“ฤๅษีดัดตน” อินเดียใช้บำเพ็ญตบะ ทรมานตน แต่ไทยใช้แก้เมื่อย?
การบริหารร่างกายด้วยท่าต่าง ๆ ที่เรียกว่า “ฤๅษีดัดตน”คือภูมิปัญญาอันเก่าแก่ของไทย สำหรับใช้พักผ่อนอิริยาบถ แก้เมื่อย แก้ขบ ซึ่งชื่อเรียกก็เป็นร่องรอยหลักฐานได้ลาง ๆ ว่า “ครู” ของศาสตร์คือเหล่าฤๅษีชีไพร หรือนักบวชชาวฮินดูจากอินเดีย
แต่มีผลลัพธ์ที่เหล่านักบวชในอินเดียมุ่งหวังจากท่า “ดัดตน” กลับแตกต่างออกไป และอาจเรียกว่ามีความย้อนแย้งกับบ้านเราด้วยซ้ำ
เรื่องนี้ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงพระนิพนธ์ไว้ในหนังสือ “นิทานโบราณคดี”เป็นเหตุการณ์เมื่อพระองค์เสด็จกลับจากยุโรป ทรงแวะเที่ยวชมบ้านเมืองในอินเดียก่อนกลับสยาม และมีโอกาสรู้จักศาสตร์ดัดตนแบบ “ต้นฉบับ” ที่นั่น
ทั้งนี้ ช่วงเวลาดังกล่าวอังกฤษปกครองอินเดียเป็นอาณานิคมในฐานะ “บริติชราช” แล้วทางการอังกฤษก็เป็นธุระคอยจัดแจงสิ่งต่าง ๆ ให้พระองค์ กรมพระยาดำรงฯ จึงทรงฐานะเป็นแขกของรัฐบาลตลอดเวลาที่อยู่ในอินเดีย
วันหนึ่งขณะที่ทรงไปชมพิพิธภัณฑสถานของเมืองชัยปุระ ได้เห็นประติมากรรมฤๅษีทำท่าทางต่าง ๆ เป็นรูปปั้นขนาดย่อม ๆ เรียงราวในตู้ จึงทรงนึกถึงรูปฤๅษี “ดัดตน” ในวัดพระเชตุพนฯ หรือวัดโพธิ์ จึงมีพระดำรัสถามเจ้าพนักงานเพื่อยืนยันในเรื่องนี้ ทรงเล่าว่า
“ที่จริงควรฉันจะถามเขาว่ารูปอะไร แต่ฉันไปอวดรู้ถามเขาว่ารูปเหล่านั้นเป็นแบบท่าดัดตนให้หายเมื่อยหรือ เขาตอบว่าไม่ใช่ แล้วบอกอธิบายต่อไปว่า รูปเหล่านั้นเป็นแบบท่าต่างๆ ที่พวกดาบสบำเพ็ญตบะเพื่อบรรลุโมกขธรรม ฉันได้ฟังก็นึกละอายใจ ไม่พอที่จะไปอวดรู้ต่อเขาผู้เป็นเจ้าของตำราเรื่องฤๅษีชีพราหมณ์ แต่ก็เกิดอยากรู้แต่นั้นมาว่าเหตุไฉนรูปฤๅษีดัดตนที่เราทำในเมืองไทย จึงไปพ้องกับท่าดาบสบำเพ็ญตบะของชาวอินเดีย”
เมื่อกลับมาถึงสยาม กรมพระยาดำรงฯ ทรงสืบค้นเรื่องนี้ พบศิลาจารึกเรื่องสร้างวัดพระเชตุพนฯ ระบุว่า รัชกาลที่ 1 โปรดให้ตั้งตำรายาและการดัดตนเพื่อให้ความรู้เป็นทานตามศาลารายริมกำแพงวัด มีรูปปั้นฤาษีและจารึกอธิบายว่า ท่านั้น ๆ แก้โรคอะไร พอถึงสมัยรัชกาลที่ 3 โปรดให้เปลี่ยนรูปฤๅษีเป็นหล่อด้วยดีบุก ให้กวีแต่งโคลง 4 ขนานชื่อรูปฤๅษี และข้อมูลการรักษาโรค เรียกรวมกันว่า “โคลงฤๅษีดัดตน”
ทรงตั้งข้อสังเกตว่า ตำราเรื่องการดัดตนมีอยู่ในสยามเท่านั้น จึงเป็นปัญหาว่า ท่าดัดตนเป็นท่าสำหรับบำเพ็ญตบะอย่างที่ทรงรับรู้มาจากอินเดีย หรือเป็นท่ากายบริหารรักษาโรคเมื่อยขบอย่างไทยกันแน่
