โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ทิสโก้ คาดจีดีพีไทยมีโอกาสหลุด 1% หากความขัดแย้งตะวันออกกลางยืดเยื้อรุนแรง เงินบาทอ่อน 35 บาทต่อดอลลาร์

BTimes

อัพเดต 17 มี.ค. เวลา 17.24 น. • เผยแพร่ 17 มี.ค. เวลา 10.15 น. • อัพเดตข่าวหุ้น ธุรกิจ การเงิน การลงทุน การตลาด การค้า สุขภาพ กับ บัญชา ชุมชัยเวทย์ - BTimes.Biz

นายเมธัส รัตนซ้อน หัวหน้าฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ ทิสโก้ กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยในปีนี้มีแนวโน้มเติบโตที่ 1.8% แม้ได้แรงหนุนจากการฟื้นตัวของการลงทุนภาคเอกชนในช่วงปลายปีก่อน ตามมาตรการ Fast-pass ของภาครัฐและผลกระทบจากมาตรการภาษีสหรัฐที่น้อยกว่าคาด แต่ยังต้องเผชิญแรงกดดันจากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ที่ส่งผลให้อิหร่านตัดสินใจปิดช่องแคบฮอร์มุส ซึ่งเป็นเส้นทางการขนส่งน้ำมันกว่า 20% ของโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์ต่างๆ ทั้งปุ๋ย เม็ดพลาสติก ตามต้นทุนและค่าขนส่งที่สูงขึ้น

โดยประเมินว่าทุกการเพิ่มขึ้น 10% ของราคาน้ำมันดิบดูไบจากสมมุติฐานเดิมที่ 72 ดอลลาร์สหรัฐ /บาร์เรล จะกระทบ GDP ราว 0.3-0.4 ppt. ดันเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นราว 0.8% และมีแนวโน้มที่จะทำให้เงินบาทอ่อนแตะ 33 บาท/ดอลลาร์สหรัฐเป็นอย่างน้อยในไตรมาส 2/6 โดยต้องจับตาพัฒนาการของสงครามและความไม่แน่นอนในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด หากความขัดแย้งยืดเยื้อรุนแรง เศรษฐกิจไทยอาจเติบโตไม่ถึง 1% ในปีนี้ และค่าเงินบาทอาจอ่อนค่าไปไกลถึง 35 บาท/ดอลลาร์สหรัฐฯ

นอกจากปัจจัยภายนอก ครัวเรือนไทยยังต้องเผชิญความเสี่ยงเชิงโครงสร้างในหลายมิติ ทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Risk) การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุระดับสุดยอด (Super Aged Society) และความเปราะบางด้านสุขภาพ (Health Risk) ซึ่งล้วนเป็นแรงกดดันต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจในระยะยาว

โดยรายงาน Thailand Country Climate and Development Report ของธนาคารโลกระบุว่า ไทยอาจสูญเสียมูลค่าทางเศรษฐกิจ 7-14% ภายในปี 93 หากไม่สามารถปรับตัวรับมือได้กับผลกระทบจากภาวะโลกร้อนได้ เนื่องจากประสิทธิภาพแรงงานที่ลดลงจากอากาศร้อนจัด น้ำท่วมรุนแรง ผลผลิตภาคการเกษตรที่ถดถอย และการกัดเซาะชายฝั่งที่ทำลายภูมิทัศน์และส่งผลโดยตรงต่อการท่องเที่ยว แม้การลงทุนด้านเทคโนโลยีสีเขียวอาจช่วยหนุน GDP ได้ราว 4-5% แต่ไทยจำเป็นต้องเร่งปรับตัวและเร่งดำเนินการในหลายด้าน

ขณะเดียวกัน ประเทศไทยกำลังก้าวสู่ สังคมสูงอายุระดับสุดยอด จากสัดส่วนผู้สูงอายุที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นแตะระดับ 28% ภายในไม่เกิน 3-4 ปีข้างหน้า จากระดับปัจจุบันอยู่ที่ราว 22% ขณะที่อัตราการเกิดที่ลดลงต่อเนื่องในหลายทศวรรษกำลังลดทอนฐานแรงงานและศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจปีละ 0.5-1% ในช่วง 30 ปีข้างหน้า จากอุปทานแรงงานที่ลดลง อีกทั้งผลิตภาพลดลง และภาระทางการคลังด้านระบบสาธารณสุขและบำนาญที่สูงขึ้น สวนทางกับรายได้ภาษีที่ลดลงตามจำนวนแรงงานวันทำงาน

ความท้าทายนี้ยังสะท้อนชัดในระดับครัวเรือน เมื่อผู้สูงอายุจำนวนมากกว่า 35.7% ยังต้องพึ่งพาบุตรหลาน และอีกกว่า 33.9% ยังต้องทำงานเพื่อหาเลี้ยงชีพต่อเพื่อให้มีรายได้เพียงพอ โดยข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติในปี 60 ระบุว่ารายจ่ายเฉลี่ยต่อเดือนของผู้สูงอายุต่อคนอยู่ที่ 7,000 บาท ในเขตเมือง และ 4,500 บาท่ในเขตชนบท ซึ่งสูงกว่าเบี้ยผู้สูงอายุที่รัฐจัดสรรในอัตรา 600-1,000 บาท/เดือนหลายเท่าตัว ส่งผลให้ครอบครัวจำนวนมากเผชิญความเปราะบางทางการเงินอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ด้านสุขภาพ ยังคงเป็นความเสี่ยงสำคัญ โดย Global Medical Trend Survey ชี้ว่า ค่ารักษาพยาบาลในประเทศไทยเติบโตสูงถึง 10.8% ต่อปี สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่คาดว่าจะปรับขึ้นราว 10% โดยแม้รัฐจะมีระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า แต่ยังมีคนไทยอีกราว 8% ที่ไม่มีประกันสุขภาพหรือได้รับความคุ้มครองไม่เพียงพอ ส่งผลให้หลายครัวเรือนเสี่ยงต่อภาวะตึงตัวทางการเงินจากการเจ็บป่วย และมีโอกาสตกสู่ความยากจนจากค่ารักษาที่เพิ่มแบบก้าวกระโดด

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...