โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

จ่อขยายเพดานหนี้แตะ 75% แจงเครดิตเอเจนซี่แก้วิกฤต

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 17 เม.ย. เวลา 14.03 น. • เผยแพร่ 18 เม.ย. เวลา 01.32 น.

เอกนิติ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ เล็งขยายเพดานหนี้เงินกู้สาธารณะจาก 70% เป็น 75% เพิ่มพื้นที่กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท เดินสายชี้แจง 3 สถาบันจัดอันดับเครดิต “มูดีส์-ฟิทช์-เอสแอนด์พี” ระหว่างประชุมที่สหรัฐอเมริกา อธิบายแนวคิด “รับมือวิกฤตพลังงาน-เร่งลงทุนเปลี่ยนผ่านโครงสร้างเศรษฐกิจ” วงในประเมินคลังชงบอร์ดวินัยการเงินการคลังของรัฐขยับเพดานหนี้ พร้อมเร่งทำงบประมาณโครงการ “รถเก่าแลกรถใหม่” ปีนี้โควตา 2 หมื่นคันมาก่อนได้ก่อน

แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จะใช้โอกาสในระหว่างการประชุม IMF-World Bank Spring Meetings 2026 ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา ในการพบปะชี้แจงข้อมูลแก่สถาบันจัดอันดับเครดิต (เครดิตเรตติ้ง) ชั้นนำทั้ง 3 รายคือ มูดีส์, ฟิทช์ เรทติ้งส์ และเอสแอนด์พี เพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับการดำเนินนโยบายการคลัง ในภาวะวิกฤตความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อราคาพลังงาน และจะกระทบต่อฐานะการคลังของประเทศ

การชี้แจงดังกล่าวเป็นไปตามที่นายเอกนิติให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศ ว่าไทยพร้อมพิจารณาปรับเพิ่มเพดานหนี้สาธารณะจากระดับ 70% ของ GDP หากมีความจำเป็น โดยปัจจุบันหนี้สาธารณะอยู่ที่ 12.5 ล้านล้านบาท หรือราว 66% ของ GDP (ณ สิ้นเดือน ก.พ. 2569) เพื่อรับมือวิกฤตพลังงานเปลี่ยนผ่านจากพลังงานน้ำมันไปเป็นพลังงานทดแทน และเร่งลงทุนเพื่อเปลี่ยนผ่านโครงสร้างเศรษฐกิจ อัพสกิลคนทุกกลุ่ม

แนวคิดดังกล่าวมีความเป็นไปได้สูงว่าจะต้องดำเนินการ แต่จะขยายเป็นเท่าไหร่ยังต้องรอข้อสรุปอีกครั้ง ซึ่งเรื่องนี้ต้องนำเข้าที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐ ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานคณะกรรมการ เพื่อมีมติอนุมัติให้ขยายเพดานหนี้ดังกล่าว คาดว่าภายในเดือน เม.ย.นี้

เพดาน 75%-เพิ่มช่องกู้ 1 ล้านล้าน

แหล่งข่าวกล่าวว่า ปัจจุบันภายใต้เพดานกู้เงินไม่เกิน 70% ของ GDP นั้น เหลือช่องว่างให้กู้ได้อีกแค่ 2-3 แสนล้านบาท โดยหากออกพระราชกำหนดค้ำประกันเงินกู้ให้กับกองทุนน้ำมัน 1.5 แสนล้านบาทไปแล้ว พื้นที่กู้เงินดังกล่าวก็จะยิ่งลดลงไปอีก

ดังนั้นหากสถานการณ์ในตะวันออกกลางลากยาว และ GDP ขยายตัวต่ำ จะยิ่งกดดันฐานะการคลังมากขึ้นไปอีก ในขณะที่รัฐบาลจำเป็นต้องดูแลเศรษฐกิจไม่ให้แย่ลงมากกว่านี้ด้วย ดังนั้น การปรับเพิ่มเพดานหนี้สาธารณะจะทำให้สามารถกู้เงินได้มากขึ้น

“ตอนนี้มีโอกาสสูงที่จะขยายเพดานจาก 70% เป็น 75% ของ GDP แต่คาดว่าคงไม่ขยายไปถึง 80% เนื่องจากจะยังคง Conservative ไว้ เพื่อให้สถาบันจัดอันดับเครดิตเห็นว่าเรายังคงรักษาวินัยการเงินการคลังอย่างเต็มที่ แต่จำเป็นต้องขยาย เพราะลำพังแค่ดูแลราคาน้ำมัน หนี้สาธารณะก็เกือบเกินเพดานแล้ว ทั้งนี้ การขยายเพดาน 1% ก็จะทำให้มีช่องว่างในการก่อหนี้เพิ่มได้ประมาณ 2 แสนล้านบาท หากเพิ่มอีก 5% ก็จะมีช่องว่างมากกว่า 1 ล้านล้านบาท” แหล่งข่าวกล่าว

