โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

พระเอกาทศรถปูนบำเหน็จอะไรทหาร-พลเรือน หลังศึกยุทธหัตถี พ.ศ. 2135

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 6 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 6 ชั่วโมงที่ผ่านมา
จิตรกรรมโคลงภาพพระราชพงศาวดารตอน “สงครามยุทธหัตถีระหว่างสมเด็จพระนเรศวรมหาราชกับสมเด็จพระมหาอุปราชา” เขียนโดย หลวงพิศณุกรรม (เล็ก) ในสมัยรัชกาลที่ 5 (ภาพจากหนังสือ “จิตรกรรมและประติมากรรมแบบตะวันตกในราชสำนัก เล่ม 2”)

ในศึกยุทธหัตถีเมื่อ พ.ศ. 2135 เหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์ชาติสยาม ที่สมเด็จพระนเรศทรงมีชัยชนะเหนือพระมหาอุปราชาแห่งกรุงหงสาวดี ในคราวเดียวกันนั้น สมเด็จพระเอกาทศรถเองก็ทรงชนช้างกับเจ้าเมืองจาปะโร และฟันเจ้าเมืองจาปะโรสิ้นชีพบนคอช้างเช่นกัน

เนื่องจากในการยุทธครั้งนั้น ทหารและพลเรือนฝ่ายกรุงศรีอยุธยาได้เสียสละชีวิต บาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมาก จนฝ่ายอยุธยาได้รับชัยชนะ พระบาทสมเด็จพระเอกาทศรถจึงมีพระบรมราชโองการ ให้ปูนบำเหน็จแก่ทหารและพลเรือน ตามที่ลงประกาศใน พระอัยการกระบดศึกดังนี้ [เว้นวรรคคำ และปรับย่อหน้าใหม่โดยกองบรรณาธิการศิลปวัฒนธรรม]

“ศุภมัศดุศักราช ๙๕๕ (พ.ศ. 2136) พยัฆสังวัจฉระ มาฆมาศกาลปักษย เอกาทัศมีดฤษถีคุรุวารกาลบริเฉทกำหนด พระบาทสมเดจ์เอกาทธรฐ อิศรวรบรมนารถบรมพิตรพระพุทธิเจ้าอยู่หัว เสดจ์ออกณพระธินั่งมงกุฎพิมาน สถานพิมุขไพชนมหาปราสาท มีพระราชโอการมาณพระบันทูลสุรสีหนาทดำรัสสั่งแก่พญาศรีธรรมาว่า

พระหลวงเมืองขุนหมื่นข้าทูลอองทุลีพระบาทฝ่ายทหาร ฝ่ายพลเรือน เกนเข้ากระบวนทับ ได้รบพุ่งด้วยสมเดจ์บรมบาทบงกชลักษณอัคบุรีโสดมบรมหน่อนรา เจ้าฟ้านเรศเชษฐาธิบดี มีไชยชำนะแก่มหาอุปราชา หน่อพระเจ้าไชยทศทิศเมืองหงษาวดีนั้น ฝ่ายทหาร ฝ่ายพลเรือน ล้มตายในการณรงค์สงครามเปนอันมาก แลรอดชีวิตรเข้ามาได้ก็เปนอันมากนั้น

ทรงพระกรรุณาพระราชทานปูนบำเหนจ์ แลซึ่งขุนหมื่นนายอากอน นายพาศรี แลนายหมวดข้าส่วยขึ้นณพระคลังหลวง แลส่วยสาอากอนติดค้างนั้น เข้าการณรงค์รบพุ่งล้มตายในที่รบเปนอันมาก จึ่งทรงพระกรุณาตรัสประภาศว่า มันทำการณรงค์สงครามมีบำเหนจ์ความชอบอยู่นั้น ถ้าแลหนี้สีนส่วยสาอากาอนขึ้นแก่พระคลังหลวง ติดค้างอยู่มากน้อยเท่าใดให้ยกไว้ มีลูกหลานให้รับราชการแทนเลี้ยงไว้สืบไป

ถ้าแลขุนหมื่นนายอากอน นายพาศรี นายข้าส่วย ซึ่งขึ้นพระคลังติดค้างอยู่ ก็ให้ยกเปนบำเหนจ์ผู้ตาย ในการณรงค์ผู้เปนเจ้าแล้ว อย่าให้บุตรภรรยาใช้หนี้เลย ถ้าแลมีพี่น้องลูกหลานให้เลี้ยงเปนข้าเฝ้า แลเลี้ยงไว้ในที่ทหารใช้ราชการสืบไป

อนึ่งผู้ใดมีน้ำใจจัดแจงแต่งลูกหลานพี่น้องอาสาเข้ากองทับได้รบพุ่งล้มตายในที่รบ ถ้าหาหนี้สีนณะพระคลังหลวงติดค้างมิได้ ให้พระราชทานบุตรภรรยาโดยพระราชกฤษฎีกา ถ้าหนี้สินพระคลังหลวงติดค้าง ก็ให้ยกพระราชทานให้แก่บุตรภรรยามิให้เอาเลย แลรอดคืนมาหาหนี้สินหลวงติดค้างมิได้นั้น ให้พระราชทานโดยพระราชกฤษฎีกาเลี้ยงไว้ในที่ทหาร”

จะเห็นว่า สิ่งที่ปูนบำเหน็จหลัก ๆ ให้แก่บรรดาพลทหาร-พลเรือน หรือผู้ที่ส่งลูกหลานมาร่วมทัพก็คือ ยกหนี้สิน ส่วย หรืออากรทั้งหมดที่ติดค้างพระคลังหลวง รวมถึงให้ชุบเลี้ยงบรรดาญาติพี่น้องและลูกหลาน ด้วยการให้เข้ารับรับราชการนั่นเอง

ส่วนเหตุผลที่ว่าทำไมสมเด็จพระเอกาทศรถจึงมีพระบรมราชโองการด้วยพระองค์เองใน พ.ศ. 2136 ซึ่งเป็นรัชสมัยของสมเด็จพระนเรศ ก็สันนิษฐานว่ามาจากการที่พระองค์ทรงออกว่าราชการช่วยแบ่งเบาพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระเชษฐา ในฐานะที่ทรงเสวยราชสมบัติคู่กับสมเด็จพระนเรศนั่นเอง

เหล่านี้คือพระบรมราชโองการที่สมเด็จพระเอกาทศรถปูนบำเหน็จให้แก่ทหารและพลเรือน ลงประกาศในพระพระไอยการกระบดศึก ซึ่งก็เป็นอีกหลักฐานที่ยืนยันถึงการเกิดศึกยุทธหัตถีด้วย

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

พระไอยการกระบดศึก ม. 68 ใน ประมวลกฎหมาย รัชกาลที่ 1 จุลศักราช 1166 พิมพ์ตามฉะบับตรา 3 ดวง เล่ม 2. มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง. พ.ศ. 2529.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 23 เมษายน 2569

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : พระเอกาทศรถปูนบำเหน็จอะไรทหาร-พลเรือน หลังศึกยุทธหัตถี พ.ศ. 2135

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...