โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

หมี่เป่า ยอดหมอดูตัวน้อย ขอพลิกชะตาตระกูล

นิยาย Dek-D

อัพเดต 9 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 05 ก.พ. เวลา 04.17 น. • enjoybook
หมี่เป่าตั้งใจมาเกาะเขากินในตระกูลเศรษฐี แต่ดันคำนวณได้ว่าตระกูลนี้กำลังจะล้มละลาย! ข้าวนิ่มยังไม่ทันได้กินก็จะอดตายซะแล้ว งานนี้ซาลาเปาน้อยขอเปิดแผงดูดวง พลิกชะตา ใครก็อย่ามาขวาง!

ข้อมูลเบื้องต้น

หมี่เป่า ยอดหมอดูตัวน้อย ขอพลิกชะตาตระกูล

爸爸嫁入豪门,小奶包抱紧金饭碗

** ลิขสิทธิ์ถูกต้องภายใต้บริษัทเอ็นจอยบุ๊คจำกัด **

ได้รับลิขสิทธิ์ออนไลน์ (Digital license) สำหรับแปลขายลงบนเว็บไซต์ได้อย่างถูกลิขสิทธิ์ 100%

สงวนลิขสิทธิ์

ผู้แต่ง : 金糕 ผู้แปล : ทีมงาน Enjoybook

เรื่องย่อ

หมี่เป่า เด็กสาวที่เกือบเอาชีวิตไม่รอด แต่กลับได้พบอาจารย์ลึกลับในยมโลก ผู้ถ่ายทอดวิชาดูดวงและมอบพลังพิเศษมากมายให้เธอ ในแต่ละวันชีวิตของเธอผ่านไปอย่างเรียบง่าย แต่อะไรนะ! คุณพ่อที่เป็นรปภ. กำลังจะแต่งเข้าตระกูลต้วน ตระกูลมหาเศรษฐีชื่อดัง เอ๊ะ! ฟังดูเหมือนโชคหล่นทับจริง ๆ เพราะหมี่เป่าตั้งใจจะใช้ชีวิตแบบ “เกาะเขากิน” ไปวัน ๆ อย่างสบายใจ

แต่เพียงแค่เปิดดวงครอบครัว เธอก็ถึงกับช็อก เพราะเธอมองเห็นอนาคตว่า…ภายในหนึ่งปี ตระกูลมหาเศรษฐีกำลังจะล้มละลาย!

พี่ชายคนโต (ตำรวจ): กำลังจะถูกลอบสังหาร

พี่ชายคนรอง (หมอ): จะถูกใส่ร้ายจนกลายเป็นฆาตกรเพชฌฆาต

พี่สาวคนสาม (ประธานบริษัท): จะโดนผู้ชายหลอกจนหมดตัว

พี่ชายคนสี่ (ซุปตาร์): จะถูกขโมยโชคชะตาจนต้องไปสีซอขอทาน

เมื่อฝันที่จะกินข้าวนิ่ม ๆ สบาย ๆ กำลังจะสลาย หมี่เป่าจึงต้องปัดฝุ่นวิชาดูดวงเปิดแผงพยากรณ์กู้ชีพ จนเศรษฐีและซุปตาร์ต้องมาต่อแถวรอ!

บทที่ 1 ข้าวอ่อนที่เพิ่งได้มา กำลังจะโบยบินไปเสียแล้ว

บทที่ 1 ข้าวอ่อนที่เพิ่งได้มา กำลังจะโบยบินไปเสียแล้ว

ณ สนามหญ้ากว้างเกือบพันตารางเมตรตระกูลต้วนในเมืองอวิ๋นเฉิง

มวลบุปผากำลังเบ่งบาน แขกเหรื่อผู้มีเกียรติเต็มนั่งอยู่เต็มงาน บรรยากาศอบอวลไปด้วยความปีติยินดี

แต่ว่าหมี่เป่า กลับนั่งเท้าคางทำหน้ากลุ้มใจ เมื่อนึกถึงความฝันเมื่อคืนนี้ คิ้วเล็ก ๆ ของเธอก็ยิ่งขมวดมุ่นเข้าหากันมากขึ้น

อาหวังที่เป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยเฝ้าประตูอยู่กับคุณพ่อ เคยพูดไว้อย่างอิจฉาเมื่อวานนี้ว่า

‘คุณพ่อได้แต่งเข้าตระกูลต้วนที่เป็นถึงมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของเมืองอวิ๋นเฉิง ต่อไปคุณพ่อก็จะได้กินข้าวอ่อน *[1] แล้วอยู่อย่างสุขสบายโดยไม่ต้องลำบากแล้ว’

แต่เธอกลับฝันเห็นคนตระกูลต้วนทั้งบ้านถูกไล่ออกจากคฤหาสน์ ต้องร่อนเร่ไปตามท้องถนน ขอทานประทังชีวิตไปวัน ๆ ช่างน่าเวทนายิ่งนัก!

ข้าวอ่อนอะไรกันล่ะ ต่อไปเธอเห็นทีจะไม่มีข้าวให้กินเสียมากกว่าน่ะสิ!

หมี่เป่าถอนหายใจด้วยความรันทด มือเล็ก ๆ อวบอ้วนถูใบหน้าตัวเองจนกลุ้มใจไปหมด

ครู่ต่อมา เธอก็ร้อง "อ้ามมม" แล้วก้มหน้าก้มตากินเค้กต่อทันที

ช่างมันเถอะ ได้กินเค้กอีกคำก็ถือว่ากำไรแล้ว

โธ่เอ๋ย เค้กอร่อย ๆ แบบนี้ ต่อไปคงไม่มีโอกาสได้กินอีกแล้วล่ะ

ยิ่งคิดหมี่เป่าก็ยิ่งเศร้า หยาดน้ำตาเม็ดน้อย ๆ เริ่มคลอ ใบหน้าเล็ก ๆ แทบจะฝังจมลงไปในกองเค้ก

ตอนนั้นเอง จู่ ๆ ก็มีเสียงหัวเราะดังขึ้นข้างหู เธอหันไปมองด้วยความสงสัย แล้วก็ได้พบกับใบหน้าอันหล่อเหลาที่ดูเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ

ต้วนเจ๋อกำลังมองดูเด็กหญิงในชุดกระโปรงฟูฟ่อง ที่มัดผมจุกเล็ก ๆ สองข้าง ตรงเอวมีขวดนมห้อยอยู่ ดวงตากลมโตดำขลับจ้องมองเขา ใบหน้าครึ่งหนึ่งเปื้อนไปด้วยครีม แก้มยุ้ย ๆ นั้นขยับเขยื้อนยามเคี้ยวตุ้ย ๆ ดูไปแล้วเหมือนหนูแฮมสเตอร์ตัวน้อยที่แอบขโมยของกินไม่มีผิด ช่างดูซื่อบื้อจริง ๆ