ชง ครม.ปรับแผนบริหารหนี้

แหล่งข่าวกล่าวว่า ช่วงนี้กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างการเตรียมเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ปรับแผนบริหารหนี้สาธารณะประจำปีงบประมาณ 2569 โดยจะต้องเพิ่มวงเงินกู้ 1.5 แสนล้านบาท ที่จะออก พ.ร.ก.ค้ำประกันเงินกู้ให้กองทุนน้ำมันเข้าไป แม้ว่าช่วงนี้สถานะกองทุนน้ำมันจะดูดีขึ้นบ้างก็ตาม แต่ต้องรองรับสถานการณ์ที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง รวมถึงต้องเตรียมเผื่อวงเงินสำหรับการดูแลเศรษฐกิจหลังจากนี้ด้วย ทั้งนี้ เรื่องนี้จะต้องเข้า ครม.ใน 1-2 สัปดาห์นี้

“ตามแผนการคลังระยะปานกลางที่ทำไว้ล่าสุด จะต้องมีการทยอยปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ซึ่งภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้คงไม่สามารถทำได้ ขณะที่การจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลปีนี้ก็มีแนวโน้มจัดเก็บได้ต่ำกว่าเป้าหมาย ในขณะที่มีความจำเป็นต้องใช้เงินมาดูแลเศรษฐกิจ แต่การออกพระราชบัญญัติโอนเงินก็คงยังไม่เพียงพอ คงได้ไม่กี่หมื่นล้านบาท ดังนั้น เมื่อดูแล้วสถานการณ์น้ำมันแพงลากยาวจะกระทบเป็นห่วงโซ่หนักกว่าช่วงโควิด ก็จำเป็นต้องกู้เงิน ซึ่งการกู้เพิ่มก็ต้องขยายเพดานหนี้สาธารณะ”

รถเก่าแลกใหม่ปีนี้ 2 หมื่นคัน

แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลังเปิดเผยว่า โครงการรถเก่าแลกรถใหม่ เพื่อสนับสนุนให้ประชาชนเปลี่ยนรถมาใช้รถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) หรือรถยนต์ไฮบริดนั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างหารือในรายละเอียด และรอความชัดเจนเกี่ยวกับเงินงบประมาณที่จะนำมาใช้ แต่เบื้องต้นระยะแรกจะมีโควตา 10,000-20,000 คัน ซึ่งใครมาก่อนจะได้ก่อน หรือ First-Come,First-Served

สาเหตุที่ต้องจำกัดโควตา ไม่ใช่แค่เรื่องงบประมาณที่มีจำกัด แต่รัฐบาลกำลังทดสอบระบบกำจัดซากรถเก่าที่รับแลกมา ว่าจะจัดการอย่างไร ซึ่งจะเป็นเรื่องการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้าง (Transformation) ที่ต้องดำเนินการอย่างระมัดระวัง

“กำลังดูว่าจะใช้งบประมาณเท่าไร ให้แลกรถใหม่เป็นแบบไหนบ้าง EV, Hybrid, PHEV แล้วรถเก่านั้นเก่าแค่ไหนถึงจะเอามาแลกได้ โดยจะมีโควตาให้แลกจำกัดจำนวนคัน ในระยะเวลาที่กำหนด เบื้องต้นระยะแรกจะมีโควตา 10,000-20,000 คัน ซึ่งใครมาก่อนจะได้ก่อน แต่เป็นนโยบายปลายเปิด ซึ่งจะมีหลายรอบ โดยเริ่มปีนี้”

ออมสินหนุนสินเชื่อ 5,000 ล้าน

แหล่งข่าวกล่าวว่า การอุดหนุนงบประมาณสำหรับรถเก่าแลกรถใหม่จะเป็นการลดราคาขายลงทันที เพราะรัฐบาลจะจ่ายเงินอุดหนุนผ่านค่ายรถ ทำให้ราคาถูกลง

แหล่งข่าวกล่าวด้วยว่า นอกจากนี้รัฐบาลยังมีมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟต์โลน) จากธนาคารออมสินวงเงิน 5,000 ล้านบาท ให้กู้ไม่เกิน 2 ล้านบาทต่อราย สามารถใช้ซื้อรถยนต์ หรือรถมอเตอร์ไซค์ในโครงการได้ โดยยื่นกู้ได้ถึงวันที่ 31 มี.ค. 2570

ทั้งนี้ธนาคารออมสินจะให้สินเชื่อแก่สถาบันการเงินและผู้ให้บริการทางการเงินที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (Non-Banks)ในอัตราดอกเบี้ย 0.01% ต่อปี ภายในระยะเวลาโครงการ และสถาบันการเงินและ Non-Banks คิดอัตราดอกเบี้ยไม่เกิน 10%ต่อปี (Effective Rate) จากผู้ใช้สินเชื่อในโครงการนี้ ปีที่ 1-5 โดยขึ้นอยู่กับเงื่อนไข เช่น เงินดาวน์ ระยะเวลาการผ่อนชำระ หลักประกัน เป็นต้น

