โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

รวมไว้ที่นี่!! ข้อดีข้อเสีย ยกเลิก MOU 2543-MOU 2544

The Bangkok Insight

อัพเดต 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • The Bangkok Insight

กมธ. วิสามัญฯ วฒิสภา เปิดรายงานข้อดีข้อเสียการยกเลิก MOU 2543 และ MOU 2544 เพื่อแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา สรุปเห็นควรยกเลิก

คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาข้อดีข้อเสียการยกเลิก MOU 2543 และ MOU 2544 เพื่อแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา วุฒิสภา เผยรายงานการพิจารณาศึกษา
เรื่อง ข้อดีข้อเสียการยกเลิก MOU 2543 และ MOU 2544 เพื่อแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา โดยมีรายละเอียดน่าสนใจ ดังนี้

MOU 2543 และ MOU 2544

MOU 2543

เขตแดนทางบกไทย-กัมพูชามีความยาวประมาณ 798 กิโลเมตร ซึ่งถูกกำหนดตามหนังสือสัญญาระหว่างกรุงสยามกับกรุงฝรั่งเศสซึ่งได้ลงชื่อกันที่กรุงปรารีส ณ วันที่ 11 ก.พ. รัตนโกสินทรศก 122 หรือเรียกว่า อนุสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส ค.ศ. 1904 และสนธิสัญญาระหว่างพระเจ้าแผ่นดินสยามกับประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศส ฉบับลงนาม ณ กรุงเทพมหานคร วันที่ 23 มีนาคม รัตนโกสินทรศก 125 หรือเรียกว่า สนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส ค.ศ. 1907 โดยในขณะนั้นกัมพูชาอยูู่ภายใต้การปกครองของฝรั่งเศส และเป็นส่วนหนึ่งของอาณานิคมอินโดจีน คณะกรรมการปักปันเขตแดนสยาม - อินโดจีน ตามหนังสือสัญญาทั้งสองฉบับได้ปักปันเขตแดนเสร็จสิ้นไปแล้วในสมัยรัชกาลที่ 5

แต่ต่อมาเพื่อให้เกิดความชัดเจนเรื่องเขตแดนไทย-กัมพูชามากยิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยลดความขัดแย้งตามแนวชายแดนที่เกิดจากปัญหาเขตแดน ไทยและกัมพูชา จึงได้จัดทำ บันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา ว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก โดยลงนามรับรองเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2543 ซึ่งเรียกโดยย่อว่า MOU 2543

หลังการจัดทำ MOU 2543 แล้ว ไทยและกัมพูชายังมีความขัดแย้งเรื่องเขตแดนจนถึง
ขั้นสู้รบกันหลายครั้ง อีกทั้งการดำเนินการตาม MOU 2543 มีความคืบหน้าน้อยมากแม้เวลาผ่านมาแล้วเกือบ 26 ปี และปัจจุบันได้มีความขัดแย้งทางความคิดในสังคมไทยว่าควรคงไว้หรือควรยกเลิก MOU 2543

คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาข้อดีข้อเสียการยกเลิก MOU 2543 และ MOU 2544 เพื่อแก้ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา วุฒิสภา จึงได้ดำเนินการศึกษาเรื่องดังกล่าว และได้มีมติเป็นเอกฉันท์เห็นควรให้ยกเลิก MOU 2543 ด้วยเหตุผลที่สำคัญ 6
ประการ ดังนี้

ประการที่ 1 ข้อกำหนด ข้อ 1 (ค) ข้อ 2 ข้อ 5 และข้อ 8 ของ MOU 2543 ทำให้เกิด
ปัญหาเกี่ยวกับเขตแดนไทย-กัมพูชา เนื่องจาก ข้อ 1 (ค) กำหนดให้ใช้ แผนที่ ที่จัดทำขึ้นตามผลงานของคณะกรรมการปักปันเขตแดนสยาม-อินโดจีน ทั้งที่คณะกรรมการฝ่ายสยามในสมัยนั้นไม่เคยลงนามรับรองแผนที่ดังกล่าวตามที่ทั้งสองฝ่ายได้ตกลงเงื่อนไขในการรับรองแผนที่ไว้ รวมทั้งขัดแย้งกับจุดยืนของประเทศไทยที่แสดงมาโดยตลอด

