โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

รัฐผวา ‘นอมินีต่างชาติ’ หนีสงครามทะลักไทย ดันวาระสำคัญของชาติ

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 11 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 5 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ผลพวงความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังไม่มีวี่แววได้ข้อยุติในเร็ววัน กลายเป็นความเสี่ยงใหม่ โดยเฉพาะภัยด้านความมั่นคงของประเทศไทย การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ไม่นานมานี้ แสดงความวังวลเรื่องของ “นอมินีต่างชาติ” อาจหนีภัยสงครามทะลักเข้ามาในประเทศไทย จนส่งผลกระทบต่อภาพรวมของประเทศได้ในระยะยาว

แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ได้ทำหนังสือถึงหัวหน้าหน่วยงานต่าง ๆ ทั้ง กระทรวงการคลัง กระทรวงกลาโหม กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงแรงงาน

รวมทั้งสำนักข่าวกรองแห่งชาติ สภาความมั่นคงแห่งชาติ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อรับทราบผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งได้หารือเกี่ยวกับปัญหาการเข้ามาตั้งถิ่นฐานและครอบงำธุรกิจของชาวต่างชาติในประเทศไทย

สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ระบุข้อมูลว่า ด้วยในคราวประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2569 นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี เสนอต่อที่ประชุมครม.ว่า ปัจจุบันมีชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาพักอาศัยและประกอบธุรกิจในประเทศไทยเพิ่มขึ้นมาก โดยเฉพาะเมื่อเกิดสถานการณ์ความขัดแย้งขึ้นในหลายภูมิภาคยิ่งทำให้ประเทศไทยเป็นสถานที่ปลอดภัยที่หลายชาติเลือกเข้ามาพักอาศัยมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

โดยชาวต่างชาติเหล่านี้เมื่อเข้ามาแล้วก็มักจะมาประกอบอาชีพ หรือทำธุรกิจแข่งกับคนไทย โดยใช้บุคคลสัญชาติไทยเป็นนอมินี (Nominee) เข้าซื้อหรือถือครองที่ดิน อสังหาริมทรัพย์ หรือดำเนินธุรกิจต่าง ๆ แทน เช่น ธุรกิจโรงแรม/ที่พัก โรงพยาบาล สถาบันอุดมศึกษาเอกชน ร้านอาหาร ตลอดจนธุรกิจบริการ อื่น ๆ

นอกจากนี้ ยังมีกรณีที่ชาวต่างชาติจำนวนมากได้รวมตัวกันตั้งเป็นชุมชนของชาติตนขึ้นมาในหลายพื้นที่อย่างเป็นเอกเทศ มีการจัดกิจกรรมเฉพาะกลุ่มโดยห้ามบุคคลภายนอกเข้าถึง รวมทั้งยังขาดการสอดส่องดูแลจากหน่วยงานภาครัฐเท่าที่ควรด้วย เช่น พื้นที่อำเภอเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี พื้นที่อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน พื้นที่จังหวัดภูเก็ต เป็นต้น

สถานการณ์ดังกล่าว หากยังคงปล่อยไว้เช่นนี้จะกลายเป็นปัญหาใหญ่ในอนาคต ที่ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างมากต่อเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงของประเทศในภาพรวม จึงควรต้องมีการติดตาม ดูแล และเฝ้าระวังในเรื่องนี้

โดยอาจพิจารณาจัดตั้งคณะกรรมการระดับชาติขึ้น โดยมีผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นองค์ประกอบให้ครบถ้วน เพื่อพิจารณากำหนดแนวทาง มาตรการ และกลไกในการติดตาม กำกับดูแล และแก้ไขปัญหาในเรื่องดังกล่าวให้เหมาะสมและเท่าทันสถานการณ์ต่อไป

ขณะที่ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เห็นด้วยกับข้อเสนอของนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี โดยเห็นว่า จากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง จะส่งผลให้เกิดการย้ายถิ่นฐานของประชากรเข้ามาในภูมิภาคอาเซียนเพิ่มมากยิ่งขึ้น

สำหรับประเทศไทย ชาวต่างชาติอาจใช้ช่องทางของมาตรการยกเว้นการตรวจลงตรา (Free Visa) เดินทางเข้ามาในประเทศไทยได้ง่าย เมื่อเข้ามาอยู่แล้วก็ใช้ช่องว่างของกฎหมายแอบแฝงในการประกอบอาชีพหรือทำธุรกิจต่าง ๆ ต่อไป ชาวต่างชาติที่ไม่ประสงค์ดีจะมีวงจรการดำเนินการในลักษณะนี้ จึงเห็นควรให้เรื่องดังกล่าวเป็นวาระสำคัญของชาติ และมีการมอบหมายหน่วยงานหลักเพื่อรับผิดชอบขับเคลื่อนการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี ให้เป็นรูปธรรมต่อไป