INVX ชี้หนี้ฯ จ่อทะลุเพดาน

ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์ หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (INVX) กล่าวว่า การขยายเพดานหนี้สาธารณะถือว่ามีความเหมาะสม เนื่องจากจากการคำนวณของ บล.อินโนเวสท์ เอกซ์นั้น หากภาครัฐยังอุดหนุนราคาน้ำมันต่อเนื่อง หนี้สาธารณะก็มีแนวโน้มเกิน 70% ของ GDP ในปี 2570 อยู่แล้ว ดังนั้นการเปิดพื้นที่การคลังเพิ่มขึ้น จึงจะช่วยหนุนการลงทุนที่ช่วยเสริมศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจ มากกว่าการใช้จ่ายระยะสั้นเพียงอย่างเดียว

“ถ้าดูจากแผนการคลังระยะปานกลาง หนี้สาธารณะจะขึ้นไป 69% ของ GDP อยู่แล้ว แล้วพอมีเรื่องน้ำมันเข้ามา รวมถึเรื่องสนับสนุนมาตรการคนละครึ่ง ตามที่เราคำนวณระดับหนี้สาธารณะจะเกิน 70% เล็กน้อยในปี 2570 ดังนั้นคงเป็นตามที่ รมว.คลังบอก คงต้องขยาย เมื่อขยายแล้วจะมีพื้นที่เพิ่มให้ทำโครงการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานทดแทน ลดการพึ่งพิงน้ำมันลงในระยะยาว ซึ่งเป็นภาพที่ดีในระยะยาว แต่จะเป็นความเสี่ยงเรื่องเครดิตเรตติ้ง เรามองว่าอาจต้องเห็นการพูดเรื่องการขึ้น VAT ไปพร้อมกัน”

ชี้คลังต้องอธิบายปมขึ้น VAT

ทั้งนี้ บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ชี้ว่า ปัจจัยที่ต้องติดตามต่อคือการหารือของ ดร.เอกนิติกับบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ว่าจะสามารถสร้างความเชื่อมั่นต่อแนวทางการคลังของไทยได้มากน้อยเพียงใด หลัง Fitch และ Moodys ปรับ Outlook ไทยเป็น Negative ไปแล้วในปีก่อน รวมถึงจับตาการขึ้นภาษี โดยเฉพาะ VAT ที่ไทยเก็บในอัตราที่ต่ำกว่ามาตรฐานโลกพอสมควร ว่าจะมีการปรับอย่างไร

“การอธิบายกับเครดิตเรตติ้งคงต้องพูดไปพร้อมกัน 3 เรื่องคือ การเพิ่มเพดานหนี้ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และการจะขึ้น VAT ก็คงต้องพูดชัดเจนขึ้น แม้ว่าตอนนี้อาจจะยังขึ้นไม่ได้ แต่ถ้าพูดแค่เพิ่มเพดานหนี้กับจะเอาเงินไปทำอะไร ก็อาจจะไม่พอ”

นักลงทุนรอลุ้นเครดิตเรตติ้ง

ดร.ปิยศักดิ์กล่าวด้วยว่า หลังจากนี้รัฐบาลคงต้องปรับแผนการคลังต่าง ๆ ให้เป็นไปตามที่ชี้แจงกับเครดิตเรตติ้ง เพราะนักลงทุนก็จะรอดู หากทำไม่ดีถูกปรับลดเครดิตเรตติ้งขึ้นมา อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (บอนด์ยีลด์) จะขยับขึ้นได้ ซึ่งจะกระทบต่อต้นทุนทางการเงินของภาครัฐและเอกชน หรือแม้กระทั่งไม่ได้ถูกปรับลดอันดับเครดิต แต่นักลงทุนรู้สึกกังวลความไม่ชัดเจนบอนด์ยีลด์ก็มีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้นได้เช่นกัน

“ช่วงนี้เซอร์ไพรส์นิดนึง บอนด์ยีลด์ปรับลงมา ตัวยาว 10 ปี ปรับลงจาก 2% ลงมาที่ 1.99% ซึ่งคาดว่ามาจากภาพเงินเฟ้อที่อาจจะไม่ได้ปรับขึ้นมาก แล้วธนาคารแห่งประเทศไทยก็พูดชัดว่า ถ้าความขัดแย้งสงครามไม่ส่งผลกระทบลากยาว ก็จะยังไม่ขึ้นดอกเบี้ย เหล่านี้ก็มีส่วน” ดร.ปิยศักดิ์กล่าว

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : จ่อขยายเพดานหนี้แตะ 75% แจงเครดิตเอเจนซี่แก้วิกฤต

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...