สินค้าเปิดเทอมสะเทือน!ผู้ปกครองรัดเข็มขัดธุรกิจอัดโปรแรงกระตุ้น
การใช้จ่ายเงินในช่วงเปิดเทอมซึ่งมีเม็ดเงินหมุนเวียนกว่า 6 หมื่นล้านบาท ถูกจับตาอีกครั้งเมื่อเศรษฐกิจไทยต้องเผชิญวิกฤตรอบด้าน ส่งผลต่อกำลังซื้อผู้ปกครองที่ต้องระมัดระวังการจับจ่ายมากขึ้น ทำให้หลายธุรกิจต้องปรับแผนพร้อมจัดโปรโมชันเพื่อกระตุ้นการจับจ่าย
นายอานนท์ จิตรมีศิลป์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท น้อมจิตต์ แมนูแฟกเจอร์ริ่ง จำกัด ผู้บริหารแบรนด์ชุดนักเรียน “น้อมจิตต์” เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ภาพรวมตลาดปีนี้คาดว่าจะทรงตัว หรืออาจหดตัวเล็กน้อย จากผลกระทบเศรษฐกิจที่ทำให้ผู้ปกครองระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น ประกอบกับโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนไป โดยอัตราการเกิดของไทยลดลงจากระดับ 7-8 แสนคนต่อปี เหลือเพียง 4-5 แสนคนต่อปี
“พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนชัด คือซื้อเท่าที่จำเป็น และเผื่อไซซ์ให้ใช้นานขึ้น” โดยระบุว่าปัจจุบันความถี่ในการซื้อชุดนักเรียนเฉลี่ยอยู่ที่ 2–3 ปีต่อครั้ง ส่งผลให้ยอดใช้จ่ายต่อบิลลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 1,000–1,500 บาท จากอดีตที่สูงกว่านี้ในช่วงที่จำนวนเด็กเกิดมาก ในเชิงสินค้า กลุ่มที่ยังเติบโตได้คือ “เสื้อนักเรียน” โดยเฉพาะช่วงเปลี่ยนระดับชั้น เช่น ประถมสู่มัธยมต้น ที่ต้องเปลี่ยนชุดใหม่ทั้งเซ็ต ขณะที่ผู้ปกครองนิยมซื้อเผื่อ 2–3 ไซซ์เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายระยะยาว
ด้านการทำตลาด บริษัทจำหน่ายสินค้าผ่านห้างค้าปลีกและร้านชุดนักเรียนทั่วประเทศกว่า 200 แห่ง รวมถึงช่องทางออนไลน์ โดยช่วงยอดขายสูงสุดยังคงกระจุกตัวในช่วงเปิดเทอม ซึ่งปีนี้ภาพรวมยอดขาย “ทรงตัว” ใกล้เคียงปีก่อน แม้บรรยากาศการใช้จ่ายจะยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ อย่างไรก็ตาม ธุรกิจยังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนวัตถุดิบ ค่าแรง และปัจจัยภายนอกอย่างราคาน้ำมันที่ผันผวน ซึ่งอาจส่งผ่านมายังต้นทุนผ้าในระยะถัดไป
“ช่วงโควิด-19 เป็นจุดต่ำสุดของธุรกิจ โดยยอดขายลดลง ถึง 50% แต่ปัจจุบันแม้สถานการณ์ยังตึงตัว ก็อยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้ ในระยะนี้ บริษัทจึงเน้นควบคุมต้นทุนภายในอย่างเข้มงวด ทั้มีการบริหารสต็อกเชิงรุก โดยเพิ่มปริมาณการสต็อกในบางช่วง เพื่อลดต้นทุนเฉลี่ยและรองรับความต้องการในฤดูกาลขาย”
สำหรับทิศทางราคา นายอานนท์ระบุว่า บริษัทจะยังคง “ตรึงราคาสินค้า” ตลอดปี 2569 โดยยังไม่มีแผนปรับขึ้นราคาชุดนักเรียนในปีนี้ หลังจากการปรับขึ้นราคาครั้งล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อราว 3 ปีก่อน
