โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

หุ้นแบบไหนอยู่รอดในปี 2026? ถอดสูตรองค์กรบริหารพอร์ตแกร่ง ตัดธุรกิจไม่ทำเงิน โฟกัส Core ที่มีศักยภาพ ปั้นโครงสร้างยืดหยุ่น สู่ Defensive Growth

Wealthy Thai

อัพเดต 6 นาทีที่แล้ว • เผยแพร่ 21 เม.ย. เวลา 07.55 น.

ในปี 2026 ความผันผวนจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจโลกยังคงกดดันตลาดหุ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกณฑ์การคัดเลือกหุ้นเปลี่ยนจากการมองเพียงระดับราคาไปสู่การประเมินคุณภาพของโครงสร้างธุรกิจ และวินัยในการบริหารพอร์ตมากขึ้น โดยบริษัทที่สามารถตัดธุรกิจที่ไม่สร้างผลตอบแทน ควบคุมต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมุ่งเน้นการลงทุนใน Core Business ที่มีศักยภาพในการเติบโต จะมีความได้เปรียบอย่างมีนัยสำคัญ ขณะเดียวกัน โครงสร้างองค์กรที่กระชับและยืดหยุ่นยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยรองรับความไม่แน่นอน และสนับสนุนให้ธุรกิจสามารถรักษาการเติบโตได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว

Asset Optimization กลยุทธ์รีเซ็ตพอร์ต เมื่อ “การลด” กลายเป็นกลยุทธ์เติบโต

หนึ่งในเทรนด์สำคัญขององค์กรขนาดใหญ่ในช่วงที่ผ่านมา คือการเร่งทำ Strategic Divestment หรือการถอนการลงทุนในธุรกิจที่มีภาระต้นทุนสูงและให้ผลตอบแทนต่ำ เพื่อเพิ่มสภาพคล่อง ลดความเสี่ยง และปรับโครงสร้างพอร์ตให้สอดรับกับบริบทเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว สะท้อนให้เห็นว่าการ “ลดขนาดพอร์ต” ไม่ได้เป็นเพียงมาตรการตั้งรับ แต่กำลังกลายเป็นกลยุทธ์เชิงรุกในการเพิ่มประสิทธิภาพและรักษาความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว
ผู้เล่นรายใหญ่ในหลายอุตสาหกรรมเริ่มเดินเกมในทิศทางเดียวกัน เช่น Unilever ที่ตัดสินใจปรับพอร์ตธุรกิจครั้งใหญ่ด้วยการแยกส่วนธุรกิจอาหารเพื่อไปควบรวมกับ McCormick ยักษ์ใหญ่ด้านเครื่องปรุงของสหรัฐฯ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ในปัจจุบันการทุ่มทรัพยากรไปในด้านใดด้านหนึ่งอย่างเชี่ยวชาญ อาจมีความสำคัญมากกว่าการเน้นความหลากหลายเพียงอย่างเดียว ขณะที่ OR เลือกปรับเปลี่ยนบางธุรกิจในต่างประเทศเพื่อลดภาระด้านต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการลงทุน ซึ่งแนวทางดังกล่าวช่วยให้โครงสร้างธุรกิจมีความกระชับมากขึ้น (Lean Structure) พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้ทรัพยากรถูกนำกลับไปลงทุนในธุรกิจหลักที่มีศักยภาพในการสร้างผลตอบแทนสูงกว่า
ในกลุ่มค้าปลีก CRC ถือเป็นหนึ่งในบริษัทที่ปรับพอร์ตในทิศทางเดียวกัน ผ่านการลดสัดส่วนธุรกิจในบางประเทศและโฟกัสไปยัง Core Business ที่มีศักยภาพในการเติบโตสูงมากขึ้น เช่น ธุรกิจในไทยและเวียดนาม โดยบริษัทจะไม่ขยายธุรกิจแบบเหวี่ยงแห แต่เลือกทุ่มเงินลงทุนไปที่รูปแบบธุรกิจที่พิสูจน์แล้วว่าทำกำไรได้จริงในแต่ละพื้นที่ เช่น ในเวียดนามที่เน้นขยายไฮเปอร์มาร์เก็ต GO! ซึ่งเป็นตลาดที่มีโอกาสเติบโตอีกมาก พร้อมชูจุดขายเรื่องราคาและอาหารสดเป็นหัวใจหลักเพื่อดึงคนเข้าห้าง แทนการทุ่มสรรพกำลังลงไปในสมรภูมิร้านจำหน่ายสินค้าเฉพาะทางที่มีคู่แข่งล้นตลาด เช่น ร้านเครื่องใช้ไฟฟ้า รวมถึงยังเร่งเครื่องขยายซูเปอร์มาร์เก็ต go! ซึ่งเป็นโมเดลที่ใช้เงินลงทุนต่ำกว่า ทำให้ขยายได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้นในพื้นที่เมืองรองทั่วประเทศ
โดยมุมมองจาก CGS International มองว่าเป็นการสะท้อนถึงวินัยทางการเงินที่ยอดเยี่ยม เนื่องจากบริษัทเลือกที่จะไม่ลงไปแข่งขันในทุกรูปแบบร้านค้า แต่กลับเลือกลงทุนเฉพาะในจุดที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุด และเป็นจุดที่บริษัทมีโครงสร้างพื้นฐานที่ได้เปรียบในการแข่งขันอย่างแท้จริง อีกทั้งยังแสดงให้เห็นว่า CRC ไม่เพียงโฟกัสกับเรื่องการจัดการพอร์ตธุรกิจ แต่ยังให้ความสำคัญกับการจัดการทรัพยากรและเม็ดเงินลงทุนให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ควบคู่ไปกับการบริหารกระแสเงินสด และโครงสร้างเงินทุนอย่างเป็นระบบ เพื่อเสริมสร้างสถานะทางการเงินให้มีความมั่นคง และยืดหยุ่นสูงสุดในทุกสถานการณ์