ข้อ 2 ไม่ได้กำหนดให้ JBC มีอำนาจหน้าที่ในการแก้ไขปัญหาในกรณีที่มีการละเมิด MOU 2543 ที่เกี่ยวกับการรุกล้ำเขตแดนหรือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิประเทศของพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา

ข้อ 5 กำหนดให้งดเว้นการดำเนินการใด ๆ ที่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมของพื้นที่ชายแดนเฉพาะกับหน่วยงานของรัฐบาลกับเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานเหล่านั้นของทั้งสองฝ่ายเท่านั้น ซึ่งไม่ครอบคลุมถึงประชาชนทั้งสองฝ่าย นอกจากนี้ ยังใช้คำว่า พื้นที่ชายแดน ซึ่งมีความหมายกว้างและไม่มีขอบเขตที่ชัดเจน

ข้อ 8 กำหนดให้ระงับข้อพิพาทใด ๆ โดยสันติวิธีด้วยการปรึกษาหารือและการเจรจาที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ฝ่ายกัมพูชาได้ใช้ประชาชนของฝ่ายตนในการรุกคืบเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมของพื้นที่ชายแดน ซึ่งเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยได้หารือและเจรจารวมทั้งยื่นหนังสือประท้วงไปยังเจ้าหน้าที่ฝ่ายกัมพูชาไปแล้วหลายร้อยครั้ง แต่ไม่บังเกิดผลให้ฝ่ายกัมพูชาหยุดพฤติกรรมดังกล่าว จึงเป็นที่ชัดเจนว่า การใช้การปรึกษาหารือและเจรจาอย่างสันติวิธีกับฝ่ายกัมพูชาไม่ได้ผล

ประการที่ 2 MOU 2543 เป็นสนธิสัญญาที่มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยที่คณะรัฐมนตรีไม่ได้มีมติเห็นชอบแต่มีมติเพียงรับทราบก่อนการไปลงนามรับรอง MOU 2543 และตามที่กล่าวแล้วในประการที่ 1 ที่เกี่ยวกับแผนที่ที่จัดทำขึ้นตามผลงานของคณะกรรมการปักปันเขตแดนสยาม-อินโดจีน จึงส่งผลให้ MOU 2543 อาจเป็นหนังสือสัญญาที่มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทยหรือเขตอำนาจแห่งรัฐ แต่ไม่ได้เสนอให้รัฐสภาให้ความเห็นชอบตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 มาตรา 224

ประการที่ 3 แผนที่แสดงเส้นเขตแดนทางบกไทย-กัมพูชาที่จัดทำขึ้นตาม MOU 2543
จะไม่ได้รับการรับรองเนื่องจากบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา ค.ศ. 1993 ในมาตรา 2 ได้กำหนดให้เขตแดนของกัมพูชาต้องเป็นไปตามแผนที่มาตราส่วน 1 : 100,000 ซึ่งแปลงมาจากแผนที่มาตราส่วน 1 : 200,000 แต่ตามข้อเท็จจริงแล้วแผนที่มาตราส่วน 1 : 200,000 อย่างเช่น ตอนดงรัก มีความผิดพลาดเป็นอย่างมากจากเส้นสันปันน้ำจริงซึ่งเป็นเส้นเขตแดนไทย-กัมพูชาที่กำหนดตามอนุสัญญาสยาม - ฝรั่งเศส ค.ศ. 1904

ดังนั้น หากแผนที่ที่จัดทำขึ้นตาม MOU 2543 มีส่วนของเส้นเขตแดนไทย-กัมพูชาที่เป็นไปตามเส้นสันปันน้ำจริง ที่ได้จากการสำรวจตามสภาพจริงตามธรรมชาติ แผนที่ส่วนนั้นย่อมไม่สอดคล้องกับแผนที่ มาตราส่วน 1 : 100,000 ฝ่ายกัมพูชาคงไม่รับรอง ในทางกลับกัน หากแผนที่ที่จัดทำขึ้นตาม MOU 2543 มีส่วนของเส้นเขตแดนไทย-กัมพูชา ที่ไม่เป็นไปตามเส้นสันปันน้ำจริง แต่ไปยึดถือเส้นเขตแดนตามแผนที่มาตราส่วน 1 : 200,000 ฝ่ายไทยคงไม่รับรองเช่นกัน เพราะไม่เป็นไปตามอนุสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส ค.ศ. 1904 และสนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส ค.ศ. 1907 สรุปแล้วแผนที่ที่จัดขึ้นทำตาม MOU 2543 เมื่อเสร็จแล้ว จะไม่ได้รับการรับรองจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอย่างแน่นอน