จากแรงกดดันด้านต้นทุนเช่นเดียวกัน ปัจจุบันราคาสินค้าภายใต้แบรนด์น้อมจิตต์เริ่มต้นที่ 400–600 บาท และแบรนด์ในเครือ “แพนด้า” เริ่มต้นที่ 200 บาท ทั้งนี้ แม้ต้นทุนหลายรายการมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากภาวะเศรษฐกิจโลก แต่บริษัทยังใช้สต็อกเดิมช่วยพยุงต้นทุนในระยะสั้น อย่างไรก็ตาม ในปี 2569 จะต้องประเมินสถานการณ์อีกครั้งว่าต้นทุนที่ยังอยู่ในทิศทางขาขึ้นจะส่งผลต่อการตัดสินใจปรับราคาในปี 2570 หรือไม่
“ตลาดอาจไม่เติบโตมาก แต่ยังมีความต้องการต่อเนื่อง สิ่งสำคัญคือการบริหารต้นทุนและเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคให้ทัน”
นายอานนท์ กล่าวอีกว่า บริษัทได้เข้าร่วมโครงการ “ไทยช่วยไทย” ร่วมกับกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายให้ผู้ปกครองในช่วงเปิดเทอม โดยนำสินค้าในเครือเข้าร่วมรายการ เน้นกลุ่มราคาประหยัดภายใต้แบรนด์ “แพนด้า” ซึ่งเป็นไลน์สินค้าราคาย่อมเยาในเครือน้อมจิตต์
มีราคาถูกกว่าแบรนด์หลักอย่างน้อมจิตต์ราว 20–30% และมีราคาเริ่มต้นประมาณ 200 บาท โดยในการเข้าร่วมโครงการครั้งนี้ บริษัทได้คัดเลือกสินค้ากว่า 10 ไอเท็มเข้าร่วม และปรับลดราคาจำหน่ายลงสูงสุดถึง 40% ต่อชิ้น เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงสินค้าได้ง่ายขึ้นในช่วงที่กำลังซื้อยังเปราะบาง
ด้านนายรัชตะ สุทธาพัฒน์-ธานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริหารสินค้า POWER MALL, SPORTS MALL, BETREND, WATCH GALLERIA และKIDS’ PLANET บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า Kids’Planet เตรียมส่วนลดและสินค้าโปรโมชั่นเพื่อตอบโจทย์ความคุ้มค่า ด้วยราคาที่ลดกว่า 50% ยิ่งซื้อมาก ยิ่งคุ้มมาก กับโปรฯ ซื้อ 2 ลด 15% และยังมอบคูปองส่วนลดแทนเงินสดจาก M Card Application
อีกทั้ง ได้รับสิทธิ์แลกซื้อราคาสุดคุ้มและของสมนาคุณพิเศษ จากแบรนด์ดังมากมาย ให้ไปช้อปสินค้าภายในงาน Kids’Planet Back to School ตั้งแต่วันนี้ ถึง 28 มิ.ย. นี้ ที่เเผนก Kids’Planet เดอะมอลล์ทุกสาขา, เอ็มโพเรียมและพารากอน
ทั้งนี้พบว่า สินค้าที่ผู้ปกครองนิยมเลือกซื้อ 3 อันดับแรก ได้แก่ 1. รองเท้าและถุงเท้านักเรียน ขาว/ดำ เพราะเป็นสิ่งจำเป็น ในหน้าฝน ทำให้ผู้ปกครองซื้อรองเท้ามากกว่า 1 คู่ 2. ชุดนักเรียน เฉลี่ยประมาณ 3-4 ชุด และ 3. underwear(ชุดชั้นใน) โดยในปีนี้คาดว่าจะมียอดขายกว่า 150 ล้านบาท
อีกหนึ่งธุรกิจที่ต้องจับตาในช่วงเปิดเทอมคือ ธุรกิจโรงรับจำนำ ซึ่งพบว่า ปีนี้ยังคงมีผู้ปกครองเข้าไปใช้บริการจำนวนมาก ขณะที่ผู้ให้บริการโรงรับจำนำเองก็มีการทำโปรโมชัน โดยกรุงเทพมหานครได้ออกมาตรการผ่านสถานธนานุบาล (โรงรับจำนำของ กทม.) ลดอัตราดอกเบี้ยเหลือเพียง 0.50% ต่อเดือน
สำหรับวงเงิน 5,001-100,000 บาท ระหว่างวันที่ 1 เม.ย.-30 ม.ย. 69 ผู้ที่เข้าร่วมโครงการจะต้องแสดงเอกสารยืนยันสถานะ เช่น สำเนาบัตรนักเรียน นิสิต นักศึกษา หรือเอกสารแสดงความเป็นผู้ปกครอง เพื่อให้สิทธิ์ตรงกลุ่มเป้าหมายที่ได้รับผลกระทบจริง
ในอีกด้านหนึ่ง ผู้ให้บริการเอกชนอย่าง Easy Money ก็เร่งทำโปรโมชั่นแข่งขัน โดยชูจุดขาย “ได้เงินเร็ว” โอนเข้าบัญชีทันที ไม่ต้องตรวจเครดิตบูโร พร้อมดอกเบี้ยลูกค้าใหม่ 0.99% ในเดือนแรกและอายุตั๋วนานถึง 5 เดือน เพื่อตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าที่ต้องการความสะดวกและเข้าถึงเงินได้ทันที
นอกจากนี้ ยังมีบริการเสริม เช่น ประเมินทรัพย์ออนไลน์ฟรี ย้ายตั๋วโดยไม่มีค่าธรรมเนียม รวมถึงการผ่อนชำระทรัพย์หลุดจำนำแบบ 0% นาน 4 เดือน ซึ่งสะท้อนการแข่งขันในตลาดสินเชื่อทางเลือกที่เข้มข้นมากขึ้น
ขณะที่บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ ห้างค้าปลีกในกลุ่มบีเจซี เดินหน้าตอบรับช่วงเปิดภาคเรียนปีการศึกษา 2569 ผ่านแคมเปญ “เปิดเทอมนี้ ครบคุ้ม ต้องที่บิ๊กซี” ตั้งแต่วันนี้ -20 พ.ค. 2569 โดยผนึกกำลังพันธมิตรทางธุรกิจ นำสินค้าราคาพิเศษกว่า 5,000 รายการ ครอบคลุมทั้งชุดนักเรียน อุปกรณ์การเรียน และสินค้าไลฟ์สไตล์ที่จำเป็นสำหรับการเรียน อาทิ ชุดนักเรียนอนุบาล ราคาเริ่มต้น 69 บาท
ชุดนักเรียนประถม 89 บาท ชุดนักเรียนมัธยม 129 บาท รองเท้านักเรียนผ้าใบ 99 บาท พร้อมโปรโมชันพิเศษ อาทิ รับส่วนลดเพิ่มทันที 100 บาท เมื่อซื้อเตารีดคู่กับชุดนักเรียนที่ร่วมรายการ เป็นต้น เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายให้กับผู้ปกครองและนักเรียนทั่วประเทศ
ส่วนท็อปส์ ในเครือเซ็นทรัล รีเทล ขานรับนโยบายภาครัฐเข้าร่วมแคมเปญ “Back To School 2026 (เปิดเทอมใหญ่ สบายกระเป๋า)” ภายใต้โครงการ “ไทยช่วยไทย” ลดค่าครองชีพ พลัส โดยกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เพื่อร่วมบรรเทาภาระค่าครองชีพของผู้ปกครองในช่วงเปิดภาคเรียน
ควบคู่กับการกระตุ้นการใช้จ่าย และขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยรวบรวมสินค้าจำเป็นสำหรับนักเรียน และนักศึกษา ครอบคลุมทั้งสินค้าอุปโภคและบริโภคในชีวิตประจำวัน รวมกว่า 1,400 รายการ พร้อมส่วนลดสูงสุด 50% ตอบโจทย์การเตรียมความพร้อมก่อนเปิดเทอม ตั้งแต่วันนี้-26 พ.ค. 2569
ขณะที่ไปรษณีย์ไทย ยังร่วมกับกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ สนับสนุนโครงการ “Back to School 2026” เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองในช่วงเปิดภาคเรียน พร้อมกระตุ้นเศรษฐกิจภาคการศึกษาและธุรกิจรายย่อย ผ่านบริการส่งด่วน EMS สำหรับพัสดุประเภทสินค้า Back to School
ไม่ว่าจะเป็นเครื่องเขียน ชุดนักเรียน หนังสือ อุปกรณ์การเรียน และอื่น ๆ โดยมีอัตราค่าบริการพิเศษสำหรับลูกค้าสมาชิก POST Family ราคาเริ่มต้นที่ น้ำหนักไม่เกิน 1 กิโลกรัม ราคา 30 บาท ส่งได้สูงสุดถึง 20 กิโลกรัม ราคาเพียง 220 บาท ครอบคลุมการจัดส่งทั่วประเทศ ตั้งแต่วันนี้- 31 พ.ค. 2569