อารมณ์หงุดหงิดที่มีอยู่ก่อนหน้าหายเป็นปลิดทิ้ง เขานึกสนุกจึงทรุดตัวลงนั่งข้าง ๆ หมี่เป่าพลางจ้องมองแก้มยุ้ย ๆ ของเธอ จนนิ้วมือของเขาเริ่มอยู่ไม่สุข

อยากหยิกจัง…

"เด็กน้อย เธอเป็นลูกหลานบ้าน…"

ยังไม่ทันถามจบ เสียงของพิธีกรบนเวทีก็ดังขึ้น "ขอเชิญเจ้าบ่าวเจ้าสาวแลกเปลี่ยนแหวนกันครับ"

งานของเธอมาแล้ว!

หมี่เป่าตาโตขึ้ามาทันที เธอจ้องมองเค้กที่กินค้างอยู่ในมืออย่างลังเล ถ้าวางไว้ตรงนี้จะโดนใครแอบกินไหมนะ?

แต่คุณพ่อกับคุณแม่คนใหม่กำลังรอให้เธอไปส่งแหวนอยู่นี่นา…

คิ้วเล็ก ๆ ของหมี่เป่าขมวดเข้าหากันด้วยความลำบากใจ พอเห็นต้วนเจ๋อที่อยู่ตรงหน้า ดวงตาก็พลันเป็นประกายขึ้นมอ เธอรีบยัดเค้กใส่มือเขาแล้วพูดด้วยเสียงนุ่มนิ่มว่า "พี่ชายคะ ช่วยถือเค้กให้หนูหน่อยค่ะ!"

พูดจบเธอก็วิ่งปรู๊ดหายไปทันที

ต้วนเจ๋อมองเค้กที่ถูกกัดจนแหว่งวิ่นในมืออย่างงุนงง ไม่นาน เขาก็เห็นเจ้าเด็กตัวเล็กขาสั้นวิ่งเตาะแตะขึ้นไปบนเวที หยิบแหวนออกมา

พอเธอตะโกนเรียกผู้ชายจอมเจ้าเล่ห์คนนั้นว่า "คุณพ่อ" เท่านั้นแหละ ใบหน้าของเขาก็พลันมืดครึ้มลงทันที

ผู้จัดการส่วนตัว ที่อยู่ข้างเขาถึงกับตาค้าง "นี่น่ะเหรอลูกติดที่พ่อเลี้ยงของนายพามาด้วย…"

เมื่อหมี่เป่าส่งแหวนเสร็จและลงจากเวทีมาก็ไม่พบต้วนเจ๋อเสียแล้ว ร่างกลม ๆ ของเธอวิ่งลัดเลาะฝ่าฝูงชน จนในที่สุดก็พบเขาอยู่ที่สวนหลังบ้าน

ในมือเขามีบุหรี่ ใบหน้าหล่อเหลาเต็มไปด้วยความรำคาญใจดูดุร้ายไม่น้อย ส่วนเค้กชิ้นเล็กของเธอนั้นถูกวางทิ้งไว้อย่างไม่ใส่ใจอยู่บนก้อนหินข้าง ๆ

"พี่ชาย!" หมี่เป่าร้องเรียกด้วยความดีใจ มืออ้วนป้อมปาดเหงื่อบนหน้าผาก แล้วกางแขนที่เป็นปล้องเหมือนรากบัววิ่งเข้าไปหาเขา

"ใครเป็นพี่ชายเธอ" ต้วนเจ๋อมองเธอด้วยความโกรธระคนอาย เมื่อนึกขึ้นได้ว่าเมื่อครู่เขาแอบคิดว่าเธอน่ารัก ก็รู้สึกเหมือนตัวเองถูกหลอก

หมี่เป่าชะงักฝีเท้า ยืนนิ่งอยู่กับที่ เธอขยับนิ้วมือไปมาอย่างทำตัวไม่ถูกและรู้สึกน้อยใจ "พี่ชายคะ?"

ใบหน้าเล็ก ๆ เต็มไปด้วยความไร้เดียงสาและไม่เข้าใจ ดวงตากลมโตของเธอกำลังมองเขาอย่างเจ็บปวดจนต้วนเจ๋อเริ่มรู้สึกผิดในใจ

เขาสะบัดหน้าหนีไม่มองเธอ พลางพ่นควันบุหรี่ออกมาแล้วพูดเสียงเย็น "ไปให้พ้น อย่ามายุ่งกับฉัน"

หมี่เป่ามองเขา แล้วจู่ ๆ เธอก็หันหลังวิ่งหนีไป

นิ้วมือของต้วนเจ๋อชะงักไปครู่หนึ่ง คิ้วขมวดมุ่น ก่อนจะแค่นหัวเราะ "น่ารำคาญเหมือนไอ้จอมเจ้าเล่ห์นั่นไม่มีผิด!"

แต่ไม่รู้ทำไม ในใจเขากลับยิ่งหงุดหงิดกว่าเดิม

ทันใดนั้นเอง หมี่เป่าก็วิ่งกลับมาอีกครั้ง มือเล็ก ๆ สองข้างประคองเค้กชิ้นหนึ่งไว้อย่างระมัดระวัง เธอวิ่งมาตรงหน้าเขา เขย่งเท้าสุดแรงเพื่อยื่นเค้กให้

"พี่ชายกินนะคะ กินเค้กหวาน ๆ แล้วจะได้มีความสุขไง"

ทุกครั้งที่เธอไม่สบายใจ คุณพ่อก็มักจะปลอบเธอแบบนี้เสมอ

แม้ว่าส่วนใหญ่จะทำได้แค่เพียงอุ้มเธอไปยืนหน้าร้านเค้ก แล้วมองดูเค้กชิ้นเล็ก ๆ ที่โชว์อยู่ในตู้กระจกก็ตาม

ได้แค่มอง… แต่ไม่มีเงินซื้อ

ต้วนเจ๋อไม่คาดคิดว่าเธอจะพูดแบบนี้ พอเขาก้มลงก็สบประสานกับดวงตาเป็นประกายของเด็กหญิงตัวน้อยที่มองมาที่เขาเพียงคนเดียว

