โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

2 แผน ปชน. สู้ต่อปม ‘บาร์โค้ด’ ฟ้องม.157-แก้ รธน.ถอดองค์กรอิสระ

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 19 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ประเด็น “บาร์โค้ด” บนบัตรเลือกตั้ง ที่สร้างความฉงนให้กับสังคมมานานนับเดือน ใกล้ถึงบทสรุปเข้าไปทุกทีแล้ว หลังจากภาคประชาชนหลายฝ่ายยื่นคำร้องถึงผู้ตรวจการแผ่นดินให้ตรวจสอบกรณีดังกล่าว ต่อมาเมื่อ 13 มี.ค. 2569 ผู้ตรวจการแผ่นดิน มีมติส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย โดยมีการคาดหมายกันว่าในวันที่ 18 มี.ค.นี้ ศาลรัฐธรรมนูญ อาจหยิบยกเรื่องนี้มาพิจารณาว่าจะรับหรือไม่รับคำร้องด้วย

โดยมติของผู้ตรวจการแผ่นดิน สรุปได้ว่า ประเด็นดังกล่าวมีน้ำหนักและเหตุผลเพียงพอที่จะวินิจฉัยว่า การที่ กกต. รวมถึง เลขาธิการ กกต. และสำนักงาน กกต. ดำเนินการจัดการเลือกตั้ง สส.เป็นการทั่วไป เมื่อวันที่ 8 ก.พ. 2569 โดยกำหนดรูปแบบและจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งที่มีการใช้รหัสแท่ง (Barcode) และรหัสคิวอาร์ (QR Code)

น่าเชื่อได้ว่า สามารถเชื่อมโยงหรือสืบค้นย้อนกลับถึงตัวผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง ทำให้การออกเสียงลงคะแนนไม่เป็นความลับ ขัดกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญมาตรา 83 และมาตรา 85 อันมีลักษณะเป็นการกระทำที่ละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพของ ผู้ร้องเรียน และประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งตามที่รัฐธรรมนูญให้การรับรองและคุ้มครองไว้ จึงเห็นชอบ วินิจฉัยให้ยื่นคำร้องพร้อมด้วยความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 213 เพื่อพิจารณาวินิจฉัยตามอำนาจหน้าที่ต่อไป

ทั้งนี้ในส่วนของพรรคการเมือง ที่ต่อสู้ประเด็นดังกล่าวมาโดยตลอด กระทั่งมี สส.ในพรรคถูก กกต.ฟ้องกลับ หนีไม่พ้นพรรคประชาชน (ปชน.) นั่นคือ “พริษฐ์ วัชรสินธุ” สส.บัญชีรายชื่อ โฆษกพรรค ปชน. ตกเป็น 1 ใน 6 ผู้ถูกกล่าวหา ในจำนวนนี้มี “ช่างภาพสื่อ” ที่โดน กกต.ดำเนินคดีโดยกล่าวหาว่า มีการกระทำอันเป็นขบวนการเพื่อถ่ายภาพบัตรเลือกตั้ง และพยายามถอดรหัสบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลไปถึงผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งว่าลงคะแนนให้กับผู้ใด มีความผิดฐาน “อั้งยี่” และความผิดเกี่ยวกับ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ซึ่งมีโทษสูงมากรวมอยู่ด้วย

ล่าสุดวานนี้ (16 มี.ค.) “ไอติม พริษฐ์” แถลงข่าวตอนหนึ่งถึงการตรวจสอบบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง โดยกาง 2 แผนที่ ปชน.จะต่อสู้ในเรื่องนี้ได้แก่

1.ฝ่ายกฎหมายพรรค ปชน.ยื่นฟ้องกับ กกต.ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง กล่าวหาว่า กกต.กับพวก กระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ในการมี “บาร์โค้ด” บนบัตรเลือกตั้ง ส่อให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยลับ่ตามรัฐธรรมนูญไปแล้ว

2.เมื่อเปิดประชุมสภาฯ ปชน.เตรียมผลักดันร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ รายมาตรา เพื่อเปิดทางให้มีการยื่นถอดถอนบุคคลในองค์กรอิสระ ซึ่งหลายคนมองว่า โฟกัสเป้าไปที่ กกต.ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในคู่ขัดแย้งสำคัญในการเลือกตั้ง 69 ที่ผ่านมา โดยในร่างกฎหมาย 9 ชุดที่ ปชน.เปิดเผยผ่านสาธารณะว่าเตรียมจะผลักดัน มีหมวด “ปฏิรูปการเมือง” โดยระบุ 3 ร่างกฎหมายหลัก ได้แก่

