โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ท่องเที่ยว

ดวงดาวใต้ภิภพ ชนเผ่าเมารี และมนตราแห่งมิดเดิลเอิร์ธ

เดลินิวส์

อัพเดต 9 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 12 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เดลินิวส์
หาก “นิวซีแลนด์” คือหนังสือภาพเล่มใหญ่ เส้นทางบนเกาะเหนือจาก ไวโตโม (Waitomo) ผ่าน มาตามาตา (Matamata) ไปจนถึง โรโตรัว (Rotorua) คงเป็นบทที่เต็มไปด้วยมนต์ขลัง ที่ทำให้รู้ว่านิวซีแลนด์ไม่ได้เป็นเพียงดินแดนแห่งแกะและทุ่งหญ้า แต่เป็นผืนผ้าใบที่ธรรมชาติและวัฒนธรรมเมารีเขียนร่วมกันมานับพันปี

อลัน เจ้าของบริษัทนำเที่ยว เรดี้ ทู โรล (Ready 2 Roll) บึ่งรถมินิโค้ชมาพาทุกคนออกจากโอ๊คแลนด์แต่เช้าตรู่ เพื่อไปตามเส้นทางแห่งมนต์ขลังที่ว่า ด้วยประสบการณ์ต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติหลากเชื้อชาติ การนำทางโดยเป็นทั้งพลขับและไกด์ท้องถิ่นจึงเป็นเรื่องปกติธรรมดาสำหรับเขา ทันทีที่สมาชิกขึ้นรถเรียบร้อยสิ่งแรกที่อลันไม่ลืมย้ำก็คือผู้โยสารทุกคนต้องคาดเข็มขัดนิรภัย นี่คือหนึ่งในกฎจราจรที่ผู้โดยสารทุกคนต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด เพราะไม่มีใครรู้ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นระหว่างทางหรือไม่ ความปลอดภัยของทุกคนจึงต้องมาเป็นอันดับแรก

ใช้เวลาราว 3 ชั่วโมง อลันก็พามาถึงจุดหมายแรก “สเปลล์บาวด์ โกลว์วอร์ม แอนด์ เคฟ ทัวร์” (Spellbound Glowworm & Cave Tour) บรรยากาศโดยรอบที่มองดูเหมือนเขตฟาร์มที่มีอยู่ทั่วไปในนิวซีแลนด์ ทำให้นึกไม่ออกว่าจะมีถ้ำอยู่ที่ตรงไหน เพราะมองไปก็เจอแต่เนินเขาเตี้ย ๆ ที่ลดหลั่นสูงต่ำสลับกันไป มีฝูงวัวนอนบ้างยืนเล็มหญ้าบ้างอยู่เป็นระยะ ๆ จนกระทั่งไปถึงจุดจอดรถของทัวร์อีกแห่ง แล้วไกด์ค่อย ๆ พาเดินเลาะเนินเขาพร้อมกับอธิบายให้สังเกตแนวหินชั้นที่ซ้อนกันอยู่ใต้เนินหญ้า มีทางเดินลงจากเนินไปจนถึงเบื้องล่างที่มีสภาพคล้ายป่าดิบชื้น มีลำธารไหลผ่านเข้าไปในถ้ำ ความมหัศจรรย์ก็เริ่มบังเกิด

เริ่มตั้งแต่ปลาไหลตัวยักษ์ที่ลอยตัวอยู่ใต้ผิวน้ำบริเวณปากถ้ำ ที่สามารถจับขึ้นมาให้ชมได้ หาหอยทากป้อนให้กินก็พร้อมอ้าปากรับ ก่อนที่ไกด์จะแจกหมวกกันน็อคแบบที่ใส่ตามไซต์งานก่อสร้าง มีไฟฉายติดอยู่ปลายด้านหนึ่งเอาไว้ส่องทาง แต่ไม่นานไฟฉายทั้งหมดก็ต้องปิดเพราะเมื่อถึงช่วงที่เป็นที่อาศัยของหนอนเรืองแสง แสงที่มารบกวนทุกอย่างล้วนส่งผลต่อการดำรงชีวิตของมัน แนะนำให้หลับตาลงแล้วค่อย ๆ ลืมตาอีกครั้งในความมืด ดวงตาจะปรับแสงอัตโนมัติจนสามารถมองเห็นแสงระยิบระยับจุดเล็ก ๆ ที่กระจายอยู่ทั่วเพดานถ้ำมากมายราวกับทางช้างเผือก ยิ่งเข้าไปลึกก็ยิ่งมีปริมาณเยอะมากขึ้นไปอีก โดยเฉพาะช่วงที่ลงนั่งเรือยางเข้าไปด้านในสุด

ธุรกิจครอบครัวเล็ก ๆ แห่งนี้ตั้งอยู่ในถ้ำมังกาวิทิกัว (Mangawhitikau) ซึ่งเป็นสมบัติของชาติ โดยทำงานร่วมกับเจ้าของที่ดินดั้งเดิมเพื่อรักษาถ้ำให้คงสภาพเดิมที่สุด สิ่งที่เห็นไม่ใช่ตัวหนอนทั่วไป แต่คือตัวอ่อนของยุงสายพันธุ์อาราคโนแคมปา ลูมิโนซา (Arachnocampa luminosa) ซึ่งสร้างปฏิกิริยาเคมีในตัวให้เกิดแสงสีฟ้าเพื่อล่อแมลงมาติดใยเหนียวที่พวกมันหย่อนลงมาเหมือนเบ็ดตกปลา

จากโลกใต้ดินสู่ทุ่งหญ้าเขียวขจีที่มาตามาตา พื้นที่ 1,250 เอเคอร์ของฟาร์มตระกูลอเล็กซานเดอร์ส่วนหนึ่ง ถูกเปลี่ยนให้เป็น "The Shire" (เดอะไชร์) บ้านของเหล่าฮอบบิทในภาพยนตร์ “อภินิหารแหวนครองพิภพ” (The Lord of the Rings) และ ฮอบบิท (The Hobbit) ดินแดนที่ เซอร์ปีเตอร์ แจ็คสัน บอกว่านี่คือพื้นที่ที่เหมือนอังกฤษในอดีตที่สุดเท่าที่เขาเคยเห็นมา หลังทีมงานพบที่นี่จากการบินสำรวจทางอากาศเมื่อปี 1998 และสิ่งที่ทำให้สะดุดตาที่สุดคือ ต้นไม้ใหญ่ริมสระน้ำ (The Party Tree) ซึ่งดูเหมือนในหนังสือเป๊ะจนไม่ต้องตกแต่งอะไรเพิ่ม

หมู่บ้านนี้ไม่ได้สร้างขึ้นเพื่อเป็นเพียงฉากชั่วคราว แต่หลังจากการถ่ายทำไตรภาคฮอบบิททีมงานได้สร้างขึ้นใหม่ด้วยวัสดุถาวร บ้านฮอบบิท 44 หลังมีรายละเอียดที่บ่งบอกอาชีพของเจ้าของ เช่น บ้านที่มีชีสวางอยู่หน้าบ้านคือบ้านคนทำชีส หรือบ้านที่มีเบ็ดตกปลาก็คือบ้านชาวประมง รวมถึง “แบ็กชอท โรว” (Bagshot Row) ไฮไลท์ใหม่อย่างการเปิดบ้านฮอบบิทให้นักท่องเที่ยวเดินเข้าไปข้างในได้จริง ๆ คุณจะได้เห็นเตาผิง ห้องครัวที่เต็มไปด้วยเครื่องเทศ และห้องนั่งเล่นที่ดูเหมือน บิลโบ แบ็กกินส์ เพิ่งเดินออกไปเมื่อครู่นี้เอง

ก่อนจะไปสุดทางที่ “เดอะกรีนดราก้อนอินน์” (The Green Dragon Inn) สัมผัสความรื่นเริงแบบฮอบบิทด้วยการชิมเครื่องดื่มจิงเจอร์เอล หรือเทรดิชันแนลเอล สูตรพิเศษที่ปรุงเพื่อที่นี่โดยเฉพาะ พร้อมนั่งผิงไฟในโรงเตี๊ยมริมน้ำที่มีบรรยากาศอบอุ่นที่สุดในมิดเดิลเอิร์ธ

