หมี่เป่า ยอดหมอดูตัวน้อย ขอพลิกชะตาตระกูล
ข้อมูลเบื้องต้น
หมี่เป่า ยอดหมอดูตัวน้อย ขอพลิกชะตาตระกูล
爸爸嫁入豪门,小奶包抱紧金饭碗
** ลิขสิทธิ์ถูกต้องภายใต้บริษัทเอ็นจอยบุ๊คจำกัด **
ได้รับลิขสิทธิ์ออนไลน์ (Digital license) สำหรับแปลขายลงบนเว็บไซต์ได้อย่างถูกลิขสิทธิ์ 100%
สงวนลิขสิทธิ์
ผู้แต่ง : 金糕 ผู้แปล : ทีมงาน Enjoybook
เรื่องย่อ
หมี่เป่า เด็กสาวที่เกือบเอาชีวิตไม่รอด แต่กลับได้พบอาจารย์ลึกลับในยมโลก ผู้ถ่ายทอดวิชาดูดวงและมอบพลังพิเศษมากมายให้เธอ ในแต่ละวันชีวิตของเธอผ่านไปอย่างเรียบง่าย แต่อะไรนะ! คุณพ่อที่เป็นรปภ. กำลังจะแต่งเข้าตระกูลต้วน ตระกูลมหาเศรษฐีชื่อดัง เอ๊ะ! ฟังดูเหมือนโชคหล่นทับจริง ๆ เพราะหมี่เป่าตั้งใจจะใช้ชีวิตแบบ “เกาะเขากิน” ไปวัน ๆ อย่างสบายใจ
แต่เพียงแค่เปิดดวงครอบครัว เธอก็ถึงกับช็อก เพราะเธอมองเห็นอนาคตว่า…ภายในหนึ่งปี ตระกูลมหาเศรษฐีกำลังจะล้มละลาย!
พี่ชายคนโต (ตำรวจ): กำลังจะถูกลอบสังหาร
พี่ชายคนรอง (หมอ): จะถูกใส่ร้ายจนกลายเป็นฆาตกรเพชฌฆาต
พี่สาวคนสาม (ประธานบริษัท): จะโดนผู้ชายหลอกจนหมดตัว
พี่ชายคนสี่ (ซุปตาร์): จะถูกขโมยโชคชะตาจนต้องไปสีซอขอทาน
เมื่อฝันที่จะกินข้าวนิ่ม ๆ สบาย ๆ กำลังจะสลาย หมี่เป่าจึงต้องปัดฝุ่นวิชาดูดวงเปิดแผงพยากรณ์กู้ชีพ จนเศรษฐีและซุปตาร์ต้องมาต่อแถวรอ!
บทที่ 1 ข้าวอ่อนที่เพิ่งได้มา กำลังจะโบยบินไปเสียแล้ว
บทที่ 1 ข้าวอ่อนที่เพิ่งได้มา กำลังจะโบยบินไปเสียแล้ว
ณ สนามหญ้ากว้างเกือบพันตารางเมตรตระกูลต้วนในเมืองอวิ๋นเฉิง
มวลบุปผากำลังเบ่งบาน แขกเหรื่อผู้มีเกียรติเต็มนั่งอยู่เต็มงาน บรรยากาศอบอวลไปด้วยความปีติยินดี
แต่ว่าหมี่เป่า กลับนั่งเท้าคางทำหน้ากลุ้มใจ เมื่อนึกถึงความฝันเมื่อคืนนี้ คิ้วเล็ก ๆ ของเธอก็ยิ่งขมวดมุ่นเข้าหากันมากขึ้น
อาหวังที่เป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยเฝ้าประตูอยู่กับคุณพ่อ เคยพูดไว้อย่างอิจฉาเมื่อวานนี้ว่า
‘คุณพ่อได้แต่งเข้าตระกูลต้วนที่เป็นถึงมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของเมืองอวิ๋นเฉิง ต่อไปคุณพ่อก็จะได้กินข้าวอ่อน *[1] แล้วอยู่อย่างสุขสบายโดยไม่ต้องลำบากแล้ว’
แต่เธอกลับฝันเห็นคนตระกูลต้วนทั้งบ้านถูกไล่ออกจากคฤหาสน์ ต้องร่อนเร่ไปตามท้องถนน ขอทานประทังชีวิตไปวัน ๆ ช่างน่าเวทนายิ่งนัก!
ข้าวอ่อนอะไรกันล่ะ ต่อไปเธอเห็นทีจะไม่มีข้าวให้กินเสียมากกว่าน่ะสิ!
หมี่เป่าถอนหายใจด้วยความรันทด มือเล็ก ๆ อวบอ้วนถูใบหน้าตัวเองจนกลุ้มใจไปหมด
ครู่ต่อมา เธอก็ร้อง "อ้ามมม" แล้วก้มหน้าก้มตากินเค้กต่อทันที
ช่างมันเถอะ ได้กินเค้กอีกคำก็ถือว่ากำไรแล้ว
โธ่เอ๋ย เค้กอร่อย ๆ แบบนี้ ต่อไปคงไม่มีโอกาสได้กินอีกแล้วล่ะ
ยิ่งคิดหมี่เป่าก็ยิ่งเศร้า หยาดน้ำตาเม็ดน้อย ๆ เริ่มคลอ ใบหน้าเล็ก ๆ แทบจะฝังจมลงไปในกองเค้ก
ตอนนั้นเอง จู่ ๆ ก็มีเสียงหัวเราะดังขึ้นข้างหู เธอหันไปมองด้วยความสงสัย แล้วก็ได้พบกับใบหน้าอันหล่อเหลาที่ดูเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ
ต้วนเจ๋อกำลังมองดูเด็กหญิงในชุดกระโปรงฟูฟ่อง ที่มัดผมจุกเล็ก ๆ สองข้าง ตรงเอวมีขวดนมห้อยอยู่ ดวงตากลมโตดำขลับจ้องมองเขา ใบหน้าครึ่งหนึ่งเปื้อนไปด้วยครีม แก้มยุ้ย ๆ นั้นขยับเขยื้อนยามเคี้ยวตุ้ย ๆ ดูไปแล้วเหมือนหนูแฮมสเตอร์ตัวน้อยที่แอบขโมยของกินไม่มีผิด ช่างดูซื่อบื้อจริง ๆ
อารมณ์หงุดหงิดที่มีอยู่ก่อนหน้าหายเป็นปลิดทิ้ง เขานึกสนุกจึงทรุดตัวลงนั่งข้าง ๆ หมี่เป่าพลางจ้องมองแก้มยุ้ย ๆ ของเธอ จนนิ้วมือของเขาเริ่มอยู่ไม่สุข
อยากหยิกจัง…
"เด็กน้อย เธอเป็นลูกหลานบ้าน…"
ยังไม่ทันถามจบ เสียงของพิธีกรบนเวทีก็ดังขึ้น "ขอเชิญเจ้าบ่าวเจ้าสาวแลกเปลี่ยนแหวนกันครับ"
งานของเธอมาแล้ว!
