จาก ‘ยุทธการคลองท่าเสด็จ’ สู่ ‘นวัตกรรมทางวัฒนธรรมเมืองพัทลุง’
“พวกเจ้าเป็นไพร่หลวง ข้าเป็นพระราชวงศ์ แต่เจ้ากับข้าเหมือนกันอยู่อย่างหนึ่ง นั่นคือ เราเป็นคนไทย เป็นเจ้าของแผ่นดินเหมือนกัน รบวันนี้ เราจะแสดงให้ผู้รุกรานเห็นว่า เราหวงแหนแผ่นดินแค่ไหน รบวันนี้เราจะไม่กลับมาค่ายนี้อีกจนกว่าจะขับไล่ศัตรูไปพ้นชายแดน ข้าจะไม่ขอให้พวกเจ้ารบเพื่อใคร นอกจากรบเพื่อแผ่นดินของเจ้าเอง แผ่นดินที่เจ้ามอบให้ลูกหลานของเจ้าได้อยู่อาศัยอย่างเป็นสุขสืบไป”
พระดำรัสของสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาทฯ ก่อนเข้าตีค่ายพม่าที่ทุ่งลาดหญ้า ในสงครามเก้าทัพ (พ.ศ. 2328) (อ้างอิง พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์
สมัยรัชกาลที่ 1 เจ้าพระยาทิพากรวงศ์ (ขำ บุนนาค)
เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก สถาปนากรุงรัตนโกสินทร์เป็นราชธานี ปี พ.ศ. 2325 มีการสร้างบ้านสร้างเมืองใหม่
ปี พ.ศ. 2328 พระเจ้าปดุงกษัตริย์กรุงอังวะแห่งพม่า หมายจะยึดครองราชอาณาจักรไทย จึงยกกำลังเข้ามาตีกรุงรัตนโกสินทร์ โดยแต่งสงครามถึง 9 ทัพ มีกำลังพล 144,000 นาย แบ่งกำลังเข้าโจมตีไทย 5 ทิศทาง ทั้งทางเหนือ ตะวันตก และภาคใต้
ทัพที่ 8 และ 9 เป็นทัพหลวงของพม่า มีพระเจ้าปดุงเป็นแม่ทัพ คุมกำลังพล 50,000 นาย ยกเข้ามาทางด้านเจดีย์สามองค์ เพื่อสมทบกับทัพฝ่ายเหนือ เตรียมบุกกรุงเทพฯ
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงวางแผนการศึกกับพระอนุชาธิราช คือ พระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาทฯ มีกำลังเพียง 70,000 นาย ทรงจัดทัพเป็น 4 ทัพ รับศึกสำคัญก่อน แล้วค่อยตีทัพที่เหลือ
ณ ลาดหญ้า เชิงเขาบรรทัด จังหวัดกาญจนบุรี ทรงจัดกำลังไปตัดการลำเลียงเสบียงอาหารของทัพพม่า ทำทีเป็นถอยทัพตอนกลางคืน รุ่งเช้านำกำลัง กลับเข้ามาเหมือนเป็นการผลัดเวร ทำให้ข้าศึกหวาดผวาว่ากองทัพไทยมีกำลังพลมากมาย ทัพพม่าขาดแคลนอาหาร และอยู่ในพื้นที่ต่ำ ขณะที่ทัพไทยอยู่บนทำเลที่สูงกว่า อาศัยยุทธภูมิที่ได้เปรียบ โจมตีกองทัพ 8-9 ของพระเจ้าปดุงจนถอยร่นกลับไป
ขณะที่ทางใต้ ทัพพม่าเข้าตีเมืองระนองและถลาง เจ้าเมืองถลางถึงแก่กรรม คุณหญิงจันภรรยาและคุณหญิงมุก น้องสาว รวมกำลังชาวเมืองสู้ศึกอย่างสุดฝีมือป้องกันเมืองถลางไว้ได้ คุณหญิงทั้งสองจึงได้รับบรรดาศักดิ์เป็น ท้าวเทพกษัตรีย์ และท้าวศรีสุนทร
ทัพพม่าเข้าตีเมืองนครศรีธรรมราช เจ้าเมืองนคร เห็นว่าจะสู้ในเมืองไม่ได้ จึงยอมเสียพื้นที่ แต่ไม่ยอมเสียผู้คน ด้วยการพากำลังเข้าป่า เพื่อหาโอกาสสมทบกับกองทัพไทยเข้าตีพม่าในภายหลัง
