Cosmeticorexia โรคคลั่งเครื่องสำอาง
บทความพิเศษ | จักรกฤษณ์ สิริริน
Cosmeticorexia
โรคคลั่งเครื่องสำอาง
เมื่อเร็วๆ นี้ มีข่าวหน่วยงานคุ้มครองผู้บริโภคของอิตาลีได้เปิดการสอบสวนบริษัท Sephora และ Benefit เนื่องจากมีข้อกล่าวหาว่ามีการโฆษณาเพื่อกระตุ้นให้เกิดการ “บริโภคเครื่องสำอางเกินความจำเป็น” ใน “กลุ่มเด็กและเยาวชน” อายุต่ำกว่า 10 ปี
โดยมีการใช้คำว่า Cosmeticorexia หรือ “โรคคลั่งเครื่องสำอาง” ในเนื้อข่าว
“โรคคลั่งเครื่องสำอาง” หมายถึง การใช้ผลิตภัณฑ์เสริมความงามอย่าง “ต่อเนื่อง” และ “มากเกินไป” ไม่ว่าจะเป็นครีมบำรุงผิว โลชั่น เซรั่ม แป้ง มาสก์ หรือแม้แต่การทำหัตถการทางการแพทย์ เช่น Botox หรือ Filler
Cosmeticorexia มาจากรากศัพท์ Cosmetic (เครื่องสำอาง) และ Orexia (ภาษากรีก) หมายถึง “ความหมกมุ่น” บัญญัติขึ้นโดย Alberto Stefana และ Giovanni Damiani ที่ร่วมกันเสนอแนวคิดนี้ในงานวิชาการด้านผิวหนังเมื่อต้นปี 2026
แนวคิดนี้ ได้รับความสนใจอย่างมากในยุโรปและอเมริกา เนื่องจากสอดคล้องกับการเติบโตของตลาด Cosmeceutical และกระแสโซเชียลมีเดียที่เน้นการนำเสนอ “ภาพลักษณ์สมบูรณ์แบบ”
ในอเมริกาใต้ เช่น บราซิล และโคลอมเบีย การใช้เครื่องสำอาง และหัตถการเสริมความงาม เชื่อมโยงกับ “วัฒนธรรมหลงใหลในรูปร่าง” และ “ความงามที่โดดเด่น” ทำให้ผู้หญิงลาตินจำนวนมากรู้สึกว่า การลงทุนเรื่องรูปลักษณ์คือสิ่งจำเป็น
ในตะวันออกกลาง ตลาดเครื่องสำอางเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในประเทศที่มีรายได้สูง เช่น สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งผู้หญิงจำนวนมากใช้เครื่องสำอางเป็นสัญลักษณ์บอกสถานะทางสังคม
กรณีศึกษาที่น่าสนใจจากงานวิจัยในยุโรปพบว่า วัยรุ่นหญิงจำนวนมากใช้เวลาเฉลี่ยวันละ 3-4 ชั่วโมงในการดู “รีวิวเครื่องสำอาง” ใน TikTok และ Instagram
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หญิงชาวยุโรปใช้เงินมากถึง 30% ของรายได้ ไปกับการซื้อเครื่องสำอางใหม่ๆ แม้เครื่องสำอางเดิมยังใช้ไม่หมด
งานวิจัยที่ตีพิมพ์ใน PubMed ระบุว่า พฤติกรรมดังกล่าว สัมพันธ์กับความเครียด ความวิตกกังวล และการถูกเปรียบเทียบทางสังคมอย่างต่อเนื่อง
ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดภาวะซึมเศร้าในระยะยาว
Cosmeticorexia ไม่ได้จำกัดอยู่ในโซนตะวันตกเท่านั้น ในเอเชีย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ที่ “เกาหลีใต้” และ “ญี่ปุ่น” การหมกมุ่นเรื่องเครื่องสำอางเชื่อมโยงกับวัฒนธรรม K-Beauty และ J-Beauty ที่เน้นผิวสวยใส-ไร้ที่ติ
หนุ่มสาวชาวเกาหลีใต้จำนวนมากใช้เงินมหาศาลกับสกินแคร์หลายขั้นตอน และการทำศัลยกรรมเสริมความงามเพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานความงามที่สื่อบันเทิงกำหนด
เพราะ Cosmeticorexia เชื่อมโยงกับสื่อบันเทิง และวัฒนธรรมป๊อปอย่างชัดเจน
