โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

สหพันธ์ขนส่งทางบกฯ จี้รัฐตรึงราคาดีเซล 60 วัน แก้วิกฤติน้ำมันแพง

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 10 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา

นายทองอยู่ คงขันธ์ ประธานสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า จากสถานการณ์สงครามระหว่าง สหรัฐอเมริกา, อิสราเอล และอิหร่าน ได้เริ่มตั้งแต่เช้าวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ถึงปัจจุบัน เป็นเวลากว่า 2 สัปดาห์

ขณะเดียวกันยังไม่มีแนวโน้มที่จะยุติลงในเวลาอันใกล้ จึงส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานทั้งโลก ทำให้ราคาน้ำมันดิบปรับราคาสูงขึ้นทุกตลาด ส่งผลให้มีการขาดแคลนน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จในประเทศ ที่นำเข้าน้ำมันดิบทั่วโลก

นายทองอยู่ กล่าวต่อว่า หลังจากการประชุมของสหพันธ์การขนส่งทางบกฯในช่วงที่ผ่านมาถึงมาตรการต่างๆ ที่นำเสนอต่อภาครัฐ จำนวน 8 ข้อ พร้อมยื่นหนังสือข้อร้องเรียน ข้อเสนอต่อ กระทรวงพลังงานและกระทรวงคมนาคม เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2569 มาแล้วนั้น

ทั้งนี้รัฐบาลยังไม่ได้มีมาตรการแก้ไขปัญหาใดๆ อย่างเป็นรูปธรรม ที่เสนอไปแล้วนั้นจึงมีความจำเป็นต้องจัดกิจกรรม Truck Power ในวันนี้ (18 มีนาคม 2569) ที่แหลมฉบัง ศรีราชา จ.ชลบุรี อีกครั้งเพื่อสะท้อนปัญหาให้รัฐบาลได้รับทราบและแก้ปัญหาให้กับประชาชนต่อไป

สำหรับข้อเสนอดังกล่าวของสหพันธ์การขนส่งทางบกฯ เพื่อแก้ปัญหาวิกฤติราคาพลังงาน วิกฤติปัญหาจราจร ในท่าเรือแหลมฉบัง ดังนี้

1.รัฐบาลควรตรึงราคาน้ำมันดีเซลหมุนเร็วขายปลีกหน้าปั๊ม อยู่ที่ 30 บาทต่อลิตร เป็นระยะเวลา 60 วัน เพื่อให้ประชาชนและผู้ใช้น้ำมันทุกกลุ่มมีเวลาเตรียมตัว

2.รัฐบาลต้องแก้ไขปัญหาน้ำมันขาดแคลนตามปั๊มน้ำมัน ทุกปั๊มของผู้ค้าน้ำมัน มาตรา 7 ผู้ค้ารายใหม่ (ห้ามขาดแคลน, ห้ามปิดปั๊ม, ห้ามจัดสรรโควตา หรือจำกัดการเติม และอื่น ๆ) เพราะความล้มเหลวด้านการบริหารจัดการ การจัดส่งน้ำมันจากคลัง ไปยังปั๊มน้ำมัน โดยใช้ทุกระบบที่มีอยู่ เช่น ขนส่งทางท่อ, ขนส่งทางรถไฟ, ขนส่งทางรถบรรทุก, ขนส่งทางเรือ ฯลฯ น้ำมันไม่ขาดแคลน

3. รัฐบาลต้องบริหารจัดการ รักษาเสถียรภาพ ราคาน้ำมันดีเซล หรือทุกชนิดให้ราคาของผู้ค้ารายใหม่ ตามมาตรา 7 และผู้ค้ารายย่อย หรือผู้ค้าส่ง Jobber ราคา ณ โรงกลั่นหรือหน้าคลังใกล้เคียงกัน หรือต่างกันไม่เกิน 2 บาท/ลิตร เพื่อให้ปั๊มเอกชนหรือปั๊มอุตสาหกรรม การพาณิชย์ จำนวน กว่า 20,000 แห่ง (ปั๊ม) สามารถซื้อน้ำมันและเปิดกิจการได้

4. รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องจัดการแก้ไขปัญหาวิกฤติจราจรติดขัด จอดรอรับสินค้า หรือตู้คอนเทนเนอร์ ตั้งแต่รถเข้าท่าเรือแหลมฉบัง และออกไป ภายในระยะเวลาไม่เกิน 3-4 ชั่วโมง ต่อคัน/ต่อครั้ง/ต่อเที่ยว โดยมีหลายมาตรการที่เคยนำเสนอ ให้แล้วเสร็จภายใน 3 เดือน

ขณะเดียวกันภาครัฐควรจัดสถานที่รับ-ส่ง ตู้เฉพาะจำนวน 70 ไร่ หรือให้เพียงพอในเขตท่าเรือแหลมฉบัง เพื่อปล่อยรถ กลับออกไป รับสินค้าอื่น ๆได้ต่อไป เป็น Rest Area Packing และจัดระบบบริหารจัดการที่เป็น Plat from ร่วมกับทุกฝ่าย ผู้นำเข้า-ผู้ส่งออก, ท่าเรือแหลมฉบัง, ผู้ประกอบการขนส่ง เป็นระบบ Digital หรือ AI ที่รู้ข้อมูลล่วงหน้า

นอกจากนี้ยังมีการจัดการเรื่องสัญญาสัมปทาน ของแต่ละ Terminal ที่หมดอายุไปแล้วตั้งแต่ปี 2563 ให้เรียบร้อยและปรับปรุงแก้ไขสัญญาสัมปทานใหม่ให้ภาครัฐสามารถเข้าควบคุมการบริหารจัดการของคู่สัญญาได้ในกรณีที่มีปัญหาเรื่อง การให้บริการ ด้านราคา อัตราค่าบริการ และอื่น ๆ เหล่านี้เป็นต้น

อย่างไรก็ดีรวมถึงการแก้ไขเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน ภายในเขตท่าเรือแหลมฉบัง ที่สร้างปัญหาการจราจร เช่น Gate ประตู เข้า-ออก สำนักงานศุลกากร Cheking Past จุดตัดทางรถไฟและถนน, สะพานกลับรถและจุดตัดถนน, การขยายถนน การปรับปรุงซ่อมแซมถนน ฯลฯ

5. รัฐบาลต้องใช้สถานการณ์วิกฤติพลังงานในช่วงนี้ ปรับโครงสร้างพลังงานทั้งระบบ ตั้งแต่สัมปทานการขุดเจาะ สำรวจ การกลั่น คลังน้ำมันสำรอง คลังน้ำมันตามกฎหมายของรัฐบาล ราคา ณ โรงกลั่น ที่เป็นธรรม (ไม่ต้องอ้างอิงราคาสิงคโปร์) ราคา สมมติทั้งหลาย , โครงสร้างภาษีทั้งระบบฯลฯ

นายทองอยู่ กล่าวต่อว่า ภาครัฐต้องนำกฎหมาย กฎกระทรวง พรบ. พรก.ที่มีอยู่ทั้งหมด มาเป็นเครื่องมือในการปฏิรูป ปฏิวัติโครงสร้างราคาพลังงานทั้งระบบ ให้เกิดความเป็นธรรมสำหรับผู้บริโภค จัดการระบบสัมปทานใหม่ทั้งหมด เพื่อประชาชน คนมีรายได้น้อย ในต่างจังหวัดหรือทั่วประเทศ ได้ใช้ ซื้อหรือบริโภคน้ำมันในราคาเดียวกันทั้งประเทศ

ทั้งนี้ไม่ใช่เฉพาะคนกรุงเทพและปริมณฑล ได้ใช้น้ำมันถูกกว่าประชาชนคนต่างจังหวัด (ยิ่งไกลยิ่งแพง) โดยเปลี่ยนระบบการขนส่งทั้งระบบให้มีทางเลือกหลายๆระบบ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...