หมี่เป่าตาโตขึ้ามาทันที เธอจ้องมองเค้กที่กินค้างอยู่ในมืออย่างลังเล ถ้าวางไว้ตรงนี้จะโดนใครแอบกินไหมนะ?
แต่คุณพ่อกับคุณแม่คนใหม่กำลังรอให้เธอไปส่งแหวนอยู่นี่นา…
คิ้วเล็ก ๆ ของหมี่เป่าขมวดเข้าหากันด้วยความลำบากใจ พอเห็นต้วนเจ๋อที่อยู่ตรงหน้า ดวงตาก็พลันเป็นประกายขึ้นมอ เธอรีบยัดเค้กใส่มือเขาแล้วพูดด้วยเสียงนุ่มนิ่มว่า "พี่ชายคะ ช่วยถือเค้กให้หนูหน่อยค่ะ!"
พูดจบเธอก็วิ่งปรู๊ดหายไปทันที
ต้วนเจ๋อมองเค้กที่ถูกกัดจนแหว่งวิ่นในมืออย่างงุนงง ไม่นาน เขาก็เห็นเจ้าเด็กตัวเล็กขาสั้นวิ่งเตาะแตะขึ้นไปบนเวที หยิบแหวนออกมา
พอเธอตะโกนเรียกผู้ชายจอมเจ้าเล่ห์คนนั้นว่า "คุณพ่อ" เท่านั้นแหละ ใบหน้าของเขาก็พลันมืดครึ้มลงทันที
ผู้จัดการส่วนตัว ที่อยู่ข้างเขาถึงกับตาค้าง "นี่น่ะเหรอลูกติดที่พ่อเลี้ยงของนายพามาด้วย…"
เมื่อหมี่เป่าส่งแหวนเสร็จและลงจากเวทีมาก็ไม่พบต้วนเจ๋อเสียแล้ว ร่างกลม ๆ ของเธอวิ่งลัดเลาะฝ่าฝูงชน จนในที่สุดก็พบเขาอยู่ที่สวนหลังบ้าน
ในมือเขามีบุหรี่ ใบหน้าหล่อเหลาเต็มไปด้วยความรำคาญใจดูดุร้ายไม่น้อย ส่วนเค้กชิ้นเล็กของเธอนั้นถูกวางทิ้งไว้อย่างไม่ใส่ใจอยู่บนก้อนหินข้าง ๆ
"พี่ชาย!" หมี่เป่าร้องเรียกด้วยความดีใจ มืออ้วนป้อมปาดเหงื่อบนหน้าผาก แล้วกางแขนที่เป็นปล้องเหมือนรากบัววิ่งเข้าไปหาเขา
"ใครเป็นพี่ชายเธอ" ต้วนเจ๋อมองเธอด้วยความโกรธระคนอาย เมื่อนึกขึ้นได้ว่าเมื่อครู่เขาแอบคิดว่าเธอน่ารัก ก็รู้สึกเหมือนตัวเองถูกหลอก
หมี่เป่าชะงักฝีเท้า ยืนนิ่งอยู่กับที่ เธอขยับนิ้วมือไปมาอย่างทำตัวไม่ถูกและรู้สึกน้อยใจ "พี่ชายคะ?"
ใบหน้าเล็ก ๆ เต็มไปด้วยความไร้เดียงสาและไม่เข้าใจ ดวงตากลมโตของเธอกำลังมองเขาอย่างเจ็บปวดจนต้วนเจ๋อเริ่มรู้สึกผิดในใจ
เขาสะบัดหน้าหนีไม่มองเธอ พลางพ่นควันบุหรี่ออกมาแล้วพูดเสียงเย็น "ไปให้พ้น อย่ามายุ่งกับฉัน"
หมี่เป่ามองเขา แล้วจู่ ๆ เธอก็หันหลังวิ่งหนีไป
นิ้วมือของต้วนเจ๋อชะงักไปครู่หนึ่ง คิ้วขมวดมุ่น ก่อนจะแค่นหัวเราะ "น่ารำคาญเหมือนไอ้จอมเจ้าเล่ห์นั่นไม่มีผิด!"
แต่ไม่รู้ทำไม ในใจเขากลับยิ่งหงุดหงิดกว่าเดิม
ทันใดนั้นเอง หมี่เป่าก็วิ่งกลับมาอีกครั้ง มือเล็ก ๆ สองข้างประคองเค้กชิ้นหนึ่งไว้อย่างระมัดระวัง เธอวิ่งมาตรงหน้าเขา เขย่งเท้าสุดแรงเพื่อยื่นเค้กให้
"พี่ชายกินนะคะ กินเค้กหวาน ๆ แล้วจะได้มีความสุขไง"
ทุกครั้งที่เธอไม่สบายใจ คุณพ่อก็มักจะปลอบเธอแบบนี้เสมอ
แม้ว่าส่วนใหญ่จะทำได้แค่เพียงอุ้มเธอไปยืนหน้าร้านเค้ก แล้วมองดูเค้กชิ้นเล็ก ๆ ที่โชว์อยู่ในตู้กระจกก็ตาม
ได้แค่มอง… แต่ไม่มีเงินซื้อ
ต้วนเจ๋อไม่คาดคิดว่าเธอจะพูดแบบนี้ พอเขาก้มลงก็สบประสานกับดวงตาเป็นประกายของเด็กหญิงตัวน้อยที่มองมาที่เขาเพียงคนเดียว
หัวใจของเขาสั่นไหววูบหนึ่ง แล้วเผลอรับเค้กมาโดยสัญชาตญาณ
พอตั้งสติได้ เขาก็รู้สึกขัดใจตัวเอง ทำไมถึงใจอ่อนง่ายขนาดนี้เนี่ย
แต่หมี่เป่ากลับยิ้มให้เขาจนเห็นฟันซี่เล็ก ๆ เธอหยิบเค้กชิ้นที่กินค้างไว้ขึ้นมา แล้วจูงมือเขาให้นั่งลงบนพื้นด้วยกัน
ตอนแรกต้วนเจ๋อไม่อยากนั่ง แต่ยัยเด็กคนนี้ไม่รู้ไปเอาแรงมาจากไหน ดึงเขาจนเสียหลักต้องทรุดตัวลงนั่งข้าง ๆ เธอจนได้
เขาประหลาดใจเป็นอย่างมาก และจังหวะนั้นเองก็เห็นผู้จัดการส่วนตัวขยิบตาให้เขาอย่างล้อเลียน
ไหนบอกไม่ชอบเด็กคนนี้ไง ดูสิ ให้ความร่วมมือดีเชียวนะ
ไม่ใช่โว้ยยย ไม่ได้อยากนั่งเลยสักนิด!