ทั้งนี้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีพิจารณาแล้วลงมติว่า มอบหมายให้กระทรวงมหาดไทยเป็นหน่วยงานหลักรับเรื่องนี้ไปพิจารณาดำเนินการ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงแรงงาน สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ สำนักข่าวกรองแห่งชาติ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยด่วนต่อไป

ทั้งนี้ ให้ประสานงานกับเหล่าทัพและหน่วยงานความมั่นคงต่าง ๆ เพื่อตรวจสอบ ติดตาม และรวบรวมข้อมูลข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องให้ครบถ้วน ชัดเจน และเป็นปัจจุบัน แล้วกำหนดแนวทาง/มาตรการ และกลไกในการดำเนินการเพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไปด้วย

นอกจากนี้ยังมอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์เข้มงวดกวดขันกับการดำเนินการรับจดทะเบียนการประกอบธุรกิจของผู้ประกอบการให้ถูกต้องอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันปัญหาการใช้นอมินีเป็นผู้ประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว รวมทั้งให้พิจารณาความจำเป็นและเหมาะสมในการดำเนินการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง กับการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวต่อไป

ทั้งนี้ ที่ผ่านมา นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้ออกคำสั่งสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกลาง ที่ 1/2569 กำหนดให้หุ้นส่วนผู้จัดการหรือกรรมการซึ่งลงลายมือชื่อขอจดทะเบียน ต้องมีหนังสือยืนยันว่าผู้เป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นทุกคนได้ร่วมลงทุนและชำระค่าลงทุนจริง และไม่ได้ให้ความช่วยเหลือหรือร่วมประกอบธุรกิจกับคนต่างด้าวในลักษณะนอมินี เพื่อยกระดับการป้องกันมิให้ใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพรางแก่คนต่างด้าวอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

สาเหตุที่ต้องออกมาตรการเพิ่ม เนื่องจากเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2569 กรมฯ ได้กำหนดให้การขอจดทะเบียนตั้งนิติบุคคลที่มีชาวต่างชาติถือหุ้นไม่ถึง 50% หรือมีชาวต่างชาติร่วมเป็นกรรมการผู้มีอำนาจ ต้องส่งหลักฐานทางการเงิน (Bank Statement) ของผู้ถือหุ้นคนไทย ทำให้การขอจดทะเบียนที่อาจเข้าข่ายนอมินีลดลง 65% แต่ยังพบการหลีกเลี่ยงมาตรการดังกล่าว จึงได้ออกคำสั่งเพิ่มเติม โดยกรมฯ จะส่งรายชื่อบุคคลที่มีพฤติกรรมเสี่ยงให้กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางพิจารณาดำเนินการตรวจสอบต่อทุกราย

ทั้งนี้ การให้ข้อมูลอันเป็นเท็จต่อเจ้าหน้าที่เข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 และ 267 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท แล้วแต่กรณี รวมถึงอาจผิดตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 มาตรา 36 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับตั้งแต่ 100,000 ถึง 1,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

นายพูนพงษ์ กล่าวว่า ปัญหานอมินีเป็นปัญหาเรื้อรังมานาน โดยปัจจุบันพบบริษัทจำกัดที่มีชาวต่างชาติถือหุ้น 0.01-49.99% ถึง 118,016 ราย ซึ่งแม้บางส่วนจะเป็นการร่วมทุนจริง แต่จำนวนมากใช้คนไทยถือหุ้นแทนในลักษณะนอมินี กระทบต่อโครงสร้างการแข่งขันทางธุรกิจและสร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม

คำสั่งใหม่นี้จึงมุ่งสร้างความโปร่งใสและป้องกันการใช้ช่องว่างทางกฎหมาย เพื่อให้ธุรกิจที่จดทะเบียนในไทยดำเนินกิจการอย่างถูกต้อง มีการแข่งขันอย่างเป็นธรรม นำมาซึ่งความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติ

กรมพัฒนาธุรกิจการค้ายํ้าเตือนว่า คำสั่งฉบับนี้จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569 หากตรวจพบการจดทะเบียนที่ผิดปกติเพื่อหลบเลี่ยงมาตรการ โดยเฉพาะในจังหวัดชลบุรี เชียงใหม่ สุราษฎร์ธานี ภูเก็ต และกระบี่ ที่มักพบปัญหานอมินีจำนวนมาก กรมฯ จะตรวจสอบเป็นกรณีพิเศษและดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดทุกราย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...