ประการที่ 4 การดำเนินการตาม MOU 2543 มีความคืบหน้าน้อยมากแม้เวลาได้ผ่านไปแล้วเกือบ 26 ปี ซึ่งปัจจุบันการดำเนินการยังอยู่ในขั้นตอนที่ 1 จากทั้งหมด 5 ขั้นตอน ตามที่กำหนดใน TOR 2546 โดยทั้งสองฝ่ายตกลงที่ตั้งหลักเขตแดนได้เพียง 45 หลักจากทั้งหมด 74 หลัก (รวมหลักเขตย่อย 22B) จึงมีความคืบหน้าเพียงราว 60% ของขั้นตอนที่ 1 เท่านั้น

ประการที่ 5 หลังการปะทะใหญ่ระหว่างไทยกับกัมพูชา 2 ครั้งล่าสุด ในปี 2567 เหตุการณ์ชายแดนไทย3กัมพูชา ได้เปลี่ยนแปลงไปโดยพื้นฐานอย่างสิ้นเชิง กรอบเจรจาตาม MOU 2543 ไม่อาจนำมาใช้ได้ทั้งหมดแล้ว ไทยและกัมพูชาต้องยึดถือตามข้อ 2 ของแถลงการณ์ร่วม (Joint Statement) ของการประชุมสมัยพิเศษครั้งที่ 3 ของคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (General Border Committee : GBC) ไทย-กัมพูชา เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 ที่กำหนดว่า ทั้งสองฝ่ายตกลงให้คงการวางกำลังที่มีอยู่ในพื้นที่ในปัจจุบัน โดยไม่มีการเคลื่อนย้ายเพิ่มเติม และจะไม่มีการเคลื่อนย้ายกำลัง รวมทั้งการลาดตระเวนตรงไปยังที่ตั้งของฝ่ายตรงข้าม จนกว่าทั้งสองฝ่ายจะสามารถตกลงเรื่องเขตแดนได้เสร็จสิ้นสมบูรณ์

ประการที่ 6 กัมพูชามีพฤติกรรมที่ละเมิดและไม่รักษาสัญญา รวมทั้งมีการยั่วยุเพื่อให้เกิด
เหตุการณ์ที่ฝ่ายตนสามารถนำไปใช้ประโยชน์และสร้างข่าวปลอมได้ การทำข้อตกลงใด ๆ กับกัมพูชา จึงต้องมีความรอบคอบและรัดกุมมากกว่าการทำข้อตกลงกับประเทศอื่นทั่วไป ทั้งนี้ MOU 2543 เป็นข้อตกลงที่ยังไม่มีความรอบคอบและรัดกุมเพียงพอที่จะรับมือกับพฤติกรรมดังกล่าวของกัมพูชาได้

ถึงแม้ MOU 2543 ไม่มีข้อกำหนดในการยกเลิก แต่เนื่องจากกัมพูชาได้ละเมิดข้อ 5
และข้อ 8 ของ MOU 2543 อย่างร้ายแรง ทั้งในเรื่องการสร้างอาคารสูงจำนวนมากบริเวณพื้นที่ชายแดน และเรื่องการวางทุนระเบิดทำร้ายทหารไทยและการใช้อาวุธสงครามทำร้ายประชาชนไทยบริเวณชายแดน ตามอนุสัญญาเวียนนาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา ค.ศ. 1969 (Vienna Convention on the Law of Treaties : VCLT) ข้อ 60 (1) ไทยจึงสามารถยกเลิก MOU 2543 ฝ่ายเดียวได้ แต่ต้องแจ้งให้กัมพูชาทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 3 เดือนตาม VCLT ข้อ 65 (2)

MOU 2544

MOU 2544 จะมีอายุครบ 25 ปี ใน พ.ศ. 2569 ปัจจุบันสถานะของ MOU 2544
ยังไม่มีผลการเจรจาใด ๆ ออกมาอย่างเป็นรูปธรรม