ดารา นักร้อง และอินฟลูเอนเซอร์มักนำเสนอ “ภาพลักษณ์ที่สมบูรณ์แบบ” ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ทำให้ผู้ติดตามรู้สึกว่า “ต้องเลียนแบบ” เพื่อให้ได้รับการยอมรับ
เพราะโฆษณาเครื่องสำอางในมิวสิกวิดีโอ ซีรีส์ และภาพยนตร์มีบทบาทสำคัญในการสร้างแรงกดดันทางสังคม
เช่น การใช้ฟิลเตอร์ใน TikTok และ Instagram ที่ทำให้ผิวเรียบเนียน และใบหน้าสมบูรณ์แบบ ส่งผลให้ผู้ใช้จำนวนมากรู้สึกว่าตนเองต้องใช้ “เครื่องสำอางจริง” เพื่อให้เหมือนกับภาพที่เห็นในสื่อ
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Cosmeticorexia ได้สร้างมาตรฐานความงามที่ไม่สมจริง เช่น ผิวต้องมีออร่า หุ่นต้องเซี้ยะ และใบหน้าต้องดูอ่อนเยาว์ตลอดเวลา
ผลกระทบต่อบุคคล คือการสูญเสียความมั่นใจในตนเอง โดยต้องพึ่งพาเครื่องสำอางเป็นเครื่องมือหลักในการเข้าสังคม
หญิงสาวหลายคนให้สัมภาษณ์ว่า หากไม่ได้แต่งหน้า จะไม่กล้าออกจากบ้าน หรือพบปะผู้คน ซึ่งสะท้อนถึงการสูญเสียความเป็นตัวเอง
นอกจากนี้ Cosmeticorexia มีส่วนทำให้เกิดการแบ่งแยกทางสังคม ระหว่างผู้ที่สามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์บำรุงผิวราคาแพง กับผู้ที่ไม่สามารถซื้อได้ หรือเข้าถึงได้เพียงเครื่องสำอางราคาถูก
หากเปรียบเทียบกับโรคทางสังคมอื่นๆ Cosmeticorexia มีความคล้ายคลึงกับ Shopping Addiction หรือการเสพติดการช็อปปิ้ง ซึ่งผู้ป่วยจะซื้อสินค้าจำนวนมากแม้ไม่จำเป็น
หรือ Social Media Addiction ที่ผู้ใช้หมกมุ่นกับการใช้แพลตฟอร์มออนไลน์จนส่งผลต่อชีวิตประจำวัน
ทั้ง 3 โรค มีจุดร่วมคือการเสพติดที่ขับเคลื่อนด้วยความไม่มั่นคงทางจิตใจ และแรงกดดันทางสังคม แต่ Cosmeticorexia มีความเฉพาะตัวตรงที่เชื่อมโยงกับมาตรฐานความงาม และการยอมรับในสังคมที่เข้มข้นกว่า
นอกจากนี้ยังมี Anorexia Nervosa (โรคคลั่งผอม) ที่ผู้ป่วยหมกมุ่นกับการลดน้ำหนักจนเกิดการอดอาหาร หรือ Orthorexia (โรคคลั่งอาหารสุขภาพ) และ Vigorexia ที่ผู้ป่วยหมกมุ่นกับการออกกำลังกายเพื่อสร้างกล้ามเนื้อ
ส่วน Cosmeticorexia คือการหมกมุ่นกับการใช้เครื่องสำอางเพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่สมบูรณ์แบบ แม้จะต้องแลกกับสุขภาพกาย และจิตใจ
การใช้คำศัพท์นี้ ช่วยให้เราเข้าใจว่า Cosmeticorexia ไม่ใช่เพียง “การชอบแต่งหน้า” แต่เป็นภาวะที่มีความรุนแรง และอาจต้องได้รับการดูแลเช่นเดียวกับโรคทางจิตเวชอื่นๆ ดังได้กล่าวไป
Cosmeticorexia สะท้อนถึงการมองเครื่องสำอางไม่ใช่เพียงผลิตภัณฑ์เพื่อความงาม แต่เป็นสิ่งที่ผู้ใช้หมกมุ่นจนกลายเป็นพฤติกรรมที่ผิดปกติ
เห็นได้จากนักวิจัยด้านผิวหนังและจิตวิทยาเริ่มใช้คำนี้ในงานวิชาการช่วงกลางทศวรรษ 2020 (2026) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในยุโรป ที่ตลาดเครื่องสำอางเติบโตอย่างรวดเร็ว และมีการเชื่อมโยงกับโซเชียลมีเดียอย่างเข้มข้น
ผู้ที่มีภาวะ Cosmeticorexia มักเชื่อว่า ตนเองยังไม่สวยพอ หรือยังไม่หล่อพอ ทำให้ต้องพึ่งพาเครื่องสำอางเพื่อสร้างความมั่นใจ