ต้วนเจ๋ออยากจะอธิบายแทบขาดใจ แต่ผู้จัดการกลับพยักหน้าให้เชิงว่า "ฉันเข้าใจ"
ต่อไปก็เป็นพี่น้องกัน เป็นครอบครัวเดียวกันแล้ว ปกติหน่า
ต้วนเจ๋อหน้าดำคร่ำเครียด เข้าใจบ้านนายดิ!
เขามองเด็กน้อยที่ทำให้เขาเสียหน้าอย่างหงุดหงิด แล้วเผลอแยกเขี้ยวใส่เธออีกรอบ
เมื่อรู้สึกถึงสายตาของเขา หมี่เป่าที่จ้องเค้กในมือต้วนเจ๋อพลางซับน้ำลายก็รีบเร่ง "พี่ชายกินสิคะ อย่าให้เสียของสิ ต่อไปจะไม่มีเค้กอร่อย ๆ แบบนี้ให้กินแล้วนะ"
ได้ยินดังนั้น ต้วนเจ๋อก็แค่นหัวเราะ "อะไร? มีพวกเธอเข้ามา ต่อไปฉันต้องกินแกลบกินรำแทนหรือไง?"
หมี่เป่าทำหน้าเบื่อหน่าย นึกถึงภาพในฝันที่เขาวางชามแตก ๆ ถือซอเอ้อหูขอกินอยู่ริมถนน แล้วตอบอย่างจริงจังว่า "พี่ชายคิดมากไปแล้วค่ะ พี่ไม่ได้กินแกลบหรอก ต่อไปพี่จะได้กินแต่หมั่นโถวบูดต่างหากล่ะคะ"
ต้วนเจ๋อ "…"
ยัยเด็กบ้า กล้าแช่งเขาเหรอเนี่ย!
เขาซัดเค้กเข้าปากด้วยความฉุนเฉียว กินไม่กี่คำก็หมด จากนั้นก็ลุกขึ้นเดินหนีไปทันที
แต่ว่าหมี่เป่ากลับวิ่งเตาะแตะตามหลังไปติด ๆ ไล่ยังไงก็ไม่ไป จนเขาต้องหันมาทำหน้ายักษ์ใส่ "เธอจะตามฉันทำไมเนี่ย"
หมี่เป่าโบกมือหย็อย ๆ "พี่ชาย พี่เดินไปเถอะค่ะ ไม่ต้องสนใจหนูหรอก"
เธอแค่อยากจะดูว่าความฝันจะเป็นจริงไหม
ในฝันเธอเห็นพี่ชายเดิน ๆ อยู่แล้วก็ล้มก้นจ้ำเบ้า น่าสงสารสุด ๆ ไปเลยล่ะ…
ต้วนเจ๋อไม่เข้าใจความหมายจึงกลอกตาใส่ แล้วเดินต่อไปอย่างรวดเร็ว เขาแสร้งทำเป็นหันกลับไปมองโดยไม่ตั้งใจ ก็เห็นหมี่เป่าแอบเกาะประตูโผล่หัวเล็ก ๆ ออกมาจ้องเขาอย่างลับ ๆ ล่อ ๆ
เขาส่งสายตาดุใส่เธอก่อนจะหันกลับไป ทว่าเดินไปได้เพียงไม่กี่ก้าว เขาก็ไม่ทันสังเกตว่าใครทิ้งเปลือกแตงโมไว้บนพื้น เขาเหยียบเข้าอย่างจังจนลื่นพรืดลงไป
"ปึก!" ก้นของต้วนเจ๋อกระแทกพื้นอย่างแรง หน้าตาเขาบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด
"ว้าย!" หมี่เป่าร้องอุทาน มืออวบอ้วนปิดตาแน่นพร้อมส่งเสียง "ซี้ดดด" พลางลูบก้นตัวเองเหมือนเป็นคนที่ล้มเสียเอง
เด็กหญิงตัวน้อยแยกนิ้วมือออกเป็นช่อง แล้วแอบมองลอดออกมา
ว้าววว พี่ชายล้มก้นจ้ำเบ้าจริง ๆ ด้วย!
[1] กินข้าวอ่อน คือ ผู้ชายที่ให้ผู้หญิงเลี้ยงดู เปรียบเทียบว่า "ข้าวแข็ง" คือชีวิตที่ต้องออกแรงทำงานหนัก ขยันทำมาหากินด้วยตัวเอง ส่วน "ข้าวอ่อน" คือชีวิตที่สบาย ไม่ต้องเคี้ยว ไม่ต้องลงแรง เพราะมีผู้หญิงที่มีฐานะร่ำรวยคอยสนับสนุนเรื่องเงินทองและชีวิตความเป็นอยู่
บทที่ 2 พาพี่ชายไปเก็บขยะ
บทที่ 2 พาพี่ชายไปเก็บขยะ
ต้วนเจ๋อสูดปากด้วยความเจ็บปวดพลางเอามือกุมก้นลุกขึ้นจากพื้น พอหันไปก็เห็นหมี่เป่าเบะปากทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ ราวกับว่าคนที่เจ็บคือตัวเธอเองเสียอย่างนั้น ทำเอาเขาขมวดคิ้วขึ้นมาทันที
ยังไม่ทันที่เขาจะได้อ้าปากพูด เสียงเย็นเยียบเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น
"โตจนป่านนี้แล้ว ยังเดินไม่เป็นอีกเหรอ ไม่อายเขาบ้างหรือไง?"