ยุทธการคลองท่าเสด็จ
พม่าตรึงกำลังอยู่ฝั่งคลองด้านนครศรีธรรมราช อีกฝั่งเป็นพัทลุง มีคลองท่าเสด็จกั้นกลางทัพไทยที่ตรึงกำลังไว้ คือ พระยาขุนคางเหล็ก โดยมีพระมหาช่วย วัดป่าลิไลยก์ ซึ่งเป็นเกจิอาจารย์ทางการปลุกเสกและคาถาอาคม ที่ชาวบ้านศรัทธานับถือ ระดมพลังชาวบ้านราว 1,000 คน เข้าร่วมเป็นกองกำลังอาสาศึก ตั้งค่ายต้านยันพม่าที่ฝั่งคลองท่าเสด็จ
จากการค้นคว้าและสนทนากับพระอาจารย์ ธนพล กตคุณโพธิ ผู้สืบสายตระกูล ณ พัทลุง แห่งวัดวัง ลำปำ พัทลุง ซึ่งเชี่ยวชาญประวัติศาสตร์เมืองพัทลุง สามารถจะบันทึกได้ว่า
ขุนคางเหล็ก แม่ทัพพัทลุงฝั่งไทยต้านยันทัพพม่าที่ฝั่งคลองท่าเสด็จ โดยใช้กลศึก
คลองท่าเสด็จ เป็นลำคลองคดเคี้ยว ตลิ่งสูงต่ำไม่เท่ากัน เป็นป่ารก น้ำตื้นเป็นช่วงๆ ฝั่งพัทลุงเป็นที่สูงกว่า มีแนวป่าบังตา ทัพไทยคุมจุดข้ามน้ำได้ ขณะที่ฝั่งนครฯ ยุทธภูมิเสียเปรียบ เพราะพม่าข้ามน้ำเข้ามาตีได้ทีละส่วน ขณะข้ามน้ำต้องกระจายกำลัง รวมศูนย์ไม่ได้
กลเม็ดคือ ทัพไทยปล่อยให้พม่าตายใจข้ามน้ำมาก่อน โดยยังไม่ยิง รอจนทัพพม่าเริ่มข้าม บางส่วนอยู่กลางน้ำ บางส่วนข้ามฝั่งแล้ว บางส่วนยังอยู่อีกฝั่ง แล้วไทยเปิดฉากโจมตีทันที โดย คลองเป็นกำแพงธรรมชาติ ป่ารกเป็นที่กำบัง
ขณะที่พม่ากำลังข้ามน้ำ ทัพไทยคุมฝั่งตนเองให้มั่น เข้าโจมตีพม่าที่กำลังข้ามน้ำ ทหารพม่าที่อยู่กลางน้ำถอยก็ไม่ได้ จะตั้งขบวนสู้ก็ยาก เพราะอยู่ในน้ำ พม่าฝั่งนครฯ ก็ช่วยไม่ได้ทำให้สูญเสียกำลังไปมาก ทั้งๆ ที่มีกำลังมากกว่า ทหารพม่าขวัญเสีย กลัวน้ำ กลัวถูกตี เป็นยุทธการใช้ ‘คลองตัดทัพ ล่อให้ข้ามฝั่ง โอบเข้าตี แล้วตีซ้ำ’ ทัพไทยเป็นฝ่ายคุมเกม คุมจังหวะเข้าตี โดยมียุทธภูมิที่ได้เปรียบ ทัพพม่าจึงถอยออกไป
ประกอบกับกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท เสด็จยกทัพตีพม่าแตกเรื่อยมาตั้งแต่ด่านเจดีย์สามองค์ และยกทัพลงมาช่วยถึงทางใต้ ทำให้ทัพพม่าเสียขวัญแตกทัพกลับไปอย่างเจ็บปวดและบอบช้ำ
ขุนคางเหล็ก ได้รับพระราชทานความดีความชอบแต่งตั้งเป็นเจ้าพระยาพัทลุง เป็นเจ้าเมืองพัทลุง เป็นต้นตระกูล ณ พัทลุง พระมหาช่วย เป็นพระยาทุกขราษฎร์ ผู้ช่วยราชการเมืองพัทลุง
ยุทธการคลองท่าเสด็จจึงเป็นชัยชนะอีกแนวรบหนึ่งของทัพไทยในสงครามเก้าทัพ ที่ประกอบส่วนเข้ากับศึกเก้าทัพ ทั้งๆ ที่มีกำลังพลน้อยกว่าในระดับ 70,000 นาย ต่อ 144,000 นาย
การประกอบกำลัง 4 ฝ่าย คือ หนึ่งฝ่ายขุนคางเหล็ก ผู้นำในพื้นที่ สองพลังของฝ่ายรัฐคือ รัชกาลที่ 1 และสมเด็จพระบวรเจ้ามหาสุรสิงหนาท สามพลังของฝ่ายวัดคือพระมหาช่วย และสี่พลังของชาวบ้านอาสาศึก เป็นสี่พลัง ปกบ้าน ป้องเมือง คุ้มเหย้า ทำให้ลูกหลานไทยได้สืบสาน ร่วมสร้างภูมิบ้านภูมิเมืองพัทลุงในเวลาต่อมา
