โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ข้อถกเถียงในวงฝุ่นไฟ

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 22 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ฤดูฝุ่นควันทั้งภาคกลางภาคเหนือปีนี้มีความประหลาดกว่าที่ผ่านมา กล่าวคือ ภาคกลางกรุงเทพฯ มีผลกระทบน้อยกว่าทุกปี อาจด้วยมีการจัดการไฟแต่ต้นลม สำหรับภาคเหนือที่วิกฤติใหญ่กว่า นานกว่า ในช่วงแรกไฟน้อยอากาศดี แต่ก็เริ่มมีวิกฤติจริงปลายเดือนมีนาคม เกิดจำนวนไฟรายวันมากเป็นประวัติการตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคมเป็นต้นมา

จุดความร้อนรายวันสูงเกิน 4,000 จุด ขึ้นไปแตะ 5,000 จุดในต้นเดือนเมษายน เป็นสถิติใหม่ไม่เคยเกิดมาก่อน ค่ามลพิษทุกเมืองในภาคเหนือสูงเกินมาตรฐานต่อเนื่องในช่วงดังกล่าว

นอกจากขนาดความแรงของฝุ่นไฟแล้ว ยังเกิดมีวิวาทะข้อถกเถียง การแสดงความไม่พอใจของกลุ่มต่างๆ ทั้งต่อรัฐ และ ต่อแวดวงอื่นยังเกิดขึ้นมากกว่าทุกปีด้วย ในทำนองว่าฝุ่นไฟยิ่งแรงการโต้เถียงก็ยิ่งดุเดือด!

ฝุ่นควันมาจากใครก็เก็บเงินคนนั้น หลักการดี แต่ทำยาก?

เริ่มจากมีเอ็นจีโอวิจารณ์ว่า รายการสารคดีโทรทัศน์ไม่เป็นกลาง ไม่นำเสนอเนื้อหาที่ฝ่ายตนเห็นว่าสำคัญ จากนั้นก็มีการถกเถียงในเรื่องสาเหตุการเกิดไฟ เรื่องเห็ด ว่าใช่ปัญหาของไฟป่าและฝุ่นควันภาคเหนือหรือไม่? การตั้งประเด็นว่ามีแต่คนจนในป่าที่ถูกชี้ว่าเป็นตัวปัญหา ทำไมไม่ชี้ไปที่นายทุนโรงงานและพืชเชิงเดี่ยว มีวงเสวนา และการสื่อสารต่อในโซเชียลมีเดีย พร้อมๆ กับขนาดของไฟที่ลุกลามใหญ่เป็นประวัติการณ์

อันที่จริงปรากฏการณ์ลักษณะนี้เป็นที่คาดหมายมาก่อนแล้ว นับตั้งแต่ร่างพ.ร.บ.อากาศสะอาด ร่างเสร็จและมีบทบัญญัติว่าด้วยการเก็บเงินจากผู้ก่อมลพิษตามหลักการ Polluter Pays Principle หลักการนี้ดี แต่มันก็ยากตรงที่ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า ใครทำอะไร ปล่อยมลพิษแค่ไหน และต้องรับผิดชอบในสัดส่วนเท่าไหร่

โจทย์ประเด็นว่าด้วยสาเหตุที่แท้จริงของฝุ่นควัน เป็นปมตั้งต้นของความขัดแย้ง ด้วยเพราะมันซับซ้อน สาเหตุหลากหลาย มีทั้งมลพิษจากภาคเมือง การผลิต การเกษตร การใช้ไฟ ไฟในป่า ทั้งยังมีฝุ่นพิษข้ามแดนมา แต่ละเดือนสัดส่วนก็ไม่เท่ากันอีก

ภาวะวิกฤติมลพิษฝุ่นควันไม่ใช่พิบัติธรรมชาติ น้ำท่วม แผ่นดินไหว ที่คนในสังคมเห็นพ้องเป็นฉันทามติว่านี่คือ "ภัยพิบัติ" แต่มลพิษฝุ่นควันเป็นพิบัติภัยจากพฤติกรรมและการผลิตของสังคม ที่เกิดมากล้นเกินระดับปกติ จึงกลายเป็นปัญหากระทบกับสังคมโดยรวม