ต้วนเจ๋อหันไปมอง พบว่าคุณแม่ของเขากำลังยืนมองมาด้วยสายตาไม่สบอารมณ์ เธอสวมชุดกี่เพ้าสีแดงสด แม้การแต่งหน้าจะทำให้เธอดูอ่อนหวานขึ้นบ้าง แต่ในฐานะผู้กุมอำนาจแห่งตระกูลต้วน รัศมีที่แผ่ออกมาก็ข่มจนเขาต้องรีบขานรับเสียงอ่อยว่า "ครับแม่" โดยไม่กล้าเรียกชื่อกู้เซียนออกมา
ต้วนอวิ๋นขมวดคิ้ว เตรียมจะสั่งสอนลูกชายต่อ แต่กู้เซียนโอบเอวเธอไว้พลางส่ายหน้าเบา ๆ "ไม่เป็นไรหรอกครับ ให้เวลาเขาหน่อย พอเริ่มคุ้นเคยกันเดี๋ยวก็ดีเอง"
เขายิ้มให้ต้วนเจ๋อเล็กน้อย ก่อนจะหันไปหาหมี่เป่า
หมี่เป่าจ้องมองพวกเขา คิ้วเล็ก ๆ ยิ่งขมวดมุ่นหนักกว่าเดิม เธอถอนหายใจยาวเหยียดราวกับคนแก่ที่ผ่านโลกมาโชกโชน
ตระกูลต้วนกำลังจะล้มละลายจริง ๆ ด้วย เห็นทีคุณพ่อจะชวดกินข้าวอ่อนชามนี้เสียแล้วล่ะ…
กู้เซียนเลิกคิ้ว ดวงตาดอกท้อของเขามองลูกสาวอย่างนึกขำ ยัยหนูคนนี้ตั้งแต่ตื่นมาก็เอาแต่ถอนหายใจ ไม่รู้ว่าไปแบกโลกทั้งใบไว้ตั้งแต่เมื่อไหร่
เขายกมือขึ้นลูบหัวเล็ก ๆ ของเธอ "ทำตัวดี ๆ นะ ไปเล่นกับพี่ชายสิ"
หมี่เป่าพยักหน้าพลางมองเขาด้วยสายตาอ้อน ๆ แล้วกำชับกลับว่า "คุณพ่อก็ต้องทำตัวดี ๆ นะคะ ถ้ามีการดื่มเหล้าคุณพ่อต้องช่วยคุณแม่ดื่มเหล้าด้วยนะ อย่าให้คุณแม่ดื่มเยอะเกินไป แล้วก็… อาหารที่เหลือบนโต๊ะอย่าทิ้งนะคะ เก็บไว้กินมื้อหน้าด้วย อย่าฟุ่มเฟือยค่ะ"
เพราะอีกไม่นาน ตระกูลต้วนจะต้องร่อนเร่ไปตามท้องถนน แม้แต่ที่ซุกหัวนอนก็ยังไม่มี เงินที่เสียไปกับงานเลี้ยงหรูหราพวกนี้เพียงพอให้ครอบครัวเราใช้ชีวิตได้ตั้งหลายเดือนเชียวนะ
ต้วนเจ๋อแอบกลอกตาในใจ บ้านเขาคือมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของเมืองอวิ๋นเฉิงนะ จะมางกเงินแค่ไม่กี่หยวนให้เสียหน้าทำไม
กู้เซียนหัวเราะเบา ๆ พลางเช็ดหน้าให้ลูกสาว "พ่อรู้แล้วครับ ยัยหนูตัวน้อย"
ก่อนจะเดินจากไป ต้วนอวิ๋นเหลือบมองต้วนเจ๋อพร้อมคำเตือน "ดูแลน้องสาวให้ดี ไม่อย่างนั้นแกก็ไสหัวกลับไปทำงานที่บริษัทซะ"
สีหน้าของต้วนเจ๋อเปลี่ยนไปทันที ริมฝีปากสั่นระริกด้วยความเศร้าสร้อย นี่ไงล่ะ… พอมีพ่อเลี้ยงเข้ามา แม่แท้ ๆ ก็กลายเป็นแม่เลี้ยงไปเสียแล้ว!
เขาพาลโกรธและถลึงตาใส่หมี่เป่า ยัยนี่น่ารำคาญชะมัด!
เขาดูออกแล้วว่าพ่อลูกคู่นี้ คนพ่อก็เป็นจิ้งจอกเฒ่าเจ้าเล่ห์ คนลูกก็เป็นนกต่อตัวน้อยชัด ๆ ไม่ใช่พวกเคี้ยวง่ายเลยสักคน!
หมี่เป่ามองเขาด้วยสายตาไร้เดียงสา แหงนหน้าส่งยิ้มกว้างอย่างว่าง่ายให้เขา
แต่ต้วนเจ๋อกลับยิ่งอารมณ์บูด เขาพ่นลมหายใจแล้วเดินสะบัดก้นจากไป
กระทั่งถึงยามโพล้เพล้ เมื่อแขกเหรื่อทยอยกลับไปหมดแล้ว เหล่าคนรับใช้เริ่มเข้ามาทำความสะอาด ทว่าท่ามกลางความวุ่นวายนั้นกลับมีร่างกลมป้อมวิ่งวุ่นไปมา
หมี่เป่ามือหนึ่งถือกระสอบ อีกมือก็คอยเก็บขวดน้ำ แถมยังคอยหยิบพวกถั่วและลูกอมที่แขกกินไม่หมดใส่ไว้ในกระเป๋าใบเล็กของเธอเป็นบางครั้ง
ต้วนเจ๋อขมวดคิ้วแน่น พูดอย่างรังเกียจว่า "แม่ครับ นี่แม่ไปหาคนแบบไหนมาเนี่ย คนหนึ่งก็เป็นพนักงานรักษาความปลอดภัย อีกคนก็มาเก็บขยะขาย เสียหน้าจริง ๆ"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ต้วนอวิ๋นก็ขมวดคิ้วมองเขา "แม่สอนแกแบบนี้เหรอ? ไปเอานิสัยดูถูกคนมาจากไหน การเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยแล้วมันยังไง ถ้าวันนั้นกู้เซียนไม่ผ่านมาช่วยแม่ไว้ ป่านนี้แม่ตายไปนานแล้ว"