หัวใจของเขาสั่นไหววูบหนึ่ง แล้วเผลอรับเค้กมาโดยสัญชาตญาณ

พอตั้งสติได้ เขาก็รู้สึกขัดใจตัวเอง ทำไมถึงใจอ่อนง่ายขนาดนี้เนี่ย

แต่หมี่เป่ากลับยิ้มให้เขาจนเห็นฟันซี่เล็ก ๆ เธอหยิบเค้กชิ้นที่กินค้างไว้ขึ้นมา แล้วจูงมือเขาให้นั่งลงบนพื้นด้วยกัน

ตอนแรกต้วนเจ๋อไม่อยากนั่ง แต่ยัยเด็กคนนี้ไม่รู้ไปเอาแรงมาจากไหน ดึงเขาจนเสียหลักต้องทรุดตัวลงนั่งข้าง ๆ เธอจนได้

เขาประหลาดใจเป็นอย่างมาก และจังหวะนั้นเองก็เห็นผู้จัดการส่วนตัวขยิบตาให้เขาอย่างล้อเลียน

ไหนบอกไม่ชอบเด็กคนนี้ไง ดูสิ ให้ความร่วมมือดีเชียวนะ

ไม่ใช่โว้ยยย ไม่ได้อยากนั่งเลยสักนิด!

ต้วนเจ๋ออยากจะอธิบายแทบขาดใจ แต่ผู้จัดการกลับพยักหน้าให้เชิงว่า "ฉันเข้าใจ"

ต่อไปก็เป็นพี่น้องกัน เป็นครอบครัวเดียวกันแล้ว ปกติหน่า

ต้วนเจ๋อหน้าดำคร่ำเครียด เข้าใจบ้านนายดิ!

เขามองเด็กน้อยที่ทำให้เขาเสียหน้าอย่างหงุดหงิด แล้วเผลอแยกเขี้ยวใส่เธออีกรอบ

เมื่อรู้สึกถึงสายตาของเขา หมี่เป่าที่จ้องเค้กในมือต้วนเจ๋อพลางซับน้ำลายก็รีบเร่ง "พี่ชายกินสิคะ อย่าให้เสียของสิ ต่อไปจะไม่มีเค้กอร่อย ๆ แบบนี้ให้กินแล้วนะ"

ได้ยินดังนั้น ต้วนเจ๋อก็แค่นหัวเราะ "อะไร? มีพวกเธอเข้ามา ต่อไปฉันต้องกินแกลบกินรำแทนหรือไง?"

หมี่เป่าทำหน้าเบื่อหน่าย นึกถึงภาพในฝันที่เขาวางชามแตก ๆ ถือซอเอ้อหูขอกินอยู่ริมถนน แล้วตอบอย่างจริงจังว่า "พี่ชายคิดมากไปแล้วค่ะ พี่ไม่ได้กินแกลบหรอก ต่อไปพี่จะได้กินแต่หมั่นโถวบูดต่างหากล่ะคะ"

ต้วนเจ๋อ "…"

ยัยเด็กบ้า กล้าแช่งเขาเหรอเนี่ย!

เขาซัดเค้กเข้าปากด้วยความฉุนเฉียว กินไม่กี่คำก็หมด จากนั้นก็ลุกขึ้นเดินหนีไปทันที

แต่ว่าหมี่เป่ากลับวิ่งเตาะแตะตามหลังไปติด ๆ ไล่ยังไงก็ไม่ไป จนเขาต้องหันมาทำหน้ายักษ์ใส่ "เธอจะตามฉันทำไมเนี่ย"

หมี่เป่าโบกมือหย็อย ๆ "พี่ชาย พี่เดินไปเถอะค่ะ ไม่ต้องสนใจหนูหรอก"

เธอแค่อยากจะดูว่าความฝันจะเป็นจริงไหม

ในฝันเธอเห็นพี่ชายเดิน ๆ อยู่แล้วก็ล้มก้นจ้ำเบ้า น่าสงสารสุด ๆ ไปเลยล่ะ…

ต้วนเจ๋อไม่เข้าใจความหมายจึงกลอกตาใส่ แล้วเดินต่อไปอย่างรวดเร็ว เขาแสร้งทำเป็นหันกลับไปมองโดยไม่ตั้งใจ ก็เห็นหมี่เป่าแอบเกาะประตูโผล่หัวเล็ก ๆ ออกมาจ้องเขาอย่างลับ ๆ ล่อ ๆ

เขาส่งสายตาดุใส่เธอก่อนจะหันกลับไป ทว่าเดินไปได้เพียงไม่กี่ก้าว เขาก็ไม่ทันสังเกตว่าใครทิ้งเปลือกแตงโมไว้บนพื้น เขาเหยียบเข้าอย่างจังจนลื่นพรืดลงไป

"ปึก!" ก้นของต้วนเจ๋อกระแทกพื้นอย่างแรง หน้าตาเขาบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด

"ว้าย!" หมี่เป่าร้องอุทาน มืออวบอ้วนปิดตาแน่นพร้อมส่งเสียง "ซี้ดดด" พลางลูบก้นตัวเองเหมือนเป็นคนที่ล้มเสียเอง

เด็กหญิงตัวน้อยแยกนิ้วมือออกเป็นช่อง แล้วแอบมองลอดออกมา

ว้าววว พี่ชายล้มก้นจ้ำเบ้าจริง ๆ ด้วย!

[1] กินข้าวอ่อน คือ ผู้ชายที่ให้ผู้หญิงเลี้ยงดู เปรียบเทียบว่า "ข้าวแข็ง" คือชีวิตที่ต้องออกแรงทำงานหนัก ขยันทำมาหากินด้วยตัวเอง ส่วน "ข้าวอ่อน" คือชีวิตที่สบาย ไม่ต้องเคี้ยว ไม่ต้องลงแรง เพราะมีผู้หญิงที่มีฐานะร่ำรวยคอยสนับสนุนเรื่องเงินทองและชีวิตความเป็นอยู่

บทที่ 2 พาพี่ชายไปเก็บขยะ

บทที่ 2 พาพี่ชายไปเก็บขยะ

ต้วนเจ๋อสูดปากด้วยความเจ็บปวดพลางเอามือกุมก้นลุกขึ้นจากพื้น พอหันไปก็เห็นหมี่เป่าเบะปากทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ ราวกับว่าคนที่เจ็บคือตัวเธอเองเสียอย่างนั้น ทำเอาเขาขมวดคิ้วขึ้นมาทันที

ยังไม่ทันที่เขาจะได้อ้าปากพูด เสียงเย็นเยียบเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น

"โตจนป่านนี้แล้ว ยังเดินไม่เป็นอีกเหรอ ไม่อายเขาบ้างหรือไง?"