เดินทางต่อไปยัง “โรโตรัว” ดินแดนแห่งพลังงานและวิถีแห่งเมารี กลิ่นกำมะถันจาง ๆ และควันพวยพุ่งจากใต้ดินคือสัญญาณว่าได้มาถึงใจกลางพลังงานความร้อนใต้พิภพของโลกแล้ว มี “หุบเขาภูเขาไฟไวมังกู” (Waimangu Volcanic Valley) หุบเขาภูเขาไฟที่อายุน้อยที่สุดในโลก เกิดขึ้นหลังจากการระเบิดของภูเขาไฟทาราเวรา (Tarawera) ในปี 1886 เป็นหนึ่งในนั้น เดินเทรคกิ้งสั้นๆ ชม “ฟรายอิ้ง แพน เลค” (Frying Pan Lake) ทะเลสาบน้ำร้อนที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งมีควันพุ่งขึ้นมาตลอดเวลาจนดูเหมือนกระทะที่กำลังทอดอาหารสมชื่อ ถัดมาคือ ทะเลสาบสีฟ้าสดใสที่ระดับน้ำจะขึ้นลงตามวงจรทางธรรมชาติ และล่องเรือในทะเลสาบโรโตมาฮานาเพื่อชมร่องรอยของพิงค์ แอนด์ ไวท์ เทอเรส (Pink and White Terraces) สิ่งมหัศจรรย์อันดับ 8 ของโลกก่อนจะถูกฝังอยู่ใต้ทะเลสาบหลังการระเบิดของภูเขาไฟ ชมพุร้อนและหน้าผาที่มีควันกรุ่นริมทะเลสาบซึ่งสามารถมองเห็นได้ชัดเจนจากบนเรือเท่านั้น

เดินเมื่อยแล้วกลับเข้าเมืองไปฟื้นฟูร่างกายที่ “ไวอาริกิ ฮอตสปริง แอนด์สปา” (Wai Ariki Hot Springs and Spa) สปาระดับลักชัวรีแห่งใหม่ที่นำภูมิปัญญาการรักษาของชาวเมารีมาผสมผสานกับการทำสปาสากล โดยตั้งอยู่ริมทะเลสาบในเมืองโรโตรัว น้ำแร่ที่นี่เปี่ยมด้วยแร่ธาตุที่จะช่วยคลายความเหนื่อยล้า มีไฮไลท์ปิดท้ายอย่างการพอกโคลนตั้งแต่หัวจรดเท้า ที่มีขันโคลนเตรียมไว้ให้พอกเองละเลงเอง แล้วนอนให้แร่ธาตุดูดซึมบนเตียงเซรามิกอุ่น

เรียกพลังกลับมาแล้วไปเปิดประสบการณ์กับชนเผ่าเมารีอย่างใกล้ชิดที่ “เตพาตู” (Te Pā Tū) ชื่อที่มีความหมายถึง สถานที่รวมตัว เดิมเป็นที่รู้จักในชื่อ หมู่บ้านเมารีทามากิ (Tamaki Māori Village) ที่นี่ไม่ได้เป็นแค่การแสดงโชว์ แต่เป็นการนำเสนอ "วิถีชีวิต" และ "จิตวิญญาณ" ของชาวเมารีผ่านการเดินทางย้อนเวลากลับไปในอดีตกับคอนเซปต์ "หมู่บ้านในป่าพื้นเมือง" โดยต้อนรับผู้มาเยือนหมู่บ้านท่ามกลางป่าเรดวูดอันอุดมสมบูรณ์ด้วยการต้อนรับแบบดั้งเดิมที่ทรงพลังและศักดิ์สิทธิ์ เพื่อเปลี่ยนสถานะจาก "คนแปลกหน้า" ให้กลายเป็น "แขกผู้มาเยือน" ก่อนจะได้ร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ในหมู่บ้านซึ่งรวมถึงการเต้นฮากา (Haka) ที่ดุดัน และการร้องเพลงประสานเสียง แล้วจบด้วยอาหารมื้อค่ำที่ปรุงด้วยวิธีฮังกิ (Hangi) หรือการอบในหลุมดิน ซึ่งมีทั้งเนื้อสัตว์และผักที่มีรสชาติหอมหวนเป็นเอกลักษณ์

สิ่งที่ทำให้เตพาตูแตกต่างไม่ใช่เพียงแค่การยกระดับเมนูให้มีความร่วมสมัย แต่ยังมีการเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาล โดยปรับเปลี่ยนธีมการเล่าเรื่องและเมนูอาหารตามปฏิทินจันทรคติของเมารี เมื่อรวมกับความเป็นกันเองของมัคคุเทศก์และนักแสดง ทำให้ผู้เข้าชมรู้สึกเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวมากกว่าแค่มาดูโชว์