เมื่อสองเดือนก่อน ตอนที่เธอเดินผ่านห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง จู่ ๆ คู่แข่งทางธุรกิจก็ถือมีดพุ่งเข้ามาหมายจะเอาชีวิต เนื่องจากเหตุการณ์เกิดขึ้นกะทันหันและอยู่ในระยะประชิด เธอจึงตั้งตัวไม่ทัน
โชคดีที่กู้เซียนกำลังเดินตรวจตราอยู่พอดี เขาจึงกระโดดถีบชายคนนั้นจนกระเด็น ช่วยชีวิตเธอไว้ได้ทันท่วงที
หลังจากนั้นทั้งคู่ก็ได้ทำความรู้จักกันแล้วก็รักกันจนมาถึงวันนี้
เธอจะไม่ยอมให้ลูกชายพูดจาดูถูกเขาเด็ดขาด
และที่สำคัญ "หมี่เป่าเก็บขยะแล้วยังไง นั่นน่ะเรียกว่ารู้จักประหยัดมัธยัสถ์ แกโตจนป่านนี้แล้วยังสู้เด็กไม่ได้เลย ไป! แกก็ไปช่วยน้องเก็บขยะเดี๋ยวนี้"
"แม่ครับ!" ต้วนเจ๋อตาโตเบิกตากว้าง
ส่วนต้วนอวิ๋นไม่สะทกสะท้าน เธอเหลือบมองเขาแล้วพูดเรียบ ๆ "ไม่เก็บ ก็กลับไปทำงานที่บริษัท"
สิ้นคำนั้น ต้วนเจ๋อก็เดินหน้ามุ่ยหันหลังเดินไปเก็บขยะทันที แต่เขาเลือกจุดที่ห่างจากหมี่เป่ามากที่สุด ด้วยใบหน้าบึ้งตึงเต็มไปด้วยความไม่พอใจ
ต้วนอวิ๋นนวดขมับด้วยความปวดหัว แต่พอสายตาเหลือบไปเห็นกู้เซียนกับหมี่เป่า คิ้วที่ขมวดก็พลันคลายออก แววตาเปลี่ยนเป็นอ่อนโยนขึ้นทันที
กู้เซียนช่วยลูกสาวตัวน้อยเก็บขยะไปพลาง พอเห็นเธอถอนหายใจเป็นพัก ๆ ก็อดขำไม่ได้ "เป็นอะไรไปลูก มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นหรือเปล่า? ทำหน้าอมทุกข์จนจะกลายเป็นแม่เฒ่าตัวน้อยอยู่แล้วเนี่ย"
หมี่เป่ามองเขาแล้วถอนหายใจอีกครั้ง เธอชะโงกหน้ามองซ้ายมองขวา เมื่อเห็นว่าไม่มีใครอยู่แถวนี้ จึงจูงมือเขามาใกล้ ๆ แล้วกระซิบเรื่องความฝันให้ฟังอย่างละเอียด
เมื่อฟังจบ นิ้วมือของกู้เซียนก็ชะงักไปครู่หนึ่ง "ล้มละลายเหรอ?"
หมี่เป่าพยักหน้าหงึก ๆ "ใช่ค่ะ น่าสงสารมากเลย คุณแม่กับพี่ชายต้องออกไปเก็บขยะข้างนอก ท่ามกลางหิมะตกหนักในหน้าหนาว ไม่มีที่อยู่ด้วย น่าเวทนาที่สุดเลยค่ะ"
กิจการตระกูลต้วนสืบทอดมาเกือบร้อยปี ลูก ๆ แต่ละคนก็ล้วนมีความสามารถ ไม่มีใครเป็นพวกหักหลังเลยสักคน จะล้มละลายได้อย่างไร?
กู้เซียนขมวดคิ้ว ถามด้วยความสงสัย "มีแค่คุณแม่กับพี่ชายเหรอ แล้วพ่อกับลูกล่ะ?"
หมี่เป่าเอียงคอพยายามนึกทบทวน แล้วส่ายหน้า "ไม่มีคุณพ่อ แล้วก็ไม่มีหมี่เป่าด้วยค่ะ"
มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง กู้เซียนก็ปลอบใจว่า "อาจจะเป็นแค่ความฝันก็ได้ อย่าคิดมากเลย"
แต่หมี่เป่ากลับส่ายหน้า เธอหยิบกระดองเต่าออกมาเขย่าเบา ๆ แล้วพูดอย่างมีลับลมคมใน "คุณพ่อคะ ลืมไปแล้วเหรอว่าหนูดูดวงเป็น?"
กู้เซียนจำได้แม่น
คราวแรกเขาก็ไม่เชื่อ แต่หลายครั้งที่เขาตามหาคน หมี่เป่าสามารถบอกตำแหน่งของคนคนนั้นได้อย่างแม่นยำ เขาจึงรู้ว่าลูกสาวของเขามีความสามารถพิเศษจริง ๆ
เมื่อนึกถึงสิ่งที่เธอเพิ่งพูด สีหน้าของเขาก็เคร่งขรึมขึ้นมาทันที "ลูกคำนวณออกมาจริง ๆ ใช่ไหมว่าพวกเขาจะล้มละลาย? รู้ไหมว่าเป็นเมื่อไหร่?"
หมี่เป่าพยักหน้าแล้วก็ส่ายหน้า "ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ค่ะ แต่เหมือนจะเป็นช่วงปีใหม่นะ เพราะหนูได้ยินเสียงคนจุดประทัดด้วย"
นั่นหมายความว่าเป็นช่วงฤดูหนาว แต่ไม่รู้ว่าเป็นฤดูหนาวของปีไหน
ทันใดนั้นหมี่เป่าก็นึกอะไรออก ดวงตาก็พลันเป็นประกาย "คุณพ่อคะ หนูได้ยินในทีวีมีคนพูดว่า 'สวัสดีปีมะเส็ง' ด้วยค่ะ"
ได้ยินเช่นนั้น กู้เซียนก็ใจหายวาบ ปีนี้เป็นปีมะโรง ถ้าปีมะเส็งก็คือปีหน้านั่นเอง
คืนส่งท้ายปีเก่า ตระกูลต้วนจะล้มละลาย… ซึ่งนับจากตอนนี้ก็เหลือเวลาอีกเพียงครึ่งปีเท่านั้น
ทว่า ตระกูลต้วนจะล้มละลายในเวลาอันรวดเร็วขนาดนี้ได้อย่างไร?