มันไม่ใช่แค่เรื่องของอารมณ์ หรือ เหตุผลมุมมองแตกต่างกันเท่านั้นหรอก เนื้อหาที่แท้จริงของปรากฏการณ์นี้ก็คือ การต่อรองถกเถียงกันระหว่างกลุ่มคนต่างๆ ในสังคม ที่มีทั้งกลุ่มผู้รับผลกระทบ กับกลุ่มที่เป็นแหล่งกำเนิดฝุ่นควัน ภาคอุตสาหกรรม ภาคเกษตร ไร้อ้อย ชาวนา โรงงาน ผู้ส่งออก และคนที่ใช้ชีวิตในเขตป่า ฯลฯ

และมันก็ไม่ใช่การแบ่งเป็น 2 ขั้วฝ่ายระหว่าง คนดม กับ คนผลิตปลดปล่อยมลพิษ เท่านั้น ระหว่างกลุ่มก็มีการชี้ไปชี้มาด้วย เช่น วงสัมมนาของคนใช้ไฟในป่าทวงถามว่าทำไมไม่ไปตรวจสอบการปล่อยมลพิษของโรงงานอุตสาหกรรม โรงผลิตไฟฟ้า บ้างก็ชี้ไปขนาดว่า สังคมเอาแต่กดขี่คนเล็กคนน้อยไม่พูดถึงปัญหาฝุ่นจากข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในอนุภูมิภาค หรือว่า เกรงใจนายทุนข้ามชาติ ฯลฯ คือ ต่างก็ชี้ไปที่แหล่งกำเนิดอื่น

เกิดแผนแก้ปัญหาฝุ่นควัน-การต่อรองทางสังคม หลายครั้ง แต่ไม่คืบหน้า

ประเด็นใหญ่ในข้อโต้แย้งก็คือ การเถียงกันเรื่องสาเหตุของปัญหา เพื่อนำไปสู่แนวทางออกแบบการแก้ปัญหา แบบที่ฝ่ายตัวคิดว่าใช่และเป็นธรรม

ที่จริงแล้วการต่อรองทางสังคมในวาระมลพิษฝุ่นควัน PM2.5 มีมาก่อนแล้ว เช่น การต่อรองของผู้ใช้ไฟในระยะที่รัฐห้ามเผา จนที่สุดก็เกิดแอปพลิเคชัน fired และ BurnCheck ขึ้นมาเมื่อ 4-5 ปีก่อน การต่อรองของผู้ผลิตกลุ่มต่างๆ ที่ถูกกำหนดโดยวาระแห่งชาติว่าด้วยฝุ่นละอองพ.ศ. 2562 ให้การเผาอ้อยเหลือ 0% ซึ่งทำไม่ได้ หรือ การกำหนดให้ปรับเชื้อเพลิงเครื่องยนต์เป็นมาตรฐาน ยูโร 5 นี่ก็ทำไม่ได้ มีการต่อรองเจรจาและเลื่อนออก

จนล่าสุด..ในการพิจารณากฎหมายอากาศสะอาดเมื่อปีกลาย ก็มีจดหมายของภาคเอกชน กกร. ไปยังกรรมาธิการ ซึ่งไม่เห็นด้วยกับเนื้อหาบางมาตราที่กระทบกับผู้ประกอบการ กระทั่งมีการขอแปรญัตติปรับแก้ ในชั้นการพิจารณา ส.ว. นี่ล่ะคือรูปธรรมของการต่อรองทางสังคมเรื่องฝุ่นควัน

นอกจากนี้ ยังมีการโต้แย้งผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย การจัดเวทีเสวนา จัดวงพูดคุยออนไลน์ ในช่วงเดือนที่ผ่านมาก็เป็นอีกปะทุหนึ่งของการต่อรองในระหว่างวิกฤติไฟภาคเหนือ ซึ่งก็มีผู้เกี่ยวข้องหลายกลุ่ม หนัก-แก่ มุมมองก็ไม่เหมือนกันอีก

การจะออกจากภาวการณ์ถกเถียงต่อรองเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ หรือระบบการจัดการ/มาตรการ ที่ลงตัวในท้ายสุด พร้อมกับให้มีประสิทธิภาพในเชิงแก้วิกฤติผลกระทบได้ และยังเป็นที่ยอมรับจากกลุ่มผู้เป็นแหล่งกำเนิดได้ด้วยนั้น ยังต้องอาศัยระยะเวลา ข้อมูลเชิงประจักษ์ งานวิชาการ และกระบวนการแบบเปิด และค่อนข้างยากเพราะภาครัฐเอง