ขณะที่ “เทปูยา” เป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่ครบเครื่องที่สุดในโรโตรัว เพราะรวมเอาทั้งมหัศจรรย์ทางธรณีวิทยา “น้ำพุร้อนโพฮูตู” น้ำพุร้อนที่ใหญ่ที่สุดในซีกโลกใต้ โดยปกติจะพุ่งสูงได้ถึง 30 เมตร และปะทุ 1-2 ครั้งต่อชั่วโมง แล้วยังมีโคลนเดือดที่เดือดปุด ๆ กระจายอยู่ทั่วบริเวณ ศูนย์ศิลปะและหัตถกรรมเมารี โรงเรียนสอนศิลปะดั้งเดิมของชาวเมารี ที่สามารถเดินเข้าไปชม การแกะสลักไม้ และ การทอผ้า จากปรมาจารย์และเหล่านักเรียนได้แบบใกล้ชิด และ ศูนย์อนุรักษ์นกกีวี บ้านนกกีวีระบบปิดที่จำลองบรรยากาศกลางคืน ที่สามารถสังเกตพฤติกรรมของนกกีวี ตัวเป็น ๆ สัญลักษณ์ของนิวซีแลนด์ที่หาดูได้ยากในธรรมชาติได้อย่างใกล้ชิดเพียงแค่กระจกกั้น

ก่อนออกจากโรโตรัวอย่าลืมแวะ “เรดวูดส์ ทรีวอล์ค” (Redwoods Treewalk) ประสบการณ์เดินป่าที่สวยงามและเงียบสงบที่สุดในนิวซีแลนด์ โดยเป็นการเดินบนสะพานแขวนที่เชื่อมต่อระหว่างต้นเรดวูดยักษ์ที่มีอายุกว่า 120 ปี ทางเดินลอยฟ้าที่ประกอบด้วยสะพานแขวน 28 ช่วง เชื่อมต่อระหว่างต้นไม้ 27 ต้น โดยไม่มีการตอกตะปูหรือทำลายลำต้นของต้นไม้เพราะใช้ระบบรัดที่ขยายตัวตามการเติบโตของต้นไม้ ทางเดินมีความสูงตั้งแต่ 9 เมตร ไปจนถึง 20 เมตร จากพื้นดิน ระยะทางรวมประมาณ 700 เมตร

ที่นี่สามารถเข้าชมได้ทั้งกลางวันและกลางคืน ซึ่งให้ความรู้สึกแตกต่าง ขณะที่กลางวันเน้นการชมธรรมชาติแบบใกล้ชิด จะได้เห็นเฟิร์นยักษ์และพรรณไม้ป่าดิบชื้นจากมุมสูง เมื่อพระอาทิตย์ตกดิน ป่าแห่งนี้จะกลายเป็นโลกแห่งเทพนิยาย ด้วยโคมไฟดีไซน์พิเศษจากศิลปินชื่อดัง เดวิด ทรูบริดจ์ (David Trubridge) จำนวน 30 ชิ้น และการประดับไฟหลากสีตามต้นไม้ เป็นกิจกรรมยอดนิยมอันดับต้นๆ ของโรโตรัวในช่วงค่ำ นอกจากนี้ล่าสุดยังมีถ้ำจำลองที่มีหนอนเรืองแสงอยู่ภายในให้ได้เดินชมด้วย หนอนเรืองแสงที่อยู่ในระบบนิเวศน์จำลองนี้ไม่ได้มาจากในถ้ำแต่เป็นส่วนที่พบจากในป่าเรดวูดส์ เจ้าของสถานที่จึงพามาร่วมกันไว้เพื่อให้ผู้มเยือนได้รู้จักและชมความสวยงามด้วย

เส้นทางนี้ไม่ใช่เพียงการย้ายจากพิกัดหนึ่งไปยังอีกพิกัดหนึ่ง แต่คือการอนุญาตให้ตัวเองได้กลับไปเชื่อมโยงกับธรรมชาติอันยิ่งใหญ่และรากเหง้าของมนุษย์อีกครั้ง ทุกย่างก้าวที่ทำให้คุณตระหนักว่าโลกใบนี้ยังมีเรื่องราวอัศจรรย์ที่เกินกว่าจินตนาการรอให้ไปสัมผัสด้วยตาตัวเอง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...