ถ้าเอ่ยถึงโนรา หรือคำเดิม มโนราห์ ซึ่งยูเนสโกประกาศขึ้นทะเบียนเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของมนุษยชาติ ตั้งแต่ปี 2561 แม้โนราจะแพร่มาจากฝั่งมลายู แต่ก็มาเริ่มต้นที่ ตำบลบางแก้ว จังหวัดพัทลุง เมื่อ 400 ปีก่อน
ถ้าพูดถึง หนังตะลุง ซึ่งเป็นคำกร่อนมาจาก หนังพัทลุง แม้จะมีกำเนิดจากอินเดีย ผ่านมลายู แต่ก็มาตั้งต้นในภาคใต้ เล่นกันครั้งแรก ที่บ้านควนพร้าว จังหวัดพัทลุง ซึ่งในวันนี้คลิป ‘นางเอกหนังลุง’ ทำให้หนังตะลุงเป็นการแสดงที่มีเสน่ห์น่าสนใจของผู้คน ทั้งในและต่างประเทศ
พัทลุงจึงถือเป็นเมืองต้นฉบับทั้งหนังตะลุงและโนรา
เทศกาล ‘บุญแห่เจ้าเมืองพัทลุงและบรรพชน’ เมื่อ 20-22 กุมภาพันธ์ 2569 ขบวนแห่เริ่มจากลำปำเคลื่อนเข้าสู่ตัวเมืองพัทลุง ณ ลานศาลาจตุรมุขพระพุทธนิรโรคันตรายชัยวัฒน์จตุรทิศ เป็นการจัดขึ้นเป็นครั้งแรกของจังหวัด ได้รับความสนใจจากประชาชนพอสมควร
เป็นผลจากการวิจัยเชิงปฏิบัติการระดับพื้นที่ เพื่อเสาะหาศักยภาพทางศิลปวัฒนธรรมของเมืองพัทลุง นำไปสู่เทศกาล บุญแห่เจ้าเมืองพัทลุง
20 กุมภาพันธ์ 2569 ขบวนแห่ด้วยหลายคันรถประดับสีสันและรูปภาพของเจ้าเมืองพัทลุงในอดีต เคลื่อนไปยังลานจตุรมุขฯ ที่มีร้านค้าชุมชนเป็นผลิตภัณฑ์อาหาร ขนม เสื้อผ้า ของใช้ เป็นผลิตภัณฑ์พื้นบ้าน ในครัวเรือนซึ่งปลอดสารเคมี
การแสดงบนเวทีหลายชุด บอกเล่าประวัติศาสตร์เมืองพัทลุง เช่น
-นางเอกหนังลุงจูเนียร์
-เรื่องเล่า ‘สงครามเก้าทัพ’ ของทหารช่างเมืองพัทลุง
-การแสดงชุด ‘เกลียวคลื่นเล่าขาน ตำนานพระยาพัทลุง’ โดยนักเรียนโรงเรียนเกาะหมาก
-การแสดงประวัติศาสตร์ชุด ‘ชาวบ้านบางระจัน’ และ ‘พระเจ้าตากสินมหาราช’ โดยกองพันทหารช่างที่ 402 ค่ายอภัยบริรักษ์พัทลุง
ดร. สีลาภรณ์ บัวสาย ประธานที่ปรึกษาการขับเคลื่อนวิทยสถาน ‘ธัชภูมิ’ แห่งหน่วยบริหารและจัดการทุน ด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) กล่าวรายงานถึงวัตถุประสงค์ของการจัดให้เห็นว่ งานนี้เป็นผลการวิจัยเชิงปฏิบัติการ เพื่อนำทุนทางวัฒนธรรม ทั้งอาหาร ขนม เสื้อผ้า สิ่งของเครื่องใช้ มาแสดงและจำหน่าย ขณะที่ขบวนแห่และการแสดงชุดต่างๆ ทำให้เรียนรู้ถึงอัตลักษณ์ของเมืองพัทลุงในหลากหลายมิติ
ศรอนงค์ สงสมพันธ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง ประธานเปิดงาน ชี้ให้เห็นว่าการวิจัยนี้ สร้างนักจัดการขึ้นมา และมอบองค์ความรู้ให้ชาวบ้าน ได้ออกแบบการท่องเที่ยวเพิ่มมูลค่าและสร้างรายได้ให้ชุมชนได้อย่างยั่งยืน
อาจเรียกว่างานครั้งนี้ แวดล้อมด้วยหลัก 4 ร.