แทนที่จะเป็นตัวกลางของการหาทางออก กลายเป็นกิจกรรมของรัฐเอง เช่น การชิงเผาภาครัฐก็เป็นคู่ขัดแย้ง ที่กลุ่มผู้รับผลกระทบมองว่า เป็นอีกหนึ่งสาเหตุของปัญหา รัฐชิงเผา ไม่บอกกล่าว และไฟลามไปเอง ไม่มีใครตรวจสอบเป็นอีกหนึ่งเหตุของไฟป่าที่ผ่านมา

กลุ่มผู้ได้รับผลกระทบมีหลายกลุ่มยิบย่อย ต้องยกระดับสังคมร่วมกัน

ปัญหานี้มีผู้คนมากมายหลายสิบกลุ่มที่เกี่ยวข้อง แค่กลุ่มผู้รับผลกระทบก็มีอ่อนแก่หลากหลายความคิดเห็น หากจะมีการสัมมนาเพื่อหาคำตอบนำไปปรับเป็นนโยบายมาตรการ แค่เวทีเดียวไม่พอ อาจจะต้องแยกรายชื่อเป็นกล่องย่อยๆ เป็นกลุ่มคนป่วย กลุ่มเสี่ยง กลุ่มอนาคตเด็กเยาวชน กลุ่มที่ไม่เอาการเผาเลย กลุ่มที่อนุญาตให้เผาและมีการปล่อยมลพิษได้โดยการควบคุม ฯลฯ

ขณะที่ห้องสัมมนาของ กลุ่มผู้เกี่ยวข้องกับการผลิตภาคต่างๆ ยิ่งหลากหลายกว่า Interest groups ของกลุ่มนี้ยังต่อรองระหว่างกันด้วย แค่เอาโรงงานอุตสาหกรรมปิโตรเคมี มารวมกับ โรงงานแปรรูปอาหาร ก็คนละเรื่อง ยังมีกลุ่มที่มีห่วงโซ่อุปทานยาวๆ อ้อยน้ำตาล สุดท้ายคือการส่งออก ข้าวก็ส่งออก ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ก็ส่งออก ซัพพลายเชนยาวๆ ก็มีการต่อรองระหว่างห่วงโซ่ด้วย

การใช้ไฟภาคเกษตรในป่าควรจะแยกออกมาอีกกลุ่ม เพราะใช้กฎหมายคนละฉบับ ยังมีภาคประชาสังคม ภาควิชาการ เอ็นจีโอ ที่มีจุดยืนพิทักษ์สิทธิประชาชนคนเล็กๆ แต่มีมุมมองแนวคิดไม่เหมือนกัน ชาวบ้านต้องขออนุญาตเผา กับชาวบ้านไม่จำเป็นต้องขออนุญาตด้วยเป็นวิถีชีวิตดั้งเดิม นี่ไง..แค่นี้ก็หลากหลายเพิ่มขึ้นอีก กล่องย่อยๆ ของกลุ่มที่เป็นแหล่งกำเนิดล้วนแต่มีเหตุผลและข้อที่ต้องรับฟังเช่นกัน

สังคมก็คือเวทีขนาดใหญ่ที่กำลังอยู่ระหว่างต่อรองหาทางออกต่อวิกฤติปัญหามลพิษฝุ่น แต่ละกล่องใหญ่ กล่องย่อย มีสิทธิ มีคุณค่า มีเหตุผล และมีการทำประโยชน์ส่วนของตน ภายใต้พิบัติภัยท่วมท้น มลพิษครอบคลุมผู้คนเป็นสิบๆ ล้าน ที่สุดมันก็ต้องมีผลของการปรับเปลี่ยน ลดขนาด ในสิทธิ ในคุณค่า และระดับการใช้ประโยชน์ของแต่ละกลุ่มแต่ละกิจกรรมอยู่ดี

ในบั้นปลาย.. เนื้อแท้ของการแก้ปัญหานี้คือการยกระดับการผลิตและยกระดับวิถีกิจกรรมของคนในสังคมให้ผลลัพธ์รวมสะอาดขึ้น

จะแก้วิกฤติมลพิษฝุ่นต้องยกระดับสังคมร่วมกัน อาจต้องปรับตัวให้ชินกับการถกเถียงและความขัดแย้งทางความคิดด้วยวิถีอารยะในประเด็นอะไรที่ว่า มันจะมีให้เห็นบ่อยขึ้น (ส่วนแบบไหนที่ไม่อารยะก็ไม่ต้องไปเถียงไปสนมัน)

……………………………………

เขียนโดย บัณรส บัวคลี่ คอลัมน์จุดประกายความคิด กรุงเทพธุรกิจ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...