ต่อมาภายหลังกรมพระยาดำรงฯ ก็ได้คำตอบในเรื่องนี้ เมื่อทรงเห็นดาบสชาวอินเดียคนหนึ่ง ขึ้นชื่อในเรื่องการบำเพ็ญเพียรอย่างเคร่งครัด มาบำเพ็ญตบะอยู่เมืองปีนัง แล้วชาวอินเดียที่เลื่อมใสพากันเรี่ยไรเงินสร้างอาศรมให้ดาบสนั้นอยู่ ทรงเล่าถึงเหตุการณ์กระจ่างรู้ประเด็นดังกล่าวว่า
“เห็นตัวดาบสนั่งขัดสมาธิเหมือนอย่างพระประธานอยู่บนเตียงหน้ามุขเด็จ เผอิญผู้อุปฐากพูดภาษาอังกฤษได้ บอกอธิบายให้รู้ว่าดาบสนั้นสมาทานตบะสองอย่าง คือเว้นวจีกรรมไม่พูดกับใครๆ กับนั่งสมาธิอยู่ ณ อาสนะอันเดียวตั้งแต่เช้าจนค่ำทุกวันเป็นนิจ
ฉันถามว่าในมณฑปเป็นที่สำหรับดาบสนอนหรือ เขาตอบว่ายังไม่มีใครเคยเห็นดาบสตนนั้นนอนเลย โดยปรกติพอค่ำ ดาบสก็ลุกจากอาสนะที่มุขเด็จเข้าไปในมณฑป แต่ไปทำพิธีอีกชนิดหนึ่งเพื่อแก้เมื่อยขบ เห็นทำท่าต่างๆ บางที (ปลุก) ตัวลอยขึ้นไปก็มี
ฉันได้ฟังก็เข้าใจแจ่มแจ้งสิ้นสงสัย ได้ความรู้ว่าการดัดตนนั้น เป็นส่วนอันหนึ่งของการบำเพ็ญตบะนั่นเอง
เพราะนั่งหรือยืนที่เดียวตลอดวันยังค่ำ ทรมานร่างกายเกินวิสัยก็ย่อมเกิดอาการเมื่อยขบ จึงคิดวิธีดัดตนสำหรับระงับทุกขเวทนาอันเกิดแต่บำเพ็ญตบะ แล้วตั้งเป็นตำราไว้แต่ดึกดำบรรพ์ ที่พวกชาวเมืองชัยปุระเขาบอกว่าเป็นวิธีของพวกดาบสนั้นก็ถูก ที่ไทยว่าเป็นวิธีแก้เมื่อยขบก็ถูก เพราะไทยเราไม่เลื่อมใสวิธีตบะของพวกถือศาสนาฮินดู เอาแต่วิธีดัดตัวแก้เมื่อยขบมาใช้ จึงเกิดตำราฤๅษีดัดตนขึ้น…”
เป็นคำตอบว่าทำไมสิ่งที่ดาบสอินเดียใช้เป็นหนทางบรรลุโมกษะ เป็นส่วนหนึ่งของการทรมานตน ไฉนกลายมาเป็นท่ากายบริหารแก้ปวดเมื่อยของคนไทยไปได้นั่นเอง
อ่านเพิ่มเติม :
- ปาลเลกัวซ์-ลา ลูแบร์ ระบุ การนวด-ยืดเส้น แพทย์แผนโบราณใช้รักษาอาการป่วยไข้
- วัดโพธิ์ เริ่มบทบาทเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของประเทศตั้งแต่เมื่อไหร่
- กรมพระยาดำรงฯ ถูกสาปที่อินเดีย! ระหว่างท่องเที่ยวชมเมืองชัยปุระ
สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่
อ้างอิง :
ดำรงราชานุภาพ, สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยา. (2487). นิทานโบราณคดี. กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร. ห้องสมุดดิจิทัลวัชรญาณ.
เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 24 มีนาคม 2569
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : “ฤๅษีดัดตน” อินเดียใช้บำเพ็ญตบะ ทรมานตน แต่ไทยใช้แก้เมื่อย?
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com