โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ภาครัฐและเอกชนเร่งปรับกลยุทธ์บริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานเพื่อลดผลกระทบจากต้นทุนที่พุ่งสูงขึ้นในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีไทยท่ามกลางวิกฤติภูมิรัฐศาสตร์

The Better

อัพเดต 2 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว • THE BETTER
วิกฤติภูมิรัฐศาสตร์กดดันอุตสาหกรรมปิโตรเคมีไทยทั้งระบบ ต้นน้ำยันปลายน้ำ ส่งผลต้นทุนพุ่ง-ซัพพลายตึงตัว ขณะที่รัฐและเอกชนเร่งเชื่อมข้อมูล กระจายแหล่งวัตถุดิบ เดินหน้าประคองห่วงโซ่อุปทานให้ยืนในระยะได้

ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและแรงกดดันจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางส่งผลให้อุตสาหกรรมปิโตรเคมีไทยต้องเผชิญความท้าทายครั้งสำคัญในรอบหลายปี ทั้งในมิติของต้นทุน การจัดหาวัตถุดิบ และความต่อเนื่องของห่วงโซ่อุปทาน

เวที “เชื่อม Supply ปิโตรเคมีไทย จากต้นน้ำถึงผู้ใช้” ซึ่งจัดขึ้นโดยกระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) หอการค้าไทย และภาคเอกชน จึงกลายเป็นภาพสะท้อนสำคัญของความพยายาม “ตั้งรับเชิงรุก” ของไทย เพื่อประคองระบบอุตสาหกรรมที่มีบทบาทต่อเศรษฐกิจในวงกว้าง

โลกป่วน ดันต้นทุนพุ่งทั้งระบบ

นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ระบุว่า ความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาพลังงาน วัตถุดิบ และค่าขนส่ง ทำให้ภาคอุตสาหกรรมต้องเผชิญความเสี่ยงมากขึ้น ซึ่งกระทรวงพาณิชย์พร้อมทำหน้าที่สนับสนุนอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านข้อมูลการค้า การติดตามสถานการณ์ตลาดโลก มาตรการดูแลผู้ประกอบการ และการประสานความร่วมมือ เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างมั่นใจ
การจัดงานในครั้งนี้ ถือเป็นเวทีสำคัญในการแลกเปลี่ยนข้อมูล ข้อเท็จจริง และมุมมองระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนตลอดห่วงโซ่อุปทาน เพื่อร่วมกันกำหนดแนวทางสร้างความร่วมมือให้ห่วงโซ่อุปทานมีความมั่นคง ยืดหยุ่น และสามารถแข่งขันได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว
ทั้งนี้ได้ขอให้ผู้ประกอบการงดส่งออกเม็ดพลาสติกไปต่างประเทศเพื่อสงวนไว้ใช้ในประเทศแทน และกระทรวงฯได้กำหนดให้เม็ดพลาสติกเป็นสินค้าควบคุมเพิ่มเติม 1 ใน 7 สินค้าควบคุมรายการใหม่ที่จะประกาศจากเดิมมีสินค้าและบริการควบคุม 59 รายการ

ด้านนายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธาน ส.อ.ท. ฉายภาพชัดว่า

สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางได้ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่ออุตสาหกรรมปิโตรเคมีตลอดห่วงโซ่อุปทาน ส่งผลให้ผู้ผลิตต้นน้ำมีต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น ทั้งจากราคาวัตถุดิบ ค่าขนส่ง และค่าประกันภัย ขณะที่อุตสาหกรรมกลางน้ำ โดยเฉพาะกลุ่มพลาสติก เผชิญกับราคาเม็ดพลาสติกที่ปรับเพิ่ม ขึ้นถึง 50–70% ส่วนอุตสาหกรรมปลายน้ำ เช่น อาหาร บรรจุภัณฑ์ ยา และเครื่องสำอาง ได้รับแรงกดดันจากต้นทุนที่สูงขึ้น หากสถานการณ์ยืดเยื้อ โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SMEs ที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นทั้งด้านวัตถุดิบและการขนส่งพร้อมกัน

สำหรับแนวทางการรับมือ ส.อ.ท. เสนอให้ภาครัฐและเอกชนติดตามและบริหารจัดการสถานการณ์วัตถุดิบอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งส่งเสริมการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างอุตสาหกรรมต้นน้ำถึงปลายน้ำ ควบคู่กับการกระจายแหล่งนำเข้าวัตถุดิบจากหลากหลายแหล่ง เน้นการใช้วัตถุดิบจากผู้ผลิตในประเทศ เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็ง Ecosystem ของ Supply Chain ประเทศไทย และการพัฒนาระบบบริหารจัดการและจัดทำสต็อกให้มีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ ควรส่งเสริมการใช้วัสดุทดแทน เช่น พลาสติกชีวภาพ พลาสติกรีไซเคิล หรือวัตถุดิบอื่นที่ทดแทนได้ รวมถึงการยกระดับการใช้เทคโนโลยีและ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนในระยะกลางถึงระยะยาว ตลอดจนผลักดันการใช้พลังงานสะอาดและวัตถุดิบหมุนเวียนภายในประเทศ เพื่อลดการพึ่งพาจากต่างประเทศ และรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในบริบทโลกที่กำลังก้าวสู่ยุคการทวนกระแสโลกาภิวัตน์ (Deglobalization)

“ปัญหาวัตถุดิบตึงตัวหนึ่งในปัจจัยสำคัญคือ “แนฟทา” วัตถุดิบหลักของอุตสาหกรรมโอเลฟินส์ ซึ่งพึ่งพาการนำเข้าจากตะวันออกกลางในสัดส่วนสูง ข้อมูลชี้ว่า เอเชียนำเข้าแนฟทาราว 7 ล้านตันต่อเดือน โดยกว่า 4 ล้านตันมาจากตะวันออกกลาง และเกือบทั้งหมดต้องผ่าน “ช่องแคบฮอร์มุซ” ซึ่งเป็นจุดเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ สถานการณ์นี้ส่งผลให้บางผู้ผลิตต้อง “หยุดการผลิตบางส่วน” และปรับแผนการดำเนินงานทันที”

ขณะที่ดร. วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า การขนส่งสินค้าทางเรือได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง การเปลี่ยนเส้นทางเพื่อหลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยงส่งผลให้ระยะเวลาการขนส่งเพิ่มขึ้นประมาณ 10-15 วัน. นอกจากนี้ บริเวณช่องแคบฮอร์มุซก็เป็นอีกจุดที่มีความเสี่ยงสูงเนื่องจากตั้งอยู่ระหว่างประเทศที่มีความขัดแย้ง แม้ค่าระวางเรือ (Freight rate) จะปรับตัวขึ้นในระดับหนึ่ง แต่ผลกระทบหลักมาจากค่าธรรมเนียมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะค่าประกันภัยความเสี่ยงภัยสงคราม ค่าธรรมเนียมน้ำมัน และค่าเซอร์ชาร์จ ต่างๆ ซึ่งบางกรณีมีราคาแพงกว่าค่าระวางเรือหลายเท่า

สำหรับสินค้าบางส่วนที่อยู่ระหว่างการขนส่งถูกนำไปพักไว้ที่ท่าเรือใกล้เคียง เช่น อินเดีย ซึ่งส่งผลให้ท่าเรือเหล่านั้นเกิดความแออัด ส่วนสินค้าที่ต้องนำกลับประเทศ มีอุปสรรคด้านกฎหมายและระเบียบศุลกากรที่ซับซ้อนและต้องใช้ค่าใช้จ่ายสูง ทำให้ภาคเอกชนต้องขอการผ่อนปรนจากภาครัฐเนื่องจากเป็นเหตุสุดวิสัยจากสงคราม แม้ความต้องการสินค้ากลุ่มอาหารในตะวันออกกลางจะเพิ่มสูงขึ้น แต่เรือสินค้าแทบจะไม่สามารถเข้าหรือออกจากพื้นที่ได้สะดวก ทำให้ไทยต้องหาแนวทางเจรจาเพื่อให้สามารถทยอยส่งสินค้าเข้าไปได้

ด้านนายสาโรจน์ พุทธธรรมวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจผลิตภัณฑ์เคมีมูลค่าเพิ่ม บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอลส์ จำกัด(มหาชน)หรือ PTTGC กล่าวว่า ขณะนี้บริษัทฯยังคงดำเนินการผลิตโพลิเอทิลีน (Polyethylene: PE) ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์หลักของบริษัทอย่างเต็มที่ มีกำลังผลิต 1.6-1.8แสนตันต่อเดือน ท่ามกลางสถานการณ์สงครามตะวันออกกลางทำให้เกิดความผันผวน ดังนั้นบริษัทเน้นการจัดสรรผลิตภัณฑ์เพื่อรองรับความต้องการในประเทศเป็นลำดับแรก ควบคู่กับการบริหารการส่งมอบอย่างใกล้ชิด เพื่อสนับสนุนให้ซัปพลายเพียงพอต่อความต้องการ ของตลาด และสนับสนุนผู้ประกอบการให้สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ความสามารถในการรักษาความต่อเนื่องของการผลิตดังกล่าว เป็นผลจากโครงสร้างการดำเนินธุรกิจแบบบูรณาการ (Integrated Value Chain) ของ PTTGC ที่เชื่อมโยงตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทำให้สามารถบริหารจัดการวัตถุดิบและการผลิตได้อย่างยืดหยุ่น รวมถึงใช้วัตถุดิบที่ผลิตได้เอง (Internal Feedstock) ช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดโลก และรองรับข้อจำกัดของห่วงโซ่อุปทานในช่วงเวลานี้
ปกติไทยมีความต้องการใช้เม็ดพลาสติกPEในประเทศอยู่ที่ 1.4-1.6แสนตัน/เดือน ซึ่งบริษัทผลิตเม็ดพลาสติก PE 1.6-1.8แสนตัน/เดือน และมีผู้นำเข้าเม็ดพลาสติก PEอีก 3-4หมื่นตัน/เดือน ทำให้มีการส่งออกเม็ดพลาสติกไปต่างประเทศ เมื่อเกิดภาวะสงคราม ผู้นำเข้าเม็ดพลาสติกเดิมไม่สามารถนำเข้าได้ จึงต้องหันมาซื้อในประเทศแทน ทำให้ผู้ผลิตเม็ดพลาสติกในประเทศร่วมมือกันไม่มีการส่งออก เพื่อให้มีสินค้าเพียงพอใช้ในประเทศก่อน
ทั้งนี้ เม็ดพลาสติก PE ประกอบด้วย HDPE, LDPE และ LLDPE เป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน เช่น ถุงก๊อปแก๊ป ฝาขวดน้ำดื่ม ฟิล์มถนอมอาหาร ขวดขุ่น ที่นิยมใช้สำหรับขวดบรรจุภัณฑ์แชมพูและผลิตภัณฑ์ดูแลร่างกาย แกลลอนน้ำ แท็งก์น้ำ แหอวน รวมถึงอุปกรณ์โครงสร้างพื้นฐานอย่างท่อน้ำ(สีดำ) และท่อร้อยสายไฟ
สำหรับสถานการณ์เม็ดพลาสติกบางประเภท เช่น โพลิโพรพิลีน (Polypropylene: PP) ขณะนี้มีความตึงตัวในบางช่วง จากความผันผวนของห่วงโซ่อุปทานและข้อจำกัดด้านการนำเข้า เนื่องจากหลายประเทศให้ความสำคัญกับการดูแล Supply Chain ภายในประเทศของตน โดยเม็ดพลาสติก PP เป็นวัตถุดิบสำคัญสำหรับการผลิตบรรจุภัณฑ์อาหาร เช่น ถุงร้อน ซองอาหารกึ่งสำเร็จรูป แก้วเครื่องดื่ม ถาดอาหารที่สามารถเข้าไมโครเวฟได้ รวมถึงถุงบิ๊กแบ็คสำหรับสินค้าอุตสาหกรรม
อย่างไรก็ดีเพื่อช่วยบรรเทาความตึงตัวดังกล่าว บริษัทฯเตรียมกลับมาเดินเครื่องโรงงานโอเลฟินส์อีกหนึ่งหน่วยในเดือนเมษายนนี้ ภายหลังหยุดซ่อมบำรุงตามแผนแล้วเสร็จ ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพในการผลิตโพรพิลีน (Propylene) วัตถุดิบตั้งต้นของเม็ดพลาสติก PP ให้แก่ผู้ผลิตภายในประเทศ และสนับสนุนห่วงโซ่อุตสาหกรรมโดยรวม ปัจจุบันอุตสาหกรรมยังสามารถบริหารจัดการซัพพลายได้อย่างต่อเนื่องและเพียงพอ แม้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ แต่ยังอยู่ในระดับที่ควบคุมได้

นายชาตรี เอี่ยมโสภณา ประธานเจ้าหน้าที่สายงานพาณิชย์บริษัท 
เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด หรือ SCGC ระบุว่า บริษัทต้องหยุดโรงโอเลฟินส์ระยอง (ROC) หลังไม่สามารถจัดหาแนฟทาจากตะวันออกกลางได้ ขณะที่ยังคงเดินเครื่องโรงมาบตาพุด (MOC) เพื่อรักษาซัพพลาย แม้จะสามารถจัดหาวัตถุดิบจากแหล่งอื่นได้บางส่วน ทำให้ยังคงผลิตได้ต่อเนื่องถึงช่วงปลายพฤษภาคม แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อ ก็จำเป็นต้องปรับแผนเพิ่มเติม ทั้งกระจายแหล่งวัตถุดิบ ปรับสูตรการผลิต โดยเลือกผลิตเฉพาะเกรดที่ตลาดต้องการ อีกทั้งยังมีความเสี่ยงจากเรือขนส่งวัตถุดิบที่ยังไม่สามารถผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็น “คอขวด” สำคัญของซัพพลายโลก

ท่ามกลางวิกฤติ ผู้ผลิตย้ำว่า “ไทยยังได้เปรียบ” หลายประเทศในภูมิภาค เพราะมีอุตสาหกรรมปิโตรเคมีของตัวเอง ทำให้สามารถผลิตและบริหารซัพพลายภายในได้ ต่างจากบางประเทศที่ต้องพึ่งนำเข้าเต็มรูปแบบ ซึ่งเผชิญทั้งราคาสูงและความไม่แน่นอน การจัดเวทีครั้งนี้ ไม่ใช่แค่การอัปเดตสถานการณ์ แต่เป็นการ “เชื่อมข้อมูล” ระหว่างต้นน้ำ-กลางน้ำ-ปลายน้ำ ผ่านทั้งเวทีเสวนาและ Technical Clinic เพื่อแก้ปัญหาเชิงเทคนิคแบบตรงจุด

เพราะในโลกที่กำลังก้าวสู่ยุค “Deglobalization” ความสามารถในการปรับตัวของห่วงโซ่อุปทาน ไม่ใช่แค่เรื่องของต้นทุนอีกต่อไป แต่คือ “เงื่อนไขของการอยู่รอด” ของอุตสาหกรรมไทยในระยะยาว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...