“กู้ชีพ-แบกเพื่อไทย” งานหินในมือ “ดร.เชน”
ภายหลังการแถลงนโยบายเสร็จสิ้น ทั้งคณะรัฐมนตรี รัฐบาล รวมถึงฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ต่างต้องเร่งทำงานอย่างเต็มที่ เพราะในช่วงเวลาเพียง 2 เดือนก่อนการเลือกตั้ง ประชาชนยังไม่สามารถตัดสินใจได้อย่างชัดเจนว่าจะฝากความหวังไว้กับใคร
เมื่อการเลือกตั้งผ่านพ้นไป ผลปรากฏว่า “พรรคภูมิใจไทย” ได้คะแนนเป็นอันดับ 1 และเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ขณะที่ “พรรคประชาชน” มาเป็นอันดับ 2 ทำหน้าที่ฝ่ายค้าน และ “พรรคเพื่อไทย” มาเป็นอันดับ 3 เข้าร่วมเป็นพรรคร่วมรัฐบาล
บทบาทของ “พรรคเพื่อไทย” จึงชัดเจนว่า เมื่อเลือกเข้าร่วมรัฐบาลแล้ว ก็ต้องทำหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมายอย่างเต็มที่ โดยได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการ 5 ตำแหน่ง และรัฐมนตรีช่วยอีก 3 ตำแหน่ง ในฐานะพรรคอันดับ 2 ของฝ่ายรัฐบาลที่มีจำนวน สส.รองจากพรรคแกนนำ
อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่ “พรรคเพื่อไทย” ต้องพิสูจน์ คือบทบาทในฝ่ายนิติบัญญัติ ในฐานะพรรคร่วมรัฐบาล ว่าสามารถสร้างความเชื่อมั่นกลับคืนมาให้กับประชาชนได้จริงหรือไม่ ผ่านกระบวนการในสภาฯ ทั้งการออกกฎหมาย หรือการพิจารณาเรื่องในชั้นกรรมาธิการ
ท่ามกลางเสียงสะท้อนจากหลายฝ่าย การตัดสินใจเข้าร่วมรัฐบาลของ “พรรคเพื่อไทย” มีทั้งข้อดีและข้อเสีย แต่เหตุผลหลักคือการสร้างผลงานที่เป็นรูปธรรมให้ประชาชนได้เห็นอย่างชัดเจน
โจทย์สำคัญจึงอยู่ที่การเลือกตั้งครั้งหน้า ว่าพรรคเพื่อไทยจะทำอย่างไรให้ประชาชนกลับมาเชื่อมั่น และตัดสินใจเลือกอีกครั้ง ภายใต้การนำของ “ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ผู้มีดีกรีศาสตราจารย์ ดร.
อย่างน้อยๆ การที่ “อ.เชน” ได้เข้ามาดำรงตำแหน่งในกระทรวง อว. ก็สะท้อนถึงการคัดเลือกบุคลากรที่มีความรู้ ความสามารถ และเหมาะสมกับตำแหน่ง ถือเป็นขั้นแรกว่า “พรรคเพื่อไทย” ยังมีการเลือกบุคคลที่เหมาะสมกับตำแหน่งให้เห็น
บทพิสูจน์ถัดไป คือการสร้างผลงานที่จับต้องได้ มากกว่าคำพูด เพราะสุดท้ายแล้ว ประชาชนไม่ได้ตัดสินจากคำสัญญา แต่ตัดสินจากสิ่งที่เกิดขึ้นจริง
สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าการเลือกตั้งในอีก 4 ปีข้างหน้า คือการทำให้ประชาชนเชื่อมั่นว่า ผู้แทนที่เขาเลือกสามารถสร้างประโยชน์ให้กับชีวิตของเขาได้จริง ไม่ใช่เพียงคำพูดที่สวยหรู เพราะคำพูดนั้นใครก็สามารถกล่าวได้
ผลการเลือกตั้งที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่า ในแต่ละพื้นที่ ประชาชนมักมี “ผู้แทนในใจ” อยู่แล้ว ต่อให้มีการลงพื้นที่หาเสียงมากเพียงใด หากไม่สามารถเปลี่ยนความเชื่อมั่นนั้นได้ ก็ยากที่จะชนะใจประชาชน
ดังนั้น หาก “พรรคเพื่อไทย” ต้องการกลับมา นอกจากจะต้องเอาชนะใจเดิมแล้ว ยังต้องสร้างความพึงพอใจใหม่ให้เกิดขึ้นควบคู่กันไป
การตัดสินใจเข้าร่วมรัฐบาลในครั้งนี้ จึงเปรียบเสมือนการเดิมพันครั้งสำคัญ ที่ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าไม่ใช่ทางเลือกที่ผิดพลาด และสามารถทำได้มากกว่าคำพูด
ท้ายที่สุด ไม่ว่าจะเป็นพรรคการเมืองใด การทำผลงานคือหัวใจสำคัญในการเรียกคะแนนเสียงกลับคืนมา แต่สำหรับ “พรรคเพื่อไทย” ซึ่งเคยยิ่งใหญ่ในอดีต นี่คือโจทย์ใหญ่ที่ต้องแก้ให้ได้ก่อนการเลือกตั้งครั้งถัดไป ว่าจะกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งได้อย่างไร
ด้วยโครงสร้างตำแหน่งรัฐมนตรีที่ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับกระทรวงด้านสังคม ถือเป็นความได้เปรียบ เพราะการพัฒนาประเทศต้องเริ่มจากการพัฒนาคน หาก “พรรคเพื่อไทย” สามารถขับเคลื่อนนโยบายด้านนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็มีโอกาสได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น
รวมถึงการแก้ไขปัญหาวิกฤตในปัจจุบัน หากสามารถแสดงให้เห็นถึงผลงานที่เป็นรูปธรรมได้จริง ประชาชนก็อาจพร้อมที่จะกลับมาให้การสนับสนุนอีกครั้ง
แต่ในอีกด้านหนึ่ง นี่ก็เป็นเหมือน “ดาบสองคม” หากทำได้ดี คะแนนเสียงอาจไหลกลับมา แต่หากล้มเหลว ประชาชนก็อาจหันหลังให้ทันที โดยเฉพาะในยุคที่สื่อสังคมออนไลน์มีอิทธิพลสูง ใครทำดีหรือทำพลาด ย่อมถูกเผยแพร่และขยายวงอย่างรวดเร็ว
สุดท้าย สิ่งที่ประชาชนต้องการไม่ใช่เพียงคำสัญญา แต่คือผลงานที่มองเห็นและสัมผัสได้จริง และนี่คือโอกาสของ “พรรคเพื่อไทย” ที่ต้องพิสูจน์ให้เห็นว่า แม้จะมีเพียง 74 เสียง ก็สามารถกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งได้.