สงครามอิหร่านสะเทือน “หุ้นลักชัวรีโลก” มูลค่าบริษัทหายกว่า 1 แสนล้านดอลลาร์
วันที่ 27 มีนาคม 2569 เวลา 21.00 น. สำนักข่าว CNBC รายงานว่า หุ้นบริษัทสินค้าหรูระดับโลกปรับตัวลดลงอย่างหนักตั้งแต่สงครามอิหร่านเริ่มต้นขึ้น โดยนักวิเคราะห์ระบุว่า ยอดขายในตลาดตะวันออกกลางซึ่งกำลังมีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมลักชัวรีมากขึ้น อาจลดลงถึงครึ่งหนึ่ง
ราคาหุ้นของ ปรับตัวลดลงประมาณ 16% และ 20% ตามลำดับในเดือนนี้ ขณะที่ดัชนี S&P 500 ปรับตัวลดลงไม่ถึง 6% ด้านหุ้น Ferrari ลดลง 15% และบริษัทประกาศระงับการส่งมอบรถไปยังตะวันออกกลางชั่วคราว ขณะที่ Bentley, Maserati และผู้ผลิตรถหรูรายอื่น ๆ ก็หยุดการส่งมอบเช่นกัน เนื่องจากความเสี่ยงด้านความปลอดภัยและปัญหาด้านโลจิสติกส์
Frank-Steffen Walliser ซีอีโอของ Bentley กล่าวกับนักลงทุนว่า “ตอนนี้การผลิตยังไม่ได้รับผลกระทบ แต่แน่นอนว่าคนในตะวันออกกลางตอนนี้คงไม่ได้คิดจะซื้อ Bentley คันใหม่”
ตะวันออกกลาง ตลาดใหม่ของสินค้าหรูโลก
สำหรับนักลงทุนและบริษัทสินค้าหรู สงครามอิหร่านทำให้เห็นชัดขึ้นว่าตะวันออกกลางมีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมลักชัวรีโลกและเศรษฐกิจของมหาเศรษฐีมากขึ้น แม้ว่าภูมิภาคนี้ยังมีสัดส่วนยอดขายไม่มากเมื่อเทียบกับทั้งโลก แต่การเติบโตของตลาดกลับมีความสำคัญอย่างมาก
ปีที่ผ่านมา ตะวันออกกลางเป็นตลาดสินค้าหรูที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก โดยเติบโตประมาณ 6–8% ขณะที่ยอดขายสินค้าหรูทั่วโลกแทบไม่เติบโต ปัจจุบันตะวันออกกลางมีสัดส่วนประมาณ 6% ของยอดขายสินค้าหรูทั่วโลก และอาจมีขนาดใกล้เคียงกับญี่ปุ่น ซึ่งมีสัดส่วนประมาณ 9% ของตลาดโลก
เมืองดูไบในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญของการเติบโต โดยคิดเป็นประมาณ 80% ของการเติบโตใน UAE และ UAE เองก็คิดเป็นมากกว่าครึ่งหนึ่งของการเติบโตของตลาดลักชัวรีทั้งภูมิภาค
สงครามเกิดในจังหวะสำคัญของอุตสาหกรรมลักชัวรี
ปัญหาในตะวันออกกลางเกิดขึ้นในช่วงเวลาสำคัญของอุตสาหกรรมสินค้าหรู หลังจากยอดขายซบเซามา 2 ปี บริษัทต่าง ๆ กำลังคาดหวังการฟื้นตัวในปี 2569 ตลาดจีนเริ่มฟื้นตัวเล็กน้อยหลังยอดขายลดลงหลายปี ผู้บริโภคสินค้าหรูในสหรัฐยังแข็งแกร่ง จากความมั่งคั่งที่เพิ่มขึ้นจากหุ้นและธุรกิจ AI ส่วนยุโรปยังคงทรงตัว โดยได้รับแรงสนับสนุนจากนักท่องเที่ยว
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์จาก UBS ระบุว่า ความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อหุ้นลักชัวรีตอนนี้ “เป็นลบมากที่สุดในรอบหลายปี” และความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์อาจกดดันกำไรบริษัทในระยะสั้น และทำให้การฟื้นตัวของอุตสาหกรรมล่าช้าออกไป