แม้จะมีผลเสียต่อสุขภาพกาย และจิตใจ เช่น ผิวหนังอักเสบ ภาวะเสพติดเครื่องสำอาง หรือความเครียดจากการเปรียบเทียบตนเองกับคนอื่น
คนที่เป็นโรค Cosmeticorexia มักสูญเสียความมั่นใจในตนเอง และใช้เงินจำนวนมากไปกับผลิตภัณฑ์บำรุงผิว เกิดแรงกดดันเพื่อไปให้ถึงมาตรฐานความงาม และทำให้คนรุ่นใหม่จำนวนมากรู้สึกว่า ต้องลงทุนกับรูปลักษณ์เพื่อให้ได้รับการยอมรับ
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การบริโภคเครื่องสำอางที่มากเกินไป ส่งผลต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งการผลิตบรรจุภัณฑ์พลาสติก การใช้สารเคมีที่อาจปนเปื้อน และการสร้างขยะอุตสาหกรรมที่ยากต่อการจัดการ
เพราะการผลิตเครื่องสำอางต้องใช้พลาสติกจำนวนมหาศาล และสารเคมีที่อาจปนเปื้อนในน้ำและดิน การบริโภคที่มากเกินไปจึงไม่เพียงแต่สร้างขยะ แต่ยังส่งผลต่อระบบนิเวศและสุขภาพในระยะยาว
นักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมจึงออกมาผลักดันให้เกิดการตระหนักรู้ถึงผลเสียของการบริโภคเครื่องสำอางมากจนเกินพอดี โดยเรียกร้องให้มีการกำกับดูแลที่เข้มงวดขึ้น เช่น การจำกัดการใช้สารเคมีบางชนิด การบังคับใช้มาตรฐานบรรจุภัณฑ์ที่ยั่งยืน และการควบคุมการโฆษณาที่อาจสร้างความกดดันทางจิตใจ
ในทางตรงกันข้าม Cosmeticorexia กลายเป็นแรงผลักดันให้บริษัทเครื่องสำอางพัฒนาแคมเปญการตลาดที่เน้นการสร้างความต้องการอย่างต่อเนื่อง
เช่น การพัฒนา Cosmeceuticals ที่ผสมผสานระหว่างเครื่องสำอางกับยา เพื่อสร้างความรู้สึกว่าผลิตภัณฑ์เหล่านี้มีคุณค่าทางการแพทย์ เช่น การพัฒนา Personalized Skincare ที่ปรับสูตรตามสภาพผิวของลูกค้าแต่ละคน
หากมองในภาพรวม การทำความเข้าใจ Cosmeticorexia ไม่ใช่เพียงการวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภค แต่ยังเป็นการตั้งคำถามต่อระบบคุณค่าที่เราสร้างขึ้นเกี่ยวกับความงาม และการยอมรับในสังคม
แนวทางเชิงนโยบายภาครัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การให้ข้อมูลแก่เยาวชนเพื่อป้องกัน Cosmeticorexia มีความสำคัญมาก
หน่วยงานกำกับดูแลต้องออกข้อบังคับเพื่อควบคุมการโฆษณาเครื่องสำอางที่สร้างแรงกดดันทางจิตใจ เช่น การห้ามใช้ข้อความที่บ่งบอกว่า ผู้บริโภค “ไม่ดีพอ” หากไม่ใช้ผลิตภัณฑ์
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โรงเรียน สามารถสอดแทรกเนื้อหาเกี่ยวกับการสร้างความมั่นใจในตัวเอง และการรู้เท่าทันสื่อ เพื่อให้เยาวชนเข้าใจว่า มาตรฐานความงามในสื่อไม่ใช่ความจริงเสมอไป
นอกจากนี้ยังควรส่งเสริมการวิจัยด้านจิตวิทยา พฤติกรรมศาสตร์ และสังคมศาสตร์ เพื่อหาวิธีการป้องกัน Cosmeticorexia และรักษาภาวะ Cosmeticorexia อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : Cosmeticorexia โรคคลั่งเครื่องสำอาง
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly