น้ำมันโลก พุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ฯหลังสหรัฐฯ สั่งปิดล้อมท่าเรืออิหร่าน
ราคาน้ำมัน พุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ฯหลังการเจรจาสันติภาพล้มเหลว กองทัพเรือสหรัฐฯ เตรียมปิดล้อมท่าเรืออิหร่าน
13 เม.ย.2569 - CNBC ราคาน้ำมันดิบ พุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรงเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา เนื่องจากกองทัพเรือสหรัฐฯ เตรียมบังคับใช้มาตรการปิดล้อมท่าเรือของอิหร่าน หลังจากความพยายามในการเจรจาสันติภาพในช่วงสุดสัปดาห์สิ้นสุดลงด้วยความล้มเหลว
อัปเดตสถานการณ์ราคาน้ำมันในตลาดโลก
- น้ำมันดิบสหรัฐฯ (WTI):สัญญาส่งมอบเดือนพฤษภาคม พุ่งขึ้นเกือบ 8% แตะระดับ 104.20 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เมื่อเวลา 18:13 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ (ET)
- น้ำมันดิบเบรนท์ (Brent): สัญญาส่งมอบเดือนมิถุนายน ปรับตัวเพิ่มขึ้น 7% มาอยู่ที่ 101.86 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
สหรัฐฯ ประกาศมาตรการปิดล้อม
กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (U.S. Central Command หรือ CENTCOM) แถลงเมื่อวันอาทิตย์ว่า กองทัพจะเริ่มทำการปิดล้อมการสัญจรทางทะเลทั้งหมด ทั้งขาเข้าและขาออกจากท่าเรือของอิหร่าน ในวันจันทร์นี้ เวลา 10:00 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออก อย่างไรก็ตาม ทางสหรัฐฯ ยืนยันว่าจะไม่ขัดขวางเรือที่เดินทางไปยังหรือมาจากท่าเรือของประเทศอื่นๆ ที่ไม่ใช่ของอิหร่าน
"การปิดล้อมจะดำเนินการอย่างเท่าเทียมต่อเรือของทุกชาติที่เข้าหรือออกจากท่าเรือและพื้นที่ชายฝั่งของอิหร่าน รวมถึงท่าเรือทั้งหมดในอ่าวอาหรับ (อ่าวเปอร์เซีย) และอ่าวโอมาน" CENTCOM ระบุในแถลงการณ์
ท่าทีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้น
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ข่มขู่ในช่วงเช้าวันอาทิตย์ว่าจะปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ หลังจากสหรัฐฯ และอิหร่านไม่สามารถบรรลุข้อตกลงเพื่อยุติสงครามระหว่างการเจรจาที่ประเทศปากีสถาน
"กองทัพเรือสหรัฐฯ ซึ่งดีที่สุดในโลก จะเริ่มกระบวนการปิดล้อมเรือลำใดก็ตามที่พยายามจะเข้าหรือออกจากช่องแคบฮอร์มุซ โดยให้มีผลทันที" ทรัมป์ระบุผ่านโพสต์บนโซเชียลมีเดีย
นอกจากนี้ แหล่งข่าวและเจ้าหน้าที่ที่ใกล้ชิดเปิดเผยกับ The Wall Street Journal ว่า ทรัมป์กำลังพิจารณาการโจมตีอิหร่านในวงจำกัดเพื่อทำลายสภาวะชะงักงันของการเจรจาสันติภาพ โดยเขาสั่งให้กองทัพเรือตรวจสอบและสกัดกั้นเรือทุกลำในน่านน้ำสากลที่จ่ายค่าผ่านทางให้กับอิหร่านในการเดินทางผ่านช่องแคบดังกล่าว
ผลกระทบต่อเส้นทางพลังงานโลก
ช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นเส้นทางเดินเรือที่สำคัญอย่างยิ่งซึ่งเชื่อมต่อผู้ผลิตน้ำมันในตะวันออกกลางเข้ากับตลาดพลังงานโลก ปัจจุบัน ปริมาณการสัญจรของเรือบรรทุกน้ำมันผ่านช่องแคบนี้ลดลงอย่างมากเนื่องจากภัยคุกคามจากการโจมตีของอิหร่าน ส่งผลให้เกิดการหยุดชะงักของอุปทานน้ำมันครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์
ก่อนความขัดแย้ง ประมาณ 20% ของปริมาณน้ำมันทั่วโลกต้องผ่านเส้นทางนี้ ก่อนที่สหรัฐฯ และอิสราเอลจะโจมตีอิหร่านเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์
โดยสถานการณ์ปัจจุบันแม้ประธานาธิบดีทรัมป์จะตกลงหยุดยิงเป็นเวลาสองสัปดาห์เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา เพื่อแลกกับการที่เตหะรานยอมให้เรือผ่านช่องแคบได้ แต่สถานการณ์กลับพลิกผันอีกครั้งหลังจากความพยายามในการเจรจาล้มเหลว
ปฏิกิริยาจากอิหร่านและการเจรจาที่ล้มเหลว
ทางด้านอิหร่านยืนยันว่าการสัญจรอย่างปลอดภัยในช่วงหยุดยิงต้องได้รับความเห็นชอบจากตนเท่านั้น โดย Ali Akbar Velayati ที่ปรึกษาอาวุโสของผู้นำสูงสุดอิหร่าน Mojtaba Khamenei ระบุผ่านสำนักข่าว Press TVว่า
"กุญแจสำคัญของช่องแคบฮอร์มุซยังคงอยู่ในมือของสาธารณรัฐอิสลาม"
ข้อมูลจาก LSEG ระบุว่า เมื่อวันเสาร์มีเรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่พิเศษ (Supertanker) เพียง 3 ลำเท่านั้นที่เดินทางผ่านเส้นทางนี้ ซึ่งแต่ละลำสามารถบรรทุกน้ำมันได้ถึง 2 ล้านบาร์เรล แต่ปริมาณการสัญจรนี้ยังถือว่าต่ำกว่าระดับก่อนสงครามอย่างมาก ซึ่งเคยมีเรือผ่านมากกว่า 100 ลำต่อวัน
รองประธานาธิบดี เจดี แวนซ์ หัวหน้าคณะผู้แทนสหรัฐฯ เปิดเผยที่กรุงอิสลามาบัดว่า การเจรจาล้มเหลวเนื่องจากอิหร่านปฏิเสธที่จะให้"คำมั่นที่ชัดเจน" ว่าจะไม่เดินหน้าพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์
"คำถามง่ายๆ คือ เราเห็นความมุ่งมั่นที่เป็นรูปธรรมจากชาวอิหร่านหรือไม่ว่าจะไม่พัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งเรายังไม่เห็นสิ่งนั้น แต่เราหวังว่าเราจะได้เห็น" แวนซ์กล่าว
ขณะที่ Mohammad-Bagher Ghalibaf ประธานสภาผู้แทนราษฎรอิหร่าน กล่าวตอบโต้ว่า “สหรัฐฯ ล้มเหลวในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับคณะผู้แทนอิหร่านในการเจรจารอบนี้"
อ้างอิง : cnbc.com