หมี่เป่าเองก็ไม่รู้ แต่เธอกังวลมาก
เธอแหงนหน้ามองกู้เซียน "คุณพ่อคะ เราจะทำยังไงกันดี"
ถ้าไม่มีข้าวจะกิน เธอจะต้องหิวตายแน่ ๆ เลย
พอนึกถึงตรงนี้ หมี่เป่าก็ลูบท้องน้อย ๆ ของตัวเองด้วยความเศร้าสร้อย
เธอจับมือกู้เซียนแล้วพูดอย่างเวทนา "คุณพ่อคะ หนูชอบคุณแม่กับพี่ชาย คุณพ่อช่วยพวกเขาหน่อยนะคะ อย่าให้พวกเขาต้องไปเป็นขอทานเลยนะคะ"
แต่พอนึกขึ้นได้ว่าคุณพ่อเองก็ยังแทบจะเลี้ยงเธอไม่ไหว หมี่เป่าก็เริ่มกังวลอีกรอบ เลยเสนอความคิดขึ้นมาว่า "หรือว่า… หนูควรสอนพี่ชายเก็บขยะดีคะ? เขาตัวสูง ขายาวแขนยาว ต้องแย่งลังกระดาษกับพวกคุณปู่คุณย่าชนะแน่ ๆ เลย"
ต้วนเจ๋อเดินเข้ามาได้ยินประโยคนี้พอดี… ‘ดีจริง ๆ พ่อลูกคู่นี้วางแผนจะส่งเขาไปเก็บขยะแล้ว นี่กะจะไล่เขาออกจากบ้านชัดๆ!’
เขาโมโหจัดจนต้องดึงผมจุกของหมี่เป่าเบา ๆ อย่างหมั่นไส้ "ยัยเด็กน้อยทำไมเธอถึงร้ายกาจแบบนี้ รู้ไหมว่าฉันเป็นใคร ฉันเป็นถึงดาราดังที่มีกระแสแรงที่สุดนะ รู้ไหมว่าวันหนึ่งฉันหาเงินได้เท่าไหร่"
เก็บขยะเหรอ? ฝันไปเถอะ! ต่อให้เขาจะตกอับจนไม่มีใครจ้าง เขาก็ไม่มีวันไปเก็บขยะขายเด็ดขาด
เมื่อเห็นเขามาแล้ว กู้เซียนจึงไม่ได้ซักถามเรื่องล้มละลายต่อ
หมี่เป่าเองก็รู้เพียงแค่ผลลัพธ์ ไม่รู้ว่าระหว่างทางเกิดอะไรขึ้น
การที่จะทำให้กิจการใหญ่โตอย่างตระกูลต้วนล้มละลายได้ ย่อมไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน เรื่องนี้ต้องค่อย ๆ วางแผนพิจารณาอย่างรอบคอบ
เมื่อคิดได้ดังนั้น กู้เซียนจึงเก็บอาการแล้วลูบหัวหมี่เป่าเบา ๆ "ไปสอนพี่ชายเขาสิ"
เขาปรายตามองของที่ต้วนเจ๋อเก็บมา… เก็บมาตั้งนาน ได้ขวดน้ำติดมือมาแค่ไม่กี่ขวดเท่านั้นเอง
หมี่เป่าเองก็สังเกตเห็นเช่นกัน เธออุทาน "โธ่เอ๊ย" ออกมา พลางพูดต่อ "พี่ชายทำไมซื่อบื้อจัง พี่ต้องเร็วกว่านี้หน่อยนะคะ ขืนช้าแบบนี้ออกไปข้างนอกพี่แย่งใครเขาไม่ทันหรอก"
"แล้วก็นะ น้ำข้างในน่ะต้องเททิ้งให้หมดด้วย เจ้าของร้านรับซื้อของเก่าเขาไม่เอาหรอก เขาเอาแค่ขวดค่ะ"
พูดจบ หมี่เป่าก็เทเหล้าที่เหลืออยู่ในขวดทิ้งทันที
ต้วนเจ๋อยืนกอดอกมองด้วยสายตาเจ้าเล่ห์ พอเห็นหมี่เป่าเทจนหมดเกลี้ยง เขาก็พูดขึ้นมาช้า ๆ ว่า "เหล้าที่เธอเททิ้งไปน่ะ ขวดละหนึ่งแสนหยวนนะ แล้วขวดเปล่านั่นน่ะ เธอจะขายได้สักกี่หยวนกันเชียว?"
หมี่เป่าที่ปกติขายขวดได้ใบละแปดเฟิน "…"
บทที่ 3 ปากอีกา
บทที่ 3 ปากอีกา
"แงงงงงงง"
หมี่เป่ามองขวดเหล้าที่ว่างเปล่า แล้วทิ้งก้นนั่งลงบนพื้นดัง ‘ตุ้บ’ ก่อนจะปล่อยโฮออกมาเสียงดังลั่นจนสะเทือนไปทั้งบริเวณ
รอยยิ้มบนใบหน้าของต้วนเจ๋อแข็งค้างไปทันที เขารีบใช้ปลายเท้าสะกิดเธอเบา ๆ "เฮ้ย อย่าเพิ่งสิ ทำไมบทจะร้องก็ร้องขึ้นมาล่ะ ลุกขึ้นเร็ว"
หมี่เป่าไม่ยอมลุก เธอชี้ไปยังเหล้าที่ถูกเททิ้งไป มือเล็ก ๆ สองข้างกำหมัดขยี้ตาพลางร้องไห้หนักกว่าเดิม
เมื่อเห็นว่าคุณแม่เริ่มส่งสายตาพิฆาตมาให้ ต้วนเจ๋อก็เริ่มลนลาน เขารีบตะปบปากหมี่เป่าเพื่อปิดเสียงเธอด้วยมือเปล่า พร้อมขู่ฟ่อเสียงดุว่า "เงียบนะ! ถ้าขืนยังร้องอีก ฉันจะเอาเธอไปทิ้งเดี๋ยวนี้เลย"
หมี่เป่าเงียบกริบในทันที เธอเบะปากน้อย ๆ ร่างเล็ก ๆ สะอึกสะอื้นจนตัวโยน พอต้วนเจ๋อยอมปล่อยมือ เธอก็รีบเอามือปิดปากตัวเองไว้อย่างว่าง่ายไม่ยอมให้มีเสียงเล็ดลอดออกมาแม้แต่นิดเดียว แต่หยาดน้ำตากลับร่วงเผาะ ๆ ราวกับเขื่อนแตก ดูแล้วน่าสงสารจับใจยิ่งกว่าเดิม
ต้วนเจ๋อหลบสายตาเธอด้วยความรู้สึกผิด เขาแสร้งทำหน้านิ่งแล้วพูดเสียงแข็ง "มีอะไรน่าร้องนักหนา บ้านฉันมีเงินตั้งเยอะแยะ เหล้าแค่นั้นมันน่าเสียดายตรงไหน?"
หมี่เป่าพยักหน้าหงึก ๆ เธอจับมือของเขามาวางไว้ที่หน้าอก สูดน้ำมูกดังเฮือกแล้วพูดด้วยเสียงนุ่มนิ่มว่า "เจ็บค่ะ…"
เมื่อครู่เธอลองคำนวณดูแล้ว เมื่อกี้เธอเทเงินทิ้งไปตั้งสี่ห้าแสนหยวน เด็กหญิงตัวน้อยก้มหน้าก้มตาด้วยความเสียดายอย่างสุดซึ้ง
คุณพ่อของเธอมีเงินเดือนแค่สี่พันห้าร้อยหยวน ต้องทำงานกี่ปีถึงจะได้เงินเยอะขนาดนั้นกันนะ
ยิ่งคิดหมี่เป่าก็ยิ่งร้องไห้หนักขึ้น "หนูขอโทษค่ะพี่ชาย หนูมันโง่เอง ฮือ ๆ ๆ"
ต้วนเจ๋อมองดูเธอ แล้วจู่ ๆ ก็รู้สึกเสียใจที่ไปแกล้งเธอแบบนั้น
เงินแค่นั้นยังไม่เท่าดอกเบี้ยธนาคารที่บ้านเขาได้รับในแต่ละวันเลยด้วยซ้ำ แต่เขากลับแกล้งยัยเด็กน้อยจนขวัญเสียขนาดนี้ ทำให้เขารู้สึกไม่สบายใจขึ้นมาอีกครั้ง
เขาพูดด้วยน้ำเสียงเก้อเขินเล็กน้อยว่า "ฉันล้อเล่นน่ะ เหล้านั่นจริง ๆ แล้วไม่ได้แพงขนาดนั้นหรอก"
"จริงเหรอคะ?" ดวงตาของหมี่เป่าเป็นประกายขึ้นมา เธอเงยหน้าขึ้นทันควันจนจุกผมบนหัวตั้งกระดิกอย่างมีชีวิตชีวา เธอมองเขาด้วยสายตาคาดหวัง
ต้วนเจ๋อเกือบจะหลุดขำแต่ก็กลั้นไว้ได้ เขาพยักหน้ายืนยัน "จริงสิ เหล้าที่เปิดดื่มแล้วใครเขาจะอยากได้ เอาไปขายของเก่าเขายังรำคาญที่มันหนักตาชั่งเลย"
พอได้ยินแบบนั้น หมี่เป่าก็ถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก เธอฉีกยิ้มกว้างจนเห็นฟันซี่เล็ก ๆ "ถ้าอย่างนั้นหนูก็สบายใจแล้วค่ะ"
ดวงตาของเธอดำขลับและใสซื่อราวกับลูกองุ่น ต้วนเจ๋ออดไม่ได้ที่จะจ้องมองนานกว่าปกติ
เจ้าเด็กนี่… ก็น่ารักดีเหมือนกันนะเนี่ย
แต่ทันทีที่ความคิดนั้นผุดขึ้นมา เขาก็นึกถึงสถานะของตัวเองแล้วเบ้ปากเบือนหน้าหนี
ทว่าจู่ ๆ ร่างนุ่มนิ่มอวบอ้วนก็โถมเข้าใส่จนเขาต้องรีบคว้าตัวเธอไว้ตามสัญชาตญาณ
หมี่เป่ากอดเขาไว้แน่น แล้วฝังจมูกลงบนแก้มเขาดัง ‘ฟอด’ "พี่ชายหนูชอบพี่จัง พี่ใจดีที่สุดเลย!"
ยัยหนูตัวน้อยนุ่มนิ่มไปทั้งตัว แถมเสียงยังหวานใสจนแทบจะละลายหัวใจคนฟังได้ ต้วนเจ๋อเกือบจะเผลอยิ้มมุมปากออกมา แต่เขาก็รีบหุบยิ้มไว้ได้ทันท่วงที
เขาทำท่ารังเกียจพลางดันตัวหมี่เป่าออก "ไป ๆ อย่ามาใช้ไม้นี้กับฉัน"
เขายังไม่ยอมรับพ่อลูกคู่นี้หรอกนะ!
หมี่เป่าไม่ได้เสียใจเลยสักนิด เธอหัวเราะร่าอย่างร่าเริงแล้วจับมือเขาอย่างสนิทสนม "พี่ชายมาเร็วค่ะ หนูจะสอนพี่เก็บขยะเอง ต่อไปพี่ต้องได้ใช้แน่นอน"
หมี่เป่าเก็บไปสอนไปอย่างละเอียด "น้ำข้างในต้องเททิ้งนะคะ แต่ฝาขวดห้ามทิ้งเด็ดขาด อันนี้ก็ขายได้เงินเหมือนกัน"
"แล้วก็พวกอาหารพวกนี้ บางจานยังไม่มีใครแตะเลย สะอาดมาก เราเก็บไว้กินต่อได้นะคะ"
ทันใดนั้นหมี่เป่าก็อุทานออกมา ดวงตาเป็นประกาย เธอปล่อยมือต้วนเจ๋อแล้ววิ่งปรี่เข้าไปกอดขวดน้ำส้มไว้อย่างมีความสุข "น้ำขวดนี้ยังเหลืออยู่เลย เราเอาไปดื่มได้ค่ะ"
ต้วนเจ๋อเหลือบมองของไร้ราคาพวกนั้นแล้วฮึดฮัดในลำคอ "เด็กตัวแค่นี้รู้เรื่องดีจังนะ"
หมี่เป่าตบอกน้อย ๆ อย่างภูมิใจ "หนูเคยไปงานเลี้ยงมาแล้วนะคะ!"
ความจริงแล้วเวลาไปงานเลี้ยง อาหารจานไหนที่คนอื่นกินเหลือเธอกับคุณพ่อก็เคยห่อกลับบ้านบ่อย ๆ แต่เธอคิดว่าพี่ชายน่าจะไม่ยอมกินของที่คนอื่นแตะแล้วแน่ ๆ จึงเลือกที่จะไม่พูดคำนั้นออกมา
หมี่เป่าลอบมองต้วนเจ๋อ พอเห็นเขามองกลับมา เธอก็รีบส่งยิ้มหวานประจบให้ทันที
ต้วนเจ๋อมองเธออย่างเอือมระอา "ยิ้มบื้ออะไรอยู่ได้ ทำงานสิ"
"อ้อ ๆ ได้ค่ะ" หมี่เป่ารีบกุลีกุจอทำงานต่อทันที
ผ่านไปสองชั่วโมงกว่า ในที่สุดทั้งคู่ก็หยุดพัก หมี่เป่าจูงมือต้วนเจ๋อเดินเตาะแตะไปหากู้เซียนและต้วนอวิ๋นอย่างร่าเริง
"คุณพ่อคุณแม่ดูสิคะ! นี่คือผลงานของหนูกับพี่ชายค่ะ"
ข้างหลังพวกเขามีกระสอบพอง ๆ สองใบถูกลากมาด้วย หมี่เป่าภูมิใจที่สุด ส่วนต้วนเจ๋อได้แต่หันหน้าหนีด้วยความอับอายขายหน้า
ถ้าเรื่องที่เขามาเก็บขยะขายหลุดออกไป เขาคงอยู่ในวงการต่อไม่ได้แน่นอน!
ต้วนอวิ๋นหัวเราะเบา ๆ พลางบีบแก้มยัยหนูตัวน้อยแล้วพูดเสียงนุ่ม "หมี่เป่าลำบากแย่เลยนะจ๊ะ"
หมี่เป่าเอาหน้าถูไถมือของเธอพลางสูดดมกลิ่นหอมแรง ๆ หนึ่งฟอด คุณแม่ทั้งนุ่มทั้งหอม เธอชอบคุณแม่ที่สุดเลย!
"ไม่ลำบากเลยค่ะ" หมี่เป่าจ้องมองต้วนอวิ๋นด้วยดวงตาเป็นประกายแล้วพูดอย่างจริงจังว่า "คุณแม่คะ ต่อไปหนูจะเลี้ยงคุณแม่เองนะ หนูเก็บขยะเก่งมาก! เรื่องแย่งลังกระดาษหนูสู้ตายค่ะ"
เธอคิดเอาไว้แล้ว ถ้าเปลี่ยนดวงล้มละลายของตระกูลต้วนไม่ได้ เธอจะตั้งใจหาเงินเลี้ยงคุณแม่กับพวกพี่ชายเอง
ต้วนอวิ๋นย่อมไม่ได้สนใจเงินเพียงเล็กน้อยนั่น แต่ก็อดไม่ได้ที่จะขำไปกับความน่ารักของเด็กหญิงจนหัวใจอ่อนระทวย "จริงเหรอจ๊ะ? หมี่เป่าเก่งที่สุดเลย งั้นแม่จะรอให้หนูเลี้ยงนะ"
หมี่เป่าพยักหน้าหงึก ๆ เหมือนไก่จิกข้าว ท่าทางนี้ทำเอาต้วนอวิ๋นยิ้มกว้างกว่าเดิม
ต้วนเจ๋อยืนอ้าปากค้างมองเหตุการณ์นี้อย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา ราวกับว่าเขาไม่รู้จักผู้หญิงคนนี้มาก่อน
แม่เขาหัวเราะเป็นด้วยเหรอ? นี่ใช่แม่เขาจริง ๆ ใช่ไหมเนี่ย?
ราวกับจะรู้ตัวว่าถูกจ้อง ต้วนอวิ๋นยืดตัวตรงแล้วเหลือบมองลูกชาย สีหน้าพลันเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมทันควัน "วันนี้ทำตัวใช้ได้ดีหนิ วันหลังก็ต้องดีกับน้องแบบนี้ล่ะ ห้ามรังแกน้องเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นแม่จะจัดการแกให้ถึงที่สุด!"
พูดจบ เธอก็ส่งสายตาเฉียบคมราวกับใบมีดพุ่งเข้าใส่
ต้วนเจ๋อกลับรู้สึกโล่งอก… นี่แหละแม่ตัวจริงของเขาแน่ ๆ
เขาไม่ได้พูดอะไร แม้ในใจจะไม่อยากรับปากแต่ก็ไม่กล้าเถียง
ต้วนอวิ๋นเหลือบมองเขาอีกครั้งก่อนจะจูงมือกู้เซียนขึ้นไปข้างบน
พอแม่ไปแล้ว ต้วนเจ๋อก็หันมาทำเสียงดุใส่หมี่เป่าทันที "อยู่ในบ้านนี้ก็ทำตัวสงบเสงี่ยมหน่อย อย่ามาวุ่นวายกับฉัน!"
ได้ยินดังนั้น หมี่เป่าก็กำนิ้วอ้วน ๆ ของตัวเองอย่างลังเล เธอทำท่าเหมือนมีอะไรจะพูดแต่ก็ไม่พูด มองเขาด้วยสายตาน่าสงสาร
ต้วนเจ๋อรู้สึกใจอ่อนอย่างบอกไม่ถูก กำลังจะอ้าปากพูดอะไรบางอย่าง แต่แล้วหมี่เป่าก็ชิงพูดขึ้นมาก่อนว่า
"พี่ชายคะ หนูแค่อยากจะบอกพี่ว่า ตอนนอนต้องระวังตัวด้วยนะคะ ความซวยของพี่ยังไม่จบหรอกค่ะ คืนนี้เตียงของพี่จะพังนะคะ"
สิ้นคำพูดนี้ ต้วนเจ๋อหน้าดำคร่ำเครียดทันที ยัยเด็กบ้านี่ กล้าแช่งเขาอีกแล้วนะ ไม่ใช่เด็กดีเลยจริง ๆ !
เตียงจะพังงั้นเหรอ? เตียงเขาทั้งแข็งแรงทั้งทนทาน ต่อให้ขึ้นไปเต้นระบำบนนั้นก็ไม่มีวันพัง เขาจะนอนจนมันพังได้ยังไง?
ถ้าเชื่อคำพูดนี้ก็บ้าแล้ว!
เขากลอกตาใส่เธอหนึ่งทีแล้วสบถ"เหอะ" ออกมา ก่อนจะเดินสะบัดก้นกลับเข้าห้องและปิดประตูใส่หน้าเสียงดังปัง!
หมี่เป่ามองตามหลังเขาไปพลางถอนหายใจยาวราวกับผู้ใหญ่ "พี่ชายเนี่ย ไม่เชื่อฟังเลยจริง ๆ"
กลางดึกคืนนั้น ในขณะที่ต้วนเจ๋อกำลังหลับสนิท ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกเหมือนพื้นที่ข้างใต้ว่างเปล่า ร่างทั้งร่างร่วงวูบลงไปข้างล่างทันที เขากระแทกพื้นดัง "โครม!" จนดวงตาเบิกโพลงตื่นเต็มตา
เขามองดูเตียงที่พังลงมาเป็นชิ้น ๆ แล้วก็ถึงกับตกใจจนทำตัวไม่ถูก
เดี๋ยวนะ ยัยเด็กตัวแสบนั่น นอกจากจะเป็นตัวซวยแล้ว ยังเป็นพวก "ปากอีกา" ที่ทักเรื่องร้ายแล้วเป็นจริงอีกเหรอเนี่ย!