ปลูกผักเลี้ยงสัตว์ ทางรอดวิกฤตน้ำมันได้จริงหรือ?
วิกฤตพลังงานจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางเริ่มส่งผลต่อค่าครองชีพในไทย ราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นดันต้นทุนขนส่งและอาหารให้ขยับตาม ในที่ประชุมวุฒิสภาเมื่อวันที่ 23 มี.ค. 2569 “สว.ปฏิมา จีระแพทย์” เสนอให้ประชาชนปลูกผัก เลี้ยงไก่ และเลี้ยงปลา เพื่อใช้เป็นแนวทางรับมือหากสถานการณ์ยืดเยื้อ
ข้อเสนอเกิดขึ้นในจังหวะที่ข้อมูลจากสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์ ระบุว่าหมวดพลังงานและอาหารเป็นตัวแปรหลักของเงินเฟ้อ และราคาน้ำมันสามารถส่งผ่านไปยังราคาอาหารได้โดยตรง การจำลองสถานการณ์ของกระทรวงพาณิชย์ยังชี้ว่า หากราคาน้ำมันดิบปรับสูงต่อเนื่อง จะกระทบราคาอาหารในหลายพื้นที่
ในเชิงวิชาการ แนวคิด “ปลูกผักเลี้ยงสัตว์” มีข้อมูลรองรับในระดับหนึ่ง งานวิจัยในวารสาร Development in Practice ระบุว่าสวนครัวช่วยลดค่าใช้จ่ายอาหารและเพิ่มความมั่นคงทางอาหารในระดับครัวเรือน ขณะที่งานในวารสาร Frontiers in Sustainable Food Systems และข้อมูลขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ ระบุว่าสวนครัวถูกใช้ในหลายประเทศช่วงวิกฤตเพื่อเพิ่มการเข้าถึงอาหาร
ข้อมูลในประเทศไทยให้ภาพที่ชัดขึ้น งานวิจัยของทีมสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ที่ศึกษาคนไทยซึ่งไม่ได้ทำอาชีพเกษตรจำนวน 5,634 คน พบว่า “การปลูกผักหรือผลไม้กินเองที่บ้าน” มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญกับการบริโภคผักผลไม้ได้เพียงพอตามเกณฑ์องค์การอนามัยโลก กล่าวคือกลุ่มที่ปลูกกินเองมีโอกาสเข้าถึงผักผลไม้ในระดับที่เหมาะสมมากกว่ากลุ่มที่พึ่งพาการซื้อจากตลาดเพียงอย่างเดียว อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาเฉพาะ “คนเมืองที่ไม่ได้ทำเกษตร” พบว่ามีเพียงราว 9% เท่านั้นที่ปลูกผักหรือผลไม้ไว้บริโภคเอง
ข้อจำกัดหลักไม่ได้อยู่ที่ความตั้งใจของประชาชน แต่เป็นเงื่อนไขเชิงโครงสร้างของเมือง พื้นที่อยู่อาศัยขนาดเล็ก เช่น ห้องเช่าหรือคอนโด ทำให้การปลูกผักทำได้จำกัด งานศึกษาด้านเกษตรเมืองในไทยยังระบุว่าการใช้พื้นที่จำนวนมากติดข้อจำกัดด้านกฎหมายและสิทธิในที่ดิน ไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้ทันที ขณะเดียวกันการปลูกพืชต้องใช้เวลาในการดูแล ต้องมีแหล่งน้ำ และต้องมีความรู้เรื่องดิน ปุ๋ย และการจัดการศัตรูพืช เงื่อนไขเหล่านี้ทำให้การปลูกผักในเมืองไม่ใช่ทางเลือกที่เข้าถึงได้สำหรับทุกคน แม้จะมีข้อดีในเชิงสุขภาพและค่าใช้จ่ายก็ตาม
ประเด็นรายได้เป็นอีกเงื่อนไขสำคัญ งานศึกษาด้านสวนผักคนเมืองของเครือข่ายพัฒนาเมืองและภาคประชาสังคมพบว่ากลุ่มที่สามารถปลูกผักได้จริงมักเป็นคนที่มีเวลาว่าง มีรายได้ประจำ หรือมีทรัพยากรบางส่วนรองรับ ขณะที่แรงงานรายวันหรือผู้มีรายได้น้อยต้องใช้เวลาไปกับการทำงานเพื่อให้มีรายได้ทันที การปลูกผักจึงไม่ตอบโจทย์ในเชิงเศรษฐกิจ เพราะต้องใช้เวลา ลงแรง และรอผลผลิต อีกทั้งผลตอบแทนส่วนใหญ่เป็นเพียงการ “ลดค่าใช้จ่าย” ไม่ใช่รายได้จริง จึงไม่สามารถทดแทนรายได้หลักได้
ด้านการเลี้ยงสัตว์ ข้อจำกัดยิ่งชัด ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครว่าด้วยการควบคุมการเลี้ยงและปล่อยสัตว์ พ.ศ. 2567 ซึ่งเริ่มมีผลในปี 2569 กำหนดจำนวนสัตว์เลี้ยงตามขนาดพื้นที่ พร้อมเงื่อนไขการจดทะเบียน ฝังไมโครชิป และการควบคุมด้านสาธารณสุข ในทางปฏิบัติยังมีข้อกำหนดซ้อนจากคอนโดและหอพักที่ห้ามเลี้ยงสัตว์โดยสิ้นเชิง ทำให้แม้แต่การเลี้ยงแมวในเมืองยังต้องเผชิญข้อจำกัดหลายด้าน และยิ่งทำให้การเลี้ยงสัตว์เพื่อบริโภคในระดับครัวเรือนเป็นเรื่องที่ทำได้ยากในบริบทเมือง
เมื่อเงื่อนไขพื้นฐานยังเป็นเช่นนี้ การขยายไปสู่การเลี้ยงไก่หรือสัตว์เพื่อบริโภคจึงยิ่งทำได้ยาก ทั้งในแง่พื้นที่ กฎหมาย และผลกระทบต่อชุมชน
ข้อเท็จจริงจากหน่วยงานรัฐและงานวิจัยไปในทิศทางเดียวกัน การปลูกผักเลี้ยงสัตว์ช่วยลดรายจ่ายและเพิ่มความมั่นคงอาหารได้ในระดับหนึ่ง แต่ไม่สามารถทดแทนระบบอาหารทั้งหมด โดยเฉพาะในสังคมเมืองที่มีข้อจำกัดด้านพื้นที่ เวลา รายได้ และกฎหมาย
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
- “บราซิล” ล้ำ! เมืองต้นแบบใช้ “BeVant” เชื้อเพลิงชีวภาพ 100% สู้วิกฤตพลังงานโลก
- เพลงน้ำมันแพงวนกลับมา ในวันที่ค่าครองชีพยังไต่ไม่หยุด
- นานาชาติแก้ปัญหาน้ำมันแพง จากสงครามในตะวันออกกลางอย่างไร ?
- “โลกร้อน” ไม่ใช่เรื่องไกลตัว โพลเผยชาวอเมริกันเชื่อแล้