ต้วนเจ๋อหันไปมอง พบว่าคุณแม่ของเขากำลังยืนมองมาด้วยสายตาไม่สบอารมณ์ เธอสวมชุดกี่เพ้าสีแดงสด แม้การแต่งหน้าจะทำให้เธอดูอ่อนหวานขึ้นบ้าง แต่ในฐานะผู้กุมอำนาจแห่งตระกูลต้วน รัศมีที่แผ่ออกมาก็ข่มจนเขาต้องรีบขานรับเสียงอ่อยว่า "ครับแม่" โดยไม่กล้าเรียกชื่อกู้เซียนออกมา

ต้วนอวิ๋นขมวดคิ้ว เตรียมจะสั่งสอนลูกชายต่อ แต่กู้เซียนโอบเอวเธอไว้พลางส่ายหน้าเบา ๆ "ไม่เป็นไรหรอกครับ ให้เวลาเขาหน่อย พอเริ่มคุ้นเคยกันเดี๋ยวก็ดีเอง"

เขายิ้มให้ต้วนเจ๋อเล็กน้อย ก่อนจะหันไปหาหมี่เป่า

หมี่เป่าจ้องมองพวกเขา คิ้วเล็ก ๆ ยิ่งขมวดมุ่นหนักกว่าเดิม เธอถอนหายใจยาวเหยียดราวกับคนแก่ที่ผ่านโลกมาโชกโชน

ตระกูลต้วนกำลังจะล้มละลายจริง ๆ ด้วย เห็นทีคุณพ่อจะชวดกินข้าวอ่อนชามนี้เสียแล้วล่ะ…

กู้เซียนเลิกคิ้ว ดวงตาดอกท้อของเขามองลูกสาวอย่างนึกขำ ยัยหนูคนนี้ตั้งแต่ตื่นมาก็เอาแต่ถอนหายใจ ไม่รู้ว่าไปแบกโลกทั้งใบไว้ตั้งแต่เมื่อไหร่

เขายกมือขึ้นลูบหัวเล็ก ๆ ของเธอ "ทำตัวดี ๆ นะ ไปเล่นกับพี่ชายสิ"

หมี่เป่าพยักหน้าพลางมองเขาด้วยสายตาอ้อน ๆ แล้วกำชับกลับว่า "คุณพ่อก็ต้องทำตัวดี ๆ นะคะ ถ้ามีการดื่มเหล้าคุณพ่อต้องช่วยคุณแม่ดื่มเหล้าด้วยนะ อย่าให้คุณแม่ดื่มเยอะเกินไป แล้วก็… อาหารที่เหลือบนโต๊ะอย่าทิ้งนะคะ เก็บไว้กินมื้อหน้าด้วย อย่าฟุ่มเฟือยค่ะ"

เพราะอีกไม่นาน ตระกูลต้วนจะต้องร่อนเร่ไปตามท้องถนน แม้แต่ที่ซุกหัวนอนก็ยังไม่มี เงินที่เสียไปกับงานเลี้ยงหรูหราพวกนี้เพียงพอให้ครอบครัวเราใช้ชีวิตได้ตั้งหลายเดือนเชียวนะ

ต้วนเจ๋อแอบกลอกตาในใจ บ้านเขาคือมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของเมืองอวิ๋นเฉิงนะ จะมางกเงินแค่ไม่กี่หยวนให้เสียหน้าทำไม

กู้เซียนหัวเราะเบา ๆ พลางเช็ดหน้าให้ลูกสาว "พ่อรู้แล้วครับ ยัยหนูตัวน้อย"

ก่อนจะเดินจากไป ต้วนอวิ๋นเหลือบมองต้วนเจ๋อพร้อมคำเตือน "ดูแลน้องสาวให้ดี ไม่อย่างนั้นแกก็ไสหัวกลับไปทำงานที่บริษัทซะ"

สีหน้าของต้วนเจ๋อเปลี่ยนไปทันที ริมฝีปากสั่นระริกด้วยความเศร้าสร้อย นี่ไงล่ะ… พอมีพ่อเลี้ยงเข้ามา แม่แท้ ๆ ก็กลายเป็นแม่เลี้ยงไปเสียแล้ว!

เขาพาลโกรธและถลึงตาใส่หมี่เป่า ยัยนี่น่ารำคาญชะมัด!

เขาดูออกแล้วว่าพ่อลูกคู่นี้ คนพ่อก็เป็นจิ้งจอกเฒ่าเจ้าเล่ห์ คนลูกก็เป็นนกต่อตัวน้อยชัด ๆ ไม่ใช่พวกเคี้ยวง่ายเลยสักคน!

หมี่เป่ามองเขาด้วยสายตาไร้เดียงสา แหงนหน้าส่งยิ้มกว้างอย่างว่าง่ายให้เขา

แต่ต้วนเจ๋อกลับยิ่งอารมณ์บูด เขาพ่นลมหายใจแล้วเดินสะบัดก้นจากไป

กระทั่งถึงยามโพล้เพล้ เมื่อแขกเหรื่อทยอยกลับไปหมดแล้ว เหล่าคนรับใช้เริ่มเข้ามาทำความสะอาด ทว่าท่ามกลางความวุ่นวายนั้นกลับมีร่างกลมป้อมวิ่งวุ่นไปมา

หมี่เป่ามือหนึ่งถือกระสอบ อีกมือก็คอยเก็บขวดน้ำ แถมยังคอยหยิบพวกถั่วและลูกอมที่แขกกินไม่หมดใส่ไว้ในกระเป๋าใบเล็กของเธอเป็นบางครั้ง

ต้วนเจ๋อขมวดคิ้วแน่น พูดอย่างรังเกียจว่า "แม่ครับ นี่แม่ไปหาคนแบบไหนมาเนี่ย คนหนึ่งก็เป็นพนักงานรักษาความปลอดภัย อีกคนก็มาเก็บขยะขาย เสียหน้าจริง ๆ"

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ต้วนอวิ๋นก็ขมวดคิ้วมองเขา "แม่สอนแกแบบนี้เหรอ? ไปเอานิสัยดูถูกคนมาจากไหน การเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยแล้วมันยังไง ถ้าวันนั้นกู้เซียนไม่ผ่านมาช่วยแม่ไว้ ป่านนี้แม่ตายไปนานแล้ว"

เมื่อสองเดือนก่อน ตอนที่เธอเดินผ่านห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง จู่ ๆ คู่แข่งทางธุรกิจก็ถือมีดพุ่งเข้ามาหมายจะเอาชีวิต เนื่องจากเหตุการณ์เกิดขึ้นกะทันหันและอยู่ในระยะประชิด เธอจึงตั้งตัวไม่ทัน

โชคดีที่กู้เซียนกำลังเดินตรวจตราอยู่พอดี เขาจึงกระโดดถีบชายคนนั้นจนกระเด็น ช่วยชีวิตเธอไว้ได้ทันท่วงที

หลังจากนั้นทั้งคู่ก็ได้ทำความรู้จักกันแล้วก็รักกันจนมาถึงวันนี้

เธอจะไม่ยอมให้ลูกชายพูดจาดูถูกเขาเด็ดขาด

และที่สำคัญ "หมี่เป่าเก็บขยะแล้วยังไง นั่นน่ะเรียกว่ารู้จักประหยัดมัธยัสถ์ แกโตจนป่านนี้แล้วยังสู้เด็กไม่ได้เลย ไป! แกก็ไปช่วยน้องเก็บขยะเดี๋ยวนี้"

"แม่ครับ!" ต้วนเจ๋อตาโตเบิกตากว้าง

ส่วนต้วนอวิ๋นไม่สะทกสะท้าน เธอเหลือบมองเขาแล้วพูดเรียบ ๆ "ไม่เก็บ ก็กลับไปทำงานที่บริษัท"

สิ้นคำนั้น ต้วนเจ๋อก็เดินหน้ามุ่ยหันหลังเดินไปเก็บขยะทันที แต่เขาเลือกจุดที่ห่างจากหมี่เป่ามากที่สุด ด้วยใบหน้าบึ้งตึงเต็มไปด้วยความไม่พอใจ

ต้วนอวิ๋นนวดขมับด้วยความปวดหัว แต่พอสายตาเหลือบไปเห็นกู้เซียนกับหมี่เป่า คิ้วที่ขมวดก็พลันคลายออก แววตาเปลี่ยนเป็นอ่อนโยนขึ้นทันที

กู้เซียนช่วยลูกสาวตัวน้อยเก็บขยะไปพลาง พอเห็นเธอถอนหายใจเป็นพัก ๆ ก็อดขำไม่ได้ "เป็นอะไรไปลูก มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นหรือเปล่า? ทำหน้าอมทุกข์จนจะกลายเป็นแม่เฒ่าตัวน้อยอยู่แล้วเนี่ย"

หมี่เป่ามองเขาแล้วถอนหายใจอีกครั้ง เธอชะโงกหน้ามองซ้ายมองขวา เมื่อเห็นว่าไม่มีใครอยู่แถวนี้ จึงจูงมือเขามาใกล้ ๆ แล้วกระซิบเรื่องความฝันให้ฟังอย่างละเอียด

เมื่อฟังจบ นิ้วมือของกู้เซียนก็ชะงักไปครู่หนึ่ง "ล้มละลายเหรอ?"

หมี่เป่าพยักหน้าหงึก ๆ "ใช่ค่ะ น่าสงสารมากเลย คุณแม่กับพี่ชายต้องออกไปเก็บขยะข้างนอก ท่ามกลางหิมะตกหนักในหน้าหนาว ไม่มีที่อยู่ด้วย น่าเวทนาที่สุดเลยค่ะ"

กิจการตระกูลต้วนสืบทอดมาเกือบร้อยปี ลูก ๆ แต่ละคนก็ล้วนมีความสามารถ ไม่มีใครเป็นพวกหักหลังเลยสักคน จะล้มละลายได้อย่างไร?

กู้เซียนขมวดคิ้ว ถามด้วยความสงสัย "มีแค่คุณแม่กับพี่ชายเหรอ แล้วพ่อกับลูกล่ะ?"

หมี่เป่าเอียงคอพยายามนึกทบทวน แล้วส่ายหน้า "ไม่มีคุณพ่อ แล้วก็ไม่มีหมี่เป่าด้วยค่ะ"

มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?

หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง กู้เซียนก็ปลอบใจว่า "อาจจะเป็นแค่ความฝันก็ได้ อย่าคิดมากเลย"

แต่หมี่เป่ากลับส่ายหน้า เธอหยิบกระดองเต่าออกมาเขย่าเบา ๆ แล้วพูดอย่างมีลับลมคมใน "คุณพ่อคะ ลืมไปแล้วเหรอว่าหนูดูดวงเป็น?"

กู้เซียนจำได้แม่น

คราวแรกเขาก็ไม่เชื่อ แต่หลายครั้งที่เขาตามหาคน หมี่เป่าสามารถบอกตำแหน่งของคนคนนั้นได้อย่างแม่นยำ เขาจึงรู้ว่าลูกสาวของเขามีความสามารถพิเศษจริง ๆ

เมื่อนึกถึงสิ่งที่เธอเพิ่งพูด สีหน้าของเขาก็เคร่งขรึมขึ้นมาทันที "ลูกคำนวณออกมาจริง ๆ ใช่ไหมว่าพวกเขาจะล้มละลาย? รู้ไหมว่าเป็นเมื่อไหร่?"

หมี่เป่าพยักหน้าแล้วก็ส่ายหน้า "ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ค่ะ แต่เหมือนจะเป็นช่วงปีใหม่นะ เพราะหนูได้ยินเสียงคนจุดประทัดด้วย"

นั่นหมายความว่าเป็นช่วงฤดูหนาว แต่ไม่รู้ว่าเป็นฤดูหนาวของปีไหน

ทันใดนั้นหมี่เป่าก็นึกอะไรออก ดวงตาก็พลันเป็นประกาย "คุณพ่อคะ หนูได้ยินในทีวีมีคนพูดว่า 'สวัสดีปีมะเส็ง' ด้วยค่ะ"

ได้ยินเช่นนั้น กู้เซียนก็ใจหายวาบ ปีนี้เป็นปีมะโรง ถ้าปีมะเส็งก็คือปีหน้านั่นเอง

คืนส่งท้ายปีเก่า ตระกูลต้วนจะล้มละลาย… ซึ่งนับจากตอนนี้ก็เหลือเวลาอีกเพียงครึ่งปีเท่านั้น

ทว่า ตระกูลต้วนจะล้มละลายในเวลาอันรวดเร็วขนาดนี้ได้อย่างไร?

หมี่เป่าเองก็ไม่รู้ แต่เธอกังวลมาก

เธอแหงนหน้ามองกู้เซียน "คุณพ่อคะ เราจะทำยังไงกันดี"

ถ้าไม่มีข้าวจะกิน เธอจะต้องหิวตายแน่ ๆ เลย

พอนึกถึงตรงนี้ หมี่เป่าก็ลูบท้องน้อย ๆ ของตัวเองด้วยความเศร้าสร้อย

เธอจับมือกู้เซียนแล้วพูดอย่างเวทนา "คุณพ่อคะ หนูชอบคุณแม่กับพี่ชาย คุณพ่อช่วยพวกเขาหน่อยนะคะ อย่าให้พวกเขาต้องไปเป็นขอทานเลยนะคะ"

แต่พอนึกขึ้นได้ว่าคุณพ่อเองก็ยังแทบจะเลี้ยงเธอไม่ไหว หมี่เป่าก็เริ่มกังวลอีกรอบ เลยเสนอความคิดขึ้นมาว่า "หรือว่า… หนูควรสอนพี่ชายเก็บขยะดีคะ? เขาตัวสูง ขายาวแขนยาว ต้องแย่งลังกระดาษกับพวกคุณปู่คุณย่าชนะแน่ ๆ เลย"

ต้วนเจ๋อเดินเข้ามาได้ยินประโยคนี้พอดี… ‘ดีจริง ๆ พ่อลูกคู่นี้วางแผนจะส่งเขาไปเก็บขยะแล้ว นี่กะจะไล่เขาออกจากบ้านชัดๆ!’

เขาโมโหจัดจนต้องดึงผมจุกของหมี่เป่าเบา ๆ อย่างหมั่นไส้ "ยัยเด็กน้อยทำไมเธอถึงร้ายกาจแบบนี้ รู้ไหมว่าฉันเป็นใคร ฉันเป็นถึงดาราดังที่มีกระแสแรงที่สุดนะ รู้ไหมว่าวันหนึ่งฉันหาเงินได้เท่าไหร่"

เก็บขยะเหรอ? ฝันไปเถอะ! ต่อให้เขาจะตกอับจนไม่มีใครจ้าง เขาก็ไม่มีวันไปเก็บขยะขายเด็ดขาด

เมื่อเห็นเขามาแล้ว กู้เซียนจึงไม่ได้ซักถามเรื่องล้มละลายต่อ

หมี่เป่าเองก็รู้เพียงแค่ผลลัพธ์ ไม่รู้ว่าระหว่างทางเกิดอะไรขึ้น

การที่จะทำให้กิจการใหญ่โตอย่างตระกูลต้วนล้มละลายได้ ย่อมไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน เรื่องนี้ต้องค่อย ๆ วางแผนพิจารณาอย่างรอบคอบ

เมื่อคิดได้ดังนั้น กู้เซียนจึงเก็บอาการแล้วลูบหัวหมี่เป่าเบา ๆ "ไปสอนพี่ชายเขาสิ"

เขาปรายตามองของที่ต้วนเจ๋อเก็บมา… เก็บมาตั้งนาน ได้ขวดน้ำติดมือมาแค่ไม่กี่ขวดเท่านั้นเอง

หมี่เป่าเองก็สังเกตเห็นเช่นกัน เธออุทาน "โธ่เอ๊ย" ออกมา พลางพูดต่อ "พี่ชายทำไมซื่อบื้อจัง พี่ต้องเร็วกว่านี้หน่อยนะคะ ขืนช้าแบบนี้ออกไปข้างนอกพี่แย่งใครเขาไม่ทันหรอก"

"แล้วก็นะ น้ำข้างในน่ะต้องเททิ้งให้หมดด้วย เจ้าของร้านรับซื้อของเก่าเขาไม่เอาหรอก เขาเอาแค่ขวดค่ะ"

พูดจบ หมี่เป่าก็เทเหล้าที่เหลืออยู่ในขวดทิ้งทันที

ต้วนเจ๋อยืนกอดอกมองด้วยสายตาเจ้าเล่ห์ พอเห็นหมี่เป่าเทจนหมดเกลี้ยง เขาก็พูดขึ้นมาช้า ๆ ว่า "เหล้าที่เธอเททิ้งไปน่ะ ขวดละหนึ่งแสนหยวนนะ แล้วขวดเปล่านั่นน่ะ เธอจะขายได้สักกี่หยวนกันเชียว?"

หมี่เป่าที่ปกติขายขวดได้ใบละแปดเฟิน "…"

บทที่ 3 ปากอีกา

บทที่ 3 ปากอีกา

"แงงงงงงง"

หมี่เป่ามองขวดเหล้าที่ว่างเปล่า แล้วทิ้งก้นนั่งลงบนพื้นดัง ‘ตุ้บ’ ก่อนจะปล่อยโฮออกมาเสียงดังลั่นจนสะเทือนไปทั้งบริเวณ

รอยยิ้มบนใบหน้าของต้วนเจ๋อแข็งค้างไปทันที เขารีบใช้ปลายเท้าสะกิดเธอเบา ๆ "เฮ้ย อย่าเพิ่งสิ ทำไมบทจะร้องก็ร้องขึ้นมาล่ะ ลุกขึ้นเร็ว"

หมี่เป่าไม่ยอมลุก เธอชี้ไปยังเหล้าที่ถูกเททิ้งไป มือเล็ก ๆ สองข้างกำหมัดขยี้ตาพลางร้องไห้หนักกว่าเดิม

เมื่อเห็นว่าคุณแม่เริ่มส่งสายตาพิฆาตมาให้ ต้วนเจ๋อก็เริ่มลนลาน เขารีบตะปบปากหมี่เป่าเพื่อปิดเสียงเธอด้วยมือเปล่า พร้อมขู่ฟ่อเสียงดุว่า "เงียบนะ! ถ้าขืนยังร้องอีก ฉันจะเอาเธอไปทิ้งเดี๋ยวนี้เลย"

หมี่เป่าเงียบกริบในทันที เธอเบะปากน้อย ๆ ร่างเล็ก ๆ สะอึกสะอื้นจนตัวโยน พอต้วนเจ๋อยอมปล่อยมือ เธอก็รีบเอามือปิดปากตัวเองไว้อย่างว่าง่ายไม่ยอมให้มีเสียงเล็ดลอดออกมาแม้แต่นิดเดียว แต่หยาดน้ำตากลับร่วงเผาะ ๆ ราวกับเขื่อนแตก ดูแล้วน่าสงสารจับใจยิ่งกว่าเดิม

ต้วนเจ๋อหลบสายตาเธอด้วยความรู้สึกผิด เขาแสร้งทำหน้านิ่งแล้วพูดเสียงแข็ง "มีอะไรน่าร้องนักหนา บ้านฉันมีเงินตั้งเยอะแยะ เหล้าแค่นั้นมันน่าเสียดายตรงไหน?"

หมี่เป่าพยักหน้าหงึก ๆ เธอจับมือของเขามาวางไว้ที่หน้าอก สูดน้ำมูกดังเฮือกแล้วพูดด้วยเสียงนุ่มนิ่มว่า "เจ็บค่ะ…"

เมื่อครู่เธอลองคำนวณดูแล้ว เมื่อกี้เธอเทเงินทิ้งไปตั้งสี่ห้าแสนหยวน เด็กหญิงตัวน้อยก้มหน้าก้มตาด้วยความเสียดายอย่างสุดซึ้ง

คุณพ่อของเธอมีเงินเดือนแค่สี่พันห้าร้อยหยวน ต้องทำงานกี่ปีถึงจะได้เงินเยอะขนาดนั้นกันนะ

ยิ่งคิดหมี่เป่าก็ยิ่งร้องไห้หนักขึ้น "หนูขอโทษค่ะพี่ชาย หนูมันโง่เอง ฮือ ๆ ๆ"

ต้วนเจ๋อมองดูเธอ แล้วจู่ ๆ ก็รู้สึกเสียใจที่ไปแกล้งเธอแบบนั้น

เงินแค่นั้นยังไม่เท่าดอกเบี้ยธนาคารที่บ้านเขาได้รับในแต่ละวันเลยด้วยซ้ำ แต่เขากลับแกล้งยัยเด็กน้อยจนขวัญเสียขนาดนี้ ทำให้เขารู้สึกไม่สบายใจขึ้นมาอีกครั้ง

เขาพูดด้วยน้ำเสียงเก้อเขินเล็กน้อยว่า "ฉันล้อเล่นน่ะ เหล้านั่นจริง ๆ แล้วไม่ได้แพงขนาดนั้นหรอก"

"จริงเหรอคะ?" ดวงตาของหมี่เป่าเป็นประกายขึ้นมา เธอเงยหน้าขึ้นทันควันจนจุกผมบนหัวตั้งกระดิกอย่างมีชีวิตชีวา เธอมองเขาด้วยสายตาคาดหวัง

ต้วนเจ๋อเกือบจะหลุดขำแต่ก็กลั้นไว้ได้ เขาพยักหน้ายืนยัน "จริงสิ เหล้าที่เปิดดื่มแล้วใครเขาจะอยากได้ เอาไปขายของเก่าเขายังรำคาญที่มันหนักตาชั่งเลย"

พอได้ยินแบบนั้น หมี่เป่าก็ถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก เธอฉีกยิ้มกว้างจนเห็นฟันซี่เล็ก ๆ "ถ้าอย่างนั้นหนูก็สบายใจแล้วค่ะ"

ดวงตาของเธอดำขลับและใสซื่อราวกับลูกองุ่น ต้วนเจ๋ออดไม่ได้ที่จะจ้องมองนานกว่าปกติ

เจ้าเด็กนี่… ก็น่ารักดีเหมือนกันนะเนี่ย

แต่ทันทีที่ความคิดนั้นผุดขึ้นมา เขาก็นึกถึงสถานะของตัวเองแล้วเบ้ปากเบือนหน้าหนี

ทว่าจู่ ๆ ร่างนุ่มนิ่มอวบอ้วนก็โถมเข้าใส่จนเขาต้องรีบคว้าตัวเธอไว้ตามสัญชาตญาณ

หมี่เป่ากอดเขาไว้แน่น แล้วฝังจมูกลงบนแก้มเขาดัง ‘ฟอด’ "พี่ชายหนูชอบพี่จัง พี่ใจดีที่สุดเลย!"

ยัยหนูตัวน้อยนุ่มนิ่มไปทั้งตัว แถมเสียงยังหวานใสจนแทบจะละลายหัวใจคนฟังได้ ต้วนเจ๋อเกือบจะเผลอยิ้มมุมปากออกมา แต่เขาก็รีบหุบยิ้มไว้ได้ทันท่วงที

เขาทำท่ารังเกียจพลางดันตัวหมี่เป่าออก "ไป ๆ อย่ามาใช้ไม้นี้กับฉัน"

เขายังไม่ยอมรับพ่อลูกคู่นี้หรอกนะ!

หมี่เป่าไม่ได้เสียใจเลยสักนิด เธอหัวเราะร่าอย่างร่าเริงแล้วจับมือเขาอย่างสนิทสนม "พี่ชายมาเร็วค่ะ หนูจะสอนพี่เก็บขยะเอง ต่อไปพี่ต้องได้ใช้แน่นอน"

หมี่เป่าเก็บไปสอนไปอย่างละเอียด "น้ำข้างในต้องเททิ้งนะคะ แต่ฝาขวดห้ามทิ้งเด็ดขาด อันนี้ก็ขายได้เงินเหมือนกัน"

"แล้วก็พวกอาหารพวกนี้ บางจานยังไม่มีใครแตะเลย สะอาดมาก เราเก็บไว้กินต่อได้นะคะ"

ทันใดนั้นหมี่เป่าก็อุทานออกมา ดวงตาเป็นประกาย เธอปล่อยมือต้วนเจ๋อแล้ววิ่งปรี่เข้าไปกอดขวดน้ำส้มไว้อย่างมีความสุข "น้ำขวดนี้ยังเหลืออยู่เลย เราเอาไปดื่มได้ค่ะ"

ต้วนเจ๋อเหลือบมองของไร้ราคาพวกนั้นแล้วฮึดฮัดในลำคอ "เด็กตัวแค่นี้รู้เรื่องดีจังนะ"

หมี่เป่าตบอกน้อย ๆ อย่างภูมิใจ "หนูเคยไปงานเลี้ยงมาแล้วนะคะ!"

ความจริงแล้วเวลาไปงานเลี้ยง อาหารจานไหนที่คนอื่นกินเหลือเธอกับคุณพ่อก็เคยห่อกลับบ้านบ่อย ๆ แต่เธอคิดว่าพี่ชายน่าจะไม่ยอมกินของที่คนอื่นแตะแล้วแน่ ๆ จึงเลือกที่จะไม่พูดคำนั้นออกมา

หมี่เป่าลอบมองต้วนเจ๋อ พอเห็นเขามองกลับมา เธอก็รีบส่งยิ้มหวานประจบให้ทันที

ต้วนเจ๋อมองเธออย่างเอือมระอา "ยิ้มบื้ออะไรอยู่ได้ ทำงานสิ"

"อ้อ ๆ ได้ค่ะ" หมี่เป่ารีบกุลีกุจอทำงานต่อทันที

ผ่านไปสองชั่วโมงกว่า ในที่สุดทั้งคู่ก็หยุดพัก หมี่เป่าจูงมือต้วนเจ๋อเดินเตาะแตะไปหากู้เซียนและต้วนอวิ๋นอย่างร่าเริง

"คุณพ่อคุณแม่ดูสิคะ! นี่คือผลงานของหนูกับพี่ชายค่ะ"

ข้างหลังพวกเขามีกระสอบพอง ๆ สองใบถูกลากมาด้วย หมี่เป่าภูมิใจที่สุด ส่วนต้วนเจ๋อได้แต่หันหน้าหนีด้วยความอับอายขายหน้า

ถ้าเรื่องที่เขามาเก็บขยะขายหลุดออกไป เขาคงอยู่ในวงการต่อไม่ได้แน่นอน!

ต้วนอวิ๋นหัวเราะเบา ๆ พลางบีบแก้มยัยหนูตัวน้อยแล้วพูดเสียงนุ่ม "หมี่เป่าลำบากแย่เลยนะจ๊ะ"

หมี่เป่าเอาหน้าถูไถมือของเธอพลางสูดดมกลิ่นหอมแรง ๆ หนึ่งฟอด คุณแม่ทั้งนุ่มทั้งหอม เธอชอบคุณแม่ที่สุดเลย!

"ไม่ลำบากเลยค่ะ" หมี่เป่าจ้องมองต้วนอวิ๋นด้วยดวงตาเป็นประกายแล้วพูดอย่างจริงจังว่า "คุณแม่คะ ต่อไปหนูจะเลี้ยงคุณแม่เองนะ หนูเก็บขยะเก่งมาก! เรื่องแย่งลังกระดาษหนูสู้ตายค่ะ"

เธอคิดเอาไว้แล้ว ถ้าเปลี่ยนดวงล้มละลายของตระกูลต้วนไม่ได้ เธอจะตั้งใจหาเงินเลี้ยงคุณแม่กับพวกพี่ชายเอง

ต้วนอวิ๋นย่อมไม่ได้สนใจเงินเพียงเล็กน้อยนั่น แต่ก็อดไม่ได้ที่จะขำไปกับความน่ารักของเด็กหญิงจนหัวใจอ่อนระทวย "จริงเหรอจ๊ะ? หมี่เป่าเก่งที่สุดเลย งั้นแม่จะรอให้หนูเลี้ยงนะ"

หมี่เป่าพยักหน้าหงึก ๆ เหมือนไก่จิกข้าว ท่าทางนี้ทำเอาต้วนอวิ๋นยิ้มกว้างกว่าเดิม

ต้วนเจ๋อยืนอ้าปากค้างมองเหตุการณ์นี้อย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา ราวกับว่าเขาไม่รู้จักผู้หญิงคนนี้มาก่อน

แม่เขาหัวเราะเป็นด้วยเหรอ? นี่ใช่แม่เขาจริง ๆ ใช่ไหมเนี่ย?

ราวกับจะรู้ตัวว่าถูกจ้อง ต้วนอวิ๋นยืดตัวตรงแล้วเหลือบมองลูกชาย สีหน้าพลันเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมทันควัน "วันนี้ทำตัวใช้ได้ดีหนิ วันหลังก็ต้องดีกับน้องแบบนี้ล่ะ ห้ามรังแกน้องเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นแม่จะจัดการแกให้ถึงที่สุด!"

พูดจบ เธอก็ส่งสายตาเฉียบคมราวกับใบมีดพุ่งเข้าใส่

ต้วนเจ๋อกลับรู้สึกโล่งอก… นี่แหละแม่ตัวจริงของเขาแน่ ๆ

เขาไม่ได้พูดอะไร แม้ในใจจะไม่อยากรับปากแต่ก็ไม่กล้าเถียง

ต้วนอวิ๋นเหลือบมองเขาอีกครั้งก่อนจะจูงมือกู้เซียนขึ้นไปข้างบน

พอแม่ไปแล้ว ต้วนเจ๋อก็หันมาทำเสียงดุใส่หมี่เป่าทันที "อยู่ในบ้านนี้ก็ทำตัวสงบเสงี่ยมหน่อย อย่ามาวุ่นวายกับฉัน!"

ได้ยินดังนั้น หมี่เป่าก็กำนิ้วอ้วน ๆ ของตัวเองอย่างลังเล เธอทำท่าเหมือนมีอะไรจะพูดแต่ก็ไม่พูด มองเขาด้วยสายตาน่าสงสาร

ต้วนเจ๋อรู้สึกใจอ่อนอย่างบอกไม่ถูก กำลังจะอ้าปากพูดอะไรบางอย่าง แต่แล้วหมี่เป่าก็ชิงพูดขึ้นมาก่อนว่า

"พี่ชายคะ หนูแค่อยากจะบอกพี่ว่า ตอนนอนต้องระวังตัวด้วยนะคะ ความซวยของพี่ยังไม่จบหรอกค่ะ คืนนี้เตียงของพี่จะพังนะคะ"

สิ้นคำพูดนี้ ต้วนเจ๋อหน้าดำคร่ำเครียดทันที ยัยเด็กบ้านี่ กล้าแช่งเขาอีกแล้วนะ ไม่ใช่เด็กดีเลยจริง ๆ !

เตียงจะพังงั้นเหรอ? เตียงเขาทั้งแข็งแรงทั้งทนทาน ต่อให้ขึ้นไปเต้นระบำบนนั้นก็ไม่มีวันพัง เขาจะนอนจนมันพังได้ยังไง?

ถ้าเชื่อคำพูดนี้ก็บ้าแล้ว!

เขากลอกตาใส่เธอหนึ่งทีแล้วสบถ"เหอะ" ออกมา ก่อนจะเดินสะบัดก้นกลับเข้าห้องและปิดประตูใส่หน้าเสียงดังปัง!

หมี่เป่ามองตามหลังเขาไปพลางถอนหายใจยาวราวกับผู้ใหญ่ "พี่ชายเนี่ย ไม่เชื่อฟังเลยจริง ๆ"

กลางดึกคืนนั้น ในขณะที่ต้วนเจ๋อกำลังหลับสนิท ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกเหมือนพื้นที่ข้างใต้ว่างเปล่า ร่างทั้งร่างร่วงวูบลงไปข้างล่างทันที เขากระแทกพื้นดัง "โครม!" จนดวงตาเบิกโพลงตื่นเต็มตา

เขามองดูเตียงที่พังลงมาเป็นชิ้น ๆ แล้วก็ถึงกับตกใจจนทำตัวไม่ถูก

เดี๋ยวนะ ยัยเด็กตัวแสบนั่น นอกจากจะเป็นตัวซวยแล้ว ยังเป็นพวก "ปากอีกา" ที่ทักเรื่องร้ายแล้วเป็นจริงอีกเหรอเนี่ย!

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...