ในสถานการณ์ปัจจุบัน MOU 2544 ส่งผลต่อความรู้สึกของประชาชนไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ยิ่งส่งผลต่อบรรยากาศที่ไม่ได้มีการเจรจาระหว่างกันอยู่เดิม ให้มีความสลับซับซ้อนมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม การยกเลิก MOU 2544 จึงดูจะเป็นความประสงค์ของประชาชนโดยส่วนใหญ่ แม้จะมีหรือไม่มี MOU 2544 การกำหนดเขตทางทะเลระหว่างรัฐก็จะยังคงอยู่บนพื้นฐานแห่งความเที่ยงธรรม ภายใต้สภาวะแวดล้อมทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ที่สัมพันธ์กับเวลา ย่อมส่งผลต่อการเจรจาเป็นอย่างยิ่ง

ผลการศึกษาของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาข้อดีข้อเสียการยกเลิก MOU 2543
และ MOU 2544 เพื่อแก้ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา วุฒิสภา ได้มีมติเป็นเอกฉันท์เห็นควรให้ยกเลิก MOU 2544 โดยเหตุผลในการเสนอยกเลิก MOU 2544 มีดังนี้

ประการที่ 1 เส้นเขตไหล่ทวีป พ.ศ. 2515 ของราชอาณาจักรกัมพูชาเป็นการละเมิด
อธิปไตยและสิทธิอธิปไตยของไทยซึ่งเป็นที่ประจักษ์ชัดเจนจากการกำหนดเส้นไหล่ทวีปให้พาดผ่านเกาะกูดของไทย โดยปราศจากพื้นทางกฎหมายระหว่างประเทศใด ๆ รองรับ

ประการที่ 2 ราชอาณาจักรกัมพูชาแสดงเจตนารมณ์อันชัดแจ้งว่าจะไม่ปฏิบัติตาม
MOU 2544 โดยการมุ่งเน้นการจัดทำพื้นที่พัฒนาร่วมเพียงอย่างเดียว และละเลยการปรับเส้นไหล่ทวีปที่พาดผ่านเกาะกูด เนื่องจากกัมพูชาทราบดีว่า การปรับเส้นดังกล่าวจะส่งกระทบต่อการเมืองภายในประเทศอย่างแน่นอน

ประการที่ 3 ไม่ปรากฏความคืบหน้าในการเจรจาแบ่งเขตแดนทางทะเลตลอดระยะเวลา
อันยาวนาน ซึ่งแสดงให้เห็นว่า MOU 2544 มิใช่เครื่องมือในการเจรจาที่มีประสิทธิภาพ จึงควรต้องแสวงหาแนวทางใหม่อื่น ๆ ในการเจรจา

ประการที่ 4 กัมพูชายังคงอ้างอธิปไตยเหนือเกาะกูดด้วยการเบีjยงเบนสนธิสัญญาสยาม - ฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 23 มีนาคม ค.ศ. 1907 ว่าเส้นอ้างอิงตำแหน่งจุดสิ้นสุดเขตแดนทางบกคือ เส้นเขตแดนทางทะเล แต่สนธิสัญญามิได้กำหนดเขตแดนทางทะเลไว้แต่อย่างใด

ประการที่ 5 MOU 2544 ไม่สามารถนำไปสู่ผลสัมฤทธิ์ได้ เนื่องจากสาระสำคัญของ MOU 2544 ได้ผูกเรื่องการแบ่งเขตและการแสวงประโยชน์ร่วม ที่มีเนื้อหาและวิธีการในการหาข้อยุติแตกต่างกันไว้ด้วยกันอย่างแบ่งแยกไม่ได้ และที่สำคัญจุดยืนของไทยและกัมพูชาแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

ประการที่ 6 MOU 2544 พ้นลักษณะของข้อตกลงชั่วคราวไปแล้ว เนื่องจากระยะเวลา
ที่ยาวนานเมื่อเปรียบเทียบกับความตกลงเกี่ยวกับพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลกับเพื่อนบ้านอื่น ๆ เช่น ประเทศมาเลเซีย อีกทั้ง MOU 2544 ได้กลายสภาพเป็นทางตัน เนื่องจากมิได้กำหนดกรอบระยะเวลาในการดำเนินงาน และแนวทางใด ๆ ในการดำเนินการหากมิสามารถหาข้อยุติได้ในเวลาอันสมควร