1.ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ รายมาตรา องค์กรอิสระ ไม่เป็นอิสระจากประชาชน 2.ร่างแก้ไข พ.ร.ป. เลือกตั้ง สส. จัดการเลือกตั้งโปร่งใส ตรวจสอบได้ 3.จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของประชาชน โดยร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่จัดทำ รธน. ฉบับใหม่ ต้องรอดูว่า ครม. จะยืนยันร่างรัฐธรรมนูญของพรรคประชาชนที่ผ่านวาระ 1 ไปในสภาฯชุดที่แล้วหรือไม่

ทั้งนี้ “พริษฐ์” ให้สัมภาษณ์ว่า ตอนนี้การตรวจสอบเรื่องดังกล่าวดำเนินการไปหลายช่องทาง มีทั้งภาคประชาชนยื่นไปที่ผู้ตรวจการแผ่นดิน ผู้ตรวจการแผ่นดินก็กำลังจะยื่นต่อไปที่ศาลรัฐธรรมนูญ ในส่วนของพรรคประชาชนได้ยื่นดำเนินคดีอาญามาตรา 157 ไปแล้ว

จุดร่วมที่เรามีตรงกันในเรื่องนี้ คือจะทำอย่างไรให้ไม่มีบาร์โค้ดที่สามารถระบุรหัสบัตรอยู่ในบัตรเลือกตั้ง ในการเลือกตั้งครั้งถัดไป เพราะเห็นชัดเจนแล้วว่าการมีบาร์โค้ดที่ระบุรหัสบัตรได้ ทำให้สามารถตรวจสอบได้ ว่า ใครกาให้กับใคร ทำให้การออกเสียงไม่เป็นไปโดยลับ จึงไม่ต้องการให้มีบาร์โค้ดอยู่ในบัตรเลือกตั้งอีกต่อไป

ส่วนที่คนวิจารณ์ว่าพรรคประชาชน พอได้รายงานตัวเป็น สส.ก็ไม่ตรวจสอบแล้ว พริษฐ์ ยืนยันว่า เราเดินหน้าสองขาคู่ขนานกัน เพราะเห็นปัญหาของการการเลือกตั้ง ก็พยายามใช้ช่องทางต่าง ๆ ในการตรวจสอบ เจตนาไม่ได้ต้องการให้เปลี่ยนผลการเลือกตั้ง แต่เพื่อต้องให้เกิดการรับผิดรับผิดชอบทางกฎหมาย หากมีการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฏหมายและมีข้อบกพร่องเกิดขึ้น

นอกจากนี้ เมื่อสภาเปิดสมัยประชุมแล้ว ก็เป็นพื้นที่ในการผลักดัน โดยใช้กลไกในสภาตรวจสอบการทำหน้าที่ของ กกต. ด้วย และเตรียมยืนร่างกฎหมาย 20 - 30 ฉบับ หนึ่งในนั้นคือการยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา เพื่อเปิดช่องให้ประชาชนกลับมามีสิทธิ์เข้าชื่อริเริ่มกระบวนการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ และผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นคือการทำให้องค์กรอิสระ ไม่เป็นอิสระจากประชาชน หากประชาชนเห็นว่าสิ่งที่ กกต. ดำเนินการเป็นอำนาจโดยมิชอบก็สามารถเข้าชื่อถอดถอนได้

ขณะเดียวกันยังอยากให้ประชาชนจับตาการตรวจสอบ การเลือกตั้งที่จังหวัดสุพรรณบุรี เขต 2 เพราะปัจจุบันที่ผลการเลือกตั้งจากการนับใหม่มีคะแนนต่างกันแบบเท่าตัว ซึ่งเราตรวจสอบเรื่องนี้ 2 ทาง คือ 1.ให้ กกต. นับคะแนนใหม่ทั้งเขตเลือกตั้ง แม้ผลการเลือกตั้งไม่ได้เปลี่ยน แต่จะทำให้เกิดความชัดเจนมากขึ้น และทำให้เห็นความผิดพลาดที่สะท้อนถึงกระบวนการในภาพกว้าง ที่มีการทุจริตในระดับหน่วยเลือกตั้ง 2.ได้ดำเนินคดีกับ กปน. ที่นับคะแนนโดยมิชอบ

ทั้งหมดคือแผนของ ปชน.ที่เตรียมไว้ต่อสู้ประเด็น “บาร์โค้ด” บนบัตรเลือกตั้งต่อ

โดยเฉพาะการพุ่งเป้าไปยัง “กกต.” ซึ่งเป็นองค์กรหลักในการจัดเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา ซึ่งถูกภาคประชาชนครหาครั้งใหญ่ครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทย

ส่วนบทสรุปสุดท้ายจะออกมาหน้าไหน ต้องรอลุ้นกัน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...