การปรับโครงสร้างองค์กร (Internal Restructuring) เพิ่มความยืดหยุ่น

อีกแนวทางคือการจัดระเบียบโครงสร้างภายในใหม่เพื่อลดความซ้ำซ้อนและเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการต้นทุนในภาวะที่ปัจจัยภายนอกควบคุมไม่ได้ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือกรณีของกลุ่ม ปตท. ที่มีการปรับโครงสร้างธุรกิจด้วยการโอนกิจการหน่วยธุรกิจน้ำมันและหุ้นที่เกี่ยวข้องให้กับ โออาร์ (OR) เพื่อให้เป็น Flagship ด้านการค้าน้ำมันและการค้าปลีกอย่างชัดเจน รวมถึงอีกตัวอย่างจากฝั่งธุรกิจค้าปลีก-ค้าส่ง คือการจัดตั้งกลุ่มธุรกิจเฉพาะทาง อย่าง Central Retail Food ของ CRC ที่เป็นการรวมธุรกิจอาหารทั้งหมดมาไว้ภายใต้การบริหารจัดการเดียว ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการและสร้างความได้เปรียบทางต้นทุน แต่ยังเพิ่มโอกาสในการนำทรัพยากร นวัตกรรม และโมเดลธุรกิจที่ประสบความสำเร็จไปปรับใช้ระหว่างตลาดได้อย่างรวดเร็ว สร้างความคล่องตัวในการแสวงหาโอกาสใหม่และพัฒนาบริการให้สามารถส่งมอบประสบการณ์ที่ดียิ่งขึ้นให้แก่ลูกค้า ภายใต้อีโคซิสเต็มที่เอื้อต่อการเติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมเป็นเครื่องยนต์หลักที่ช่วยเสริมความมั่นคงขององค์กรในช่วงที่เศรษฐกิจผันผวน

Resilient Stock เกราะป้องกันที่กลายเป็นโอกาสทองของนักลงทุน

บทสรุปจากกลยุทธ์ข้างต้น แสดงให้เห็นว่าองค์กรที่สามารถ Lean ตัวเองได้ทันท่วงที จะกลายเป็นหุ้นที่มีเกราะป้องกันแกร่ง หรือที่นักลงทุนเรียกว่า Defensive Growth Stockซึ่งมีความเสี่ยงที่ราคาจะปรับตัวลงลึกค่อนข้างจำกัด (Downside Limited) เนื่องจากพื้นฐานของธุรกิจได้ถูกรีเซ็ตให้ทั้งมีประสิทธิภาพสูงและคล่องตัว เพื่อลดผลกระทบจากปัจจัยภายนอก ส่งผลให้หุ้นกลุ่มนี้ยังคงสถานะสินทรัพย์ที่ปลอดภัยได้แม้ในยามวิกฤต ตลอดจนสามารถรักษาอัตราการเติบโตที่น่าดึงดูด พร้อมรับจังหวะการฟื้นตัวตามทิศทางที่กลับมาเป็นบวก
ดังนั้น สำหรับนักลงทุนที่มองการณ์ไกล ปัจจัยในการคัดเลือกหุ้นเข้าพอร์ตจึงไม่ได้มีเพียงเรื่องการเติบโตเท่านั้น แต่ยังต้องพิจารณาถึงหุ้นคุณภาพที่เหมาะกับการถือยาว และหุ้นที่มีความสามารถในการจัดระเบียบองค์กรให้แข็งแกร่งพอที่จะผ่านสภาวะผันผวนได้อย่างมั่นคง โดยเฉพาะในช่วงเวลาเช่นนี้ ที่ราคาหุ้นยังคงซื้อขายบนระดับมูลค่าที่ไม่สูงมากเมื่อเทียบกับศักยภาพในอนาคต จึงถือเป็นโอกาสที่ดีในการเข้าสะสมหุ้นพื้นฐานแน่นเพื่อสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืนในระยะยาว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...