-รำลึก เป็นกตัญญุตาคุณที่ชาวพัทลุงได้ร่วมรำลึกถึงวีรกรรมของบรรพชน ณ ยุทธการคลองท่าเสด็จ
-เรียนรู้ สร้างการเรียนรู้ร่วมกันทั้งประวัติศาสตร์การต่อสู้ และประวัติเมืองพัทลุง
-ร่วมมือ เป็นการร่วมมือของภาคส่วนต่างๆ ทั้งภาคราชการ เช่น งานวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวของจังหวัด หน่วยราชการ เทศบาลเมืองพัทลุง โรงเรียน ร้านค้า ชาวสวนชาวไร่ และภาคประชาสังคม
-รายได้ เป็นความร่วมจิตร่วมใจที่นำไปสู่การสร้างรายได้โดยใช้วัฒนธรรมชุมชน เป็นฐาน อย่างได้ผล
งานวิจัยเพื่อนำทุนทางวัฒนธรรมมาสร้างมูลค่าให้เศรษฐกิจชุมชน มีมหาวิทยาลัยศิลปากร เป็นเจ้าของโครงการ มี รศ. ดร. สุพรรณี ฉายะบุตร เป็นหัวหน้าโครงการ ดร. ธนภณ วัฒนกุล เป็นนักวิจัยหลัก ดำเนินการมาแล้วเป็นปีที่ 9 อย่างได้ผลเป็นรูปธรรม ใน 60 พื้นที่ 50 จังหวัด มีจำนวน 29 ย่านชุมชน ที่เป็นแหล่งวัฒนธรรม แต่ที่ขยายผลให้เป็นทั้งย่านวัฒนธรรมชุมชน และเป็นเทศกาลนั้น เน้นไปที่ ลำปาง ลำพูน กาฬสินธุ์ พนัสนิคม ทุ่งสง และพัทลุง
ดร. ธนภณ วัฒนกุล เรียกว่าเป็น นวัตกรรมทางวัฒนธรรม ที่สร้างความเปลี่ยนแปลงได้จริงในพื้นที่ เมื่อคนในพื้นที่เข้าใจการทำงานเป็นระบบ เริ่มจากการวางแผน ลงมือทำ และถอดบทเรียน มีเป้าหมายร่วม และร่วมแรงร่วมใจกัน
เพื่อทำให้ผลการวิจัย ก่อให้เกิด ‘รายรับ’ แทนที่จะเป็นการจัดงานอีเว้นท์ (Event) ที่มีแต่ค่าใช้จ่าย ไม่มีรายรับ ก็สามารถสร้างรายได้ขึ้นมาได้ โดยมีองค์ประกอบสำคัญด้านผลิตภัณฑ์ คือ
1.สินค้าที่ขายต้องเป็นของชาวบ้านที่ชุมชน ปลูกพืชผักเอง ทำอาหาร ทำขนมเอง ทอผ้า เย็บเสื้อเอง รายได้จะอยู่ที่ชาวบ้าน
2.ใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น ที่เป็นมรดกของบรรพบุรุษมาประยุกต์
3.ใช้วัตถุดิบในท้องถิ่น อย่างน้อย 80%
นี่คืออลังการงานสร้างที่นำ ‘คุณค่าทางวัฒนธรรม มาสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ’ โดยชุมชนเป็นเจ้าของงาน เจ้าของตลาด เจ้าของความรู้ เจ้าของงานศิลปะการแสดง ซึ่งล้วนแต่เป็นคุณค่าควรเมืองที่ต้องสืบสานและขยายผลกันต่อไป