่อนช้อยของลีลาเริงระบำได้อย่างวิจิตรตระการตา

นอกจากนั้น บรรดานางระบำของ Van Cleef & Arpels ยังสะท้อนถึงวัฒนธรรมอื่นๆ อันมีอิทธิพลต่องานออกแบบของเมซงมานับแต่ปีค.ศ. 1906 ดังจะเห็นได้จากเหล่าคณะระบำแต่ละรุ่นในเครื่องแต่งกายตามธรรมเนียมนิยมของแต่ละอารยธรรมทั่วทุกมุมโลก ไม่ว่าจะเป็นสเปน หรือกระทั่งชุดพื้นเมืองของกลุ่มประเทศหมู่เกาะแปซิฟิก

นับจากปีค.ศ. 2007 ผลงานชุด ‘เลอค่านาฏกรรม’ หรือ Ballet Précieux (บัลเลต์ เปรซิเยอซ์) เป็นเครื่องประดับชั้นสูงคอลเลกชั่นแยกย่อย ผลงานแต่ละรุ่น ซึ่งได้รับการรังสรรค์อย่างต่อเนื่องในแต่ละปีล้วนเป็นตัวแทนรสนิยมของ Van Cleef & Arpels อันมีต่อศิลปะระบำปลายเท้าผ่านงานออกแบบรูปลักษณ์รวมถึงรายละเอียดของเครื่องแต่งกายหลากสไตล์ที่นางระบำหรือ ‘บัลเลรินา’ สวมใส่ ได้อย่างเจิดจรัส ทุกแง่มุมเอกลักษณ์ของ ‘ตูตู’ (tutu) หรือกระโปรงบัลเลต์ตัดเย็บจากผ้าโปร่งใยตาข่ายทอละเอียด ได้รับการรังสรรค์มาสู่โครงสร้างตัวเรือนทองคำหล่อแบบแต่งรายละเอียดจำลองจีบระบายบนผ้าอัดพลีต ร่วมกับงานประดับรัตนชาติเลอค่านานาชนิดโดยอาศัยความประณีต พิถีพิถัน และใส่ใจในรายละเอียดอันเปรียบเสมือนบทพิสูจน์ซึ่งความเป็นเลิศทางไหวพริบพลิกแพลงทักษะ

ความชำนาญแขนงต่างๆ ทางหัตถศิลป์เครื่องประดับ ของเมซง กระโปรงเหล่านี้ได้มาประดับเรือนกายให้เหล่านางระบำผ่านสรรพสีหลากหลายตามครรลองของงานออกแบบเครื่องแต่งกายตัวละครในบทประพันธ์ระบำปลายเท้าเรื่องเด่นอย่าง ‘ทะเลสาบหงส์ขาว’ Swan Lake, ‘คืนฝันวันคริสต์มาส’ The Nutcracker, ‘วิหคเพลิง’ The Firebird หรือ ‘นางพรายเสน่หา’ La Sylphide และด้วยแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ บรรดาเข็มกลัดนางระบำของเมซง ยังมีนักเต้นสมทบปรากฏบนหน้าปัดนาฬิกาข้อมือคอลเลกชันต่างๆ ของ Van Cleef & Arpels ซึ่งถือเป็นการผสานความชำนาญสุดเฉียบขาดในงานผลิตนาฬิกาข้อมือ เข้ากับเทคนิคหัตถศิลป์แขนงต่างๆ อย่างการลงยา หรือจิตรกรรมย่อส่วน ทั้งนี้ก็เพื่อให้ความฝันที่เมซงมีต่อการแสดงอุปรากร และระบำปลายเท้าได้กลายเป็นผลงานอันจับต้องได้ในชีวิตจริง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...