ประการที่ 7 ปัจจัยสภาวะแวดล้อมทางการเมือง สังคม การขาดความจริงใจจากฝั่งกัมพูชาทีjส่งผลกระทบทางลบและไม่เอื้ออำนวยต่อบรรยากาศในการเจรจา ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศนับว่ามีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งต่อการเจรจา ดังจะเห็นได้จากการบรรลุข้อตกลงในการหาข้อยุติร่วมกันเกี่ยวกับปัญหาพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลระหว่างไทยและเวียดนาม แม้ว่าแต่ละฝ่ายจะได้พื้นที่ทางทะเลต่างกัน แต่ก็สามารถเจรจาร่วมกันจนบรรลุผลแห่งความเที่ยงธรรมที่ทั้งไทยและเวียดนามยอมรับร่วมกัน เป็นไปตามเจตนารมณ์ของ UNCLOS หรือกรณีระหว่างไทยและมาเลเซีย ที่ไม่ปล่อยให้ความขัดแย้งมาเป็นอุปสรรคในการแสวงประโยชน์ร่วมกันอย่างเท่าเทียมในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลที่แม้จะมีความเห็นต่าง แต่ก็อยู่บนพื้นฐานของกฎหมายทะเล

ในขณะที่ฝ่ายกัมพูชามีเจตนาที่จะอ้างสิทธิในไหล่ทวีปใหญ่เกินจากความเป็นจริง แสดงให้เห็นถึงพฤติกรรมและเจตนาที่ไม่ส่งเสริมบรรยากาศในการเจรจาแม้แต่น้อย

เมื่อพิจารณาปัจจัยสภาวะแวดล้อมต่าง ๆ เช่น ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชา
ในขณะที่ลงนามร่วมกัน เมื่อ 18 มิถุนายน 2544 แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงเมื่อเปรียบเทียบกับในขณะนี้ สถานการณ์ด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีความสำคัญขึ้นอย่างมีนัยยะที้ต้องพิจารณาเป็นพิเศษ ข้อจำกัดด้านพลังงานที่เป็นแรงกดดันจากสภาวะสงครามในตะวันออกกลาง เป็นเหตุให้ต้องมีการยกเลิกบันทึกความเข้าใจ พ.ศ. 2544 เพื่อแสวงหาข้อตกลงชั่วคราวรูปแบบใหม่ที่มีความเป็นไปได้สูงกว่า และสามารถนำไปสู่ความคืบหน้าได้อย่างแท้จริง จะเป็นแนวทางที่สมควรในอันที่จะผ่าทางตัน และบรรลุเป้าหมายในการแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการวิสามัญได้มีข้อเสนอแนะเพิ่มเติมกรณีที่มีการยกเลิก MOU 2543
และ MOU 2544 ดังนี้

1. การยกเลิก MOU 2543 และ MOU 2544 ต้องดำเนินการให้ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ
แห่งราชอาณาจักรไทยและกฎหมายภายในที่เกี่ยวข้อง ขณะเดียวกันให้ดำเนินการตาม VCLT และกฎหมายระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง

2. ทั้งสองฝ่ายควรกลับไปใช้กลไกทวิภาคี ที่มีมาแต่เดิม อันได้แก่ JBC GBC และ RBC
ในส่วนของ MOU 2543 และ JTC ในส่วนของ MOU 2544 ที่ได้ประชุมร่วมกันก่อนมี
MOU 2543 และ MOU 2544 ตามลำดับ โดยยึดถือกรอบการเจรจาเขตแดนทางบก
อันได้แก่ สนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส และทางทะเล อันได้แก่ กฎหมายระหว่างประเทศ
ที่เกี่ยวกับกฎหมายทะเล ซึ่งเป็นพื้นฐานในการเจรจาร่วมกันต่อไป

3. ควรกำหนดเป็นท่าทีของฝ่ายไทยให้ชัดเจนและเป็นทางการว่า การดำเนินการต่าง ๆ
ตาม Joint Statement เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 ซึ่งถือเป็นข้อตกลงหยุดยิง (Ceasefire Agreement) ระหว่างไทย - กัมพูชา และการปิดด่านพรมแดนของไทย จะยังคงอยู่ต่อไป จนกว่าการเจรจาทั้งเขตแดนทางบกและเขตแดนทางทะเลระหว่างไทยกับกัมพูชาจะแล้วเสร็จสมบูรณ์

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ติดตามเราได้ที่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...