ราคาหุ้นที่ลดลงทำให้มูลค่าตลาดของบริษัทสินค้าหรูรายใหญ่หายไปแล้วประมาณ 100,000 ล้านดอลลาร์ โดย LVMH และ Hermès สูญเสียมูลค่าบริษัทมากกว่า 40,000 ล้านดอลลาร์ต่อบริษัท
หากยอดขายตะวันออกกลางลดครึ่งหนึ่ง จะกระทบกำไรบริษัททันที
นักวิเคราะห์ระบุว่า หากยอดขายในตะวันออกกลางลดลงครึ่งหนึ่งในเดือนมีนาคม ซึ่งเป็นกรณีเลวร้ายที่สุด การเติบโตของยอดขายรายไตรมาสของบริษัทสินค้าหรูจำนวนมากอาจลดลงประมาณ 1%
อย่างไรก็ตาม ผลกระทบอาจไม่รุนแรงมากนัก เพราะแม้ห้างสรรพสินค้าและร้านค้าจะเงียบ แต่บริษัทสินค้าหรูจำนวนมากยังขายสินค้าให้ลูกค้าระดับมหาเศรษฐีโดยตรง เช่น ติดต่อเป็นรายบุคคลและจัดส่งสินค้าไปยังบ้านลูกค้า และลูกค้ามหาเศรษฐีที่ออกจากดูไบก็อาจไปซื้อสินค้าในประเทศอื่นแทน
นักวิเคราะห์ระบุว่า หากสงครามกระทบเพียงเดือนมีนาคม ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมอาจไม่รุนแรงมาก
ดูไบ เมืองของมหาเศรษฐีโลก และ
ปัจจัยที่ทำให้ดูไบเติบโต เช่น ไม่มีภาษีเงินได้ รัฐบาลมีเสถียรภาพ และเป็นเมืองท่องเที่ยว ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง โดยจำนวนเศรษฐีในดูไบเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าตั้งแต่ปี 2557 เป็นมากกว่า 81,000 คน และในปี 2568 มีเศรษฐีย้ายเข้ามาอยู่ดูไบประมาณ 9,800 คน นำเงินเข้ามารวมประมาณ 63,000 ล้านดอลลาร์ มากที่สุดในโลก โดยเศรษฐีส่วนใหญ่มาจากสหราชอาณาจักร จีน อินเดีย และยุโรป
อย่างไรก็ตาม ภาพลักษณ์ของดูไบในฐานะเมืองที่ปลอดภัยเริ่มสั่นคลอน และตลาดสินค้าหรูในตะวันออกกลางพึ่งพานักท่องเที่ยวมหาเศรษฐีเป็นอย่างมาก ซึ่งนักท่องเที่ยวอาจหลีกเลี่ยงการเดินทางมานานแม้จะมีการหยุดยิงแล้วก็ตาม
Morgan Stanley ระบุว่า ประมาณ 60% ของการใช้จ่ายสินค้าหรูใน UAE มาจากนักท่องเที่ยว และในกลุ่มนักท่องเที่ยวเหล่านั้นประมาณ 60% เป็นชาวรัสเซีย ซาอุดีอาระเบีย จีน และอินเดี
ราคาน้ำมันสูง อาจกระทบตลาดหุ้นและการใช้จ่ายของคนรวย
นักวิเคราะห์ยังเตือนว่า ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นอาจกระทบยอดขายสินค้าหรู เนื่องจากผู้บริโภคสินค้าหรูระดับกลาง (aspirational luxury) อาจลดการใช้จ่ายเพราะค่าครองชีพสูงขึ้น ขณะที่ผู้บริโภคระดับมหาเศรษฐีอาจลดการใช้จ่ายหากตลาดหุ้นผันผวน
เนื่องจากการใช้จ่ายของคนรวยขึ้นอยู่กับตลาดหุ้นหรือ “wealth effect” หากตลาดหุ้นลดลงหรือไม่เติบโต การใช้จ่ายสินค้าหรูอาจลดลงตาม
นักวิเคราะห์สรุปว่า “หากราคาน้ำมันสูงขึ้นจนทำให้ตลาดหุ้นโลกปรับตัวลง นั่นจะเป็นข่าวร้ายมาก เพราะความเชื่อมั่นของคนที่มีความมั่งคั่งในตลาดหุ้นจะลดลง และพวกเขาจะใช้จ่ายน้อยลง”