สงครามเขย่าสต็อก วัตถุดิบจับตา 3 สินค้าวิกฤต 'ปุ๋ย-พลาสติก-ชิป'
นางสาวศุภณิดา รัตนบุรี เศรษฐกร ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)ระบุในบทความ“หนึ่งเดือนของความขัดแย้งในตะวันออกกลาง: ผลกระทบและความเสี่ยงต่อภาคธุรกิจ”ว่า นับตั้งแต่ความขัดแย้งปะทุขึ้นในช่วงต้นเดือนมีนาคม 2569 ราคาน้ำมันดูไบพุ่งทะยานอย่างรวดเร็วจนมาอยู่ในระดับที่สูงกว่า 140 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนของธุรกิจขนส่ง ร้านอาหาร และสายการบิน
ขณะที่ต้นทุนโลจิสติกส์โลกถูกซ้ำเติมด้วยดัชนีค่าระวางเรือตู้คอนเทนเนอร์ (WCI) ที่ปรับตัวสูงขึ้น พร้อมภาระค่าธรรมเนียมความเสี่ยงภัยสงคราม (war-risk surcharge) ที่อาจสูงถึง 2,000-4,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ภาคการท่องเที่ยวเริ่มเห็นสัญญาณลบชัดเจน โดยเฉพาะโรงแรมในบางภูมิภาคที่ยอดจองล่วงหน้าลดฮวบจากเดิม 50% เหลือเพียง 10% เนื่องจากค่าตั๋วเครื่องบินที่แพงขึ้นและความกังวลของผู้เดินทาง
ในด้านการตอบสนองของภาคธุรกิจไทย เริ่มเห็นผู้ผลิตบางรายชะลอการผลิตเพื่อรักษาสต็อกวัตถุดิบ หรือชะลอการรับคำสั่งซื้อใหม่เพื่อรอประเมินต้นทุน
กลุ่มธุรกิจที่มีสต็อกต่ำอย่างร้านอาหารที่มีอาหารสดสำรองเพียง 1-2 วัน หรือผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่มีสต็อกพลาสติกเพียง 1 เดือน กำลังตกอยู่ในภาวะจำยอมที่ต้องแบกรับต้นทุนการสั่งซื้อรอบใหม่ที่แพงขึ้น
นอกจากนี้ยังเริ่มเกิดพฤติกรรมการเร่งซื้อสินค้าเพื่อกักตุน (panic buying) ในกลุ่มอาหาร เครื่องปรุง และปุ๋ยเคมี ส่งผลให้ราคาในตลาดเริ่มปรับตัวสูงขึ้นทันที
หากสถานการณ์ความขัดแย้งยังคงยืดเยื้อและรุนแรง ธุรกิจไทยจะเผชิญกับความเสี่ยง "การขาดแคลนวัตถุดิบ" ในวงกว้าง โดยมีสินค้าวิกฤตที่ต้องจับตามอง ดังนี้:
- ปุ๋ยเคมี: ไทยนำเข้าจากตะวันออกกลางมากกว่า 30% ปัจจุบันราคาพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะสูตรที่ใช้ยูเรียสูง แม้ภาครัฐจะระบุว่ามีสต็อกเพียงพอถึงเดือนเมษายน 2569 แต่หากเจรจานำเข้าใหม่ไม่ได้ตามแผน อาจกระทบต่อผลผลิตภาคเกษตรในระยะยาว
- บรรจุภัณฑ์พลาสติก: การลดกำลังการผลิตแนฟทาในเอเชียจากวิกฤตพลังงาน กำลังกดดันให้ผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูปและสินค้าอุปโภคบริโภคเผชิญต้นทุนที่สูงขึ้นมาก และอาจรุนแรงถึงขั้นขาดแคลนวัตถุดิบในเร็ว ๆ นี้
- ก๊าซฮีเลียมและเซมิคอนดักเตอร์: กาตาร์เป็นผู้ผลิตก๊าซฮีเลียมอันดับ 2 ของโลก (35%) ซึ่งเป็นสารสำคัญในการผลิตชิปต้นน้ำ หากความขัดแย้งไม่จบใน 6 เดือน จะกระทบห่วงโซ่การผลิตชิปจาก จีน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น ส่งผลต่อเนื่องมายังอุตสาหกรรมยานยนต์และเครื่องใช้ไฟฟ้าในไทยอย่างเลี่ยงไม่ได้
อย่างไรก็ตาม ภาคธุรกิจไทยได้เริ่มปรับตัวเพื่อบรรเทาผลกระทบ เช่น การหันไปใช้บรรจุภัณฑ์แก้วแทนพลาสติก หรือการใช้บรรจุภัณฑ์แบบบางเพื่อประหยัดวัตถุดิบ
ทั้งนี้ ระดับความรุนแรงของผลกระทบต่อแต่ละธุรกิจจะขึ้นอยู่กับสัดส่วนการพึ่งพาตลาดตะวันออกกลาง อำนาจการต่อรองในการจัดหาวัตถุดิบ และสภาพคล่องเดิมที่มีอยู่ ท่ามกลางสถานการณ์ความไม่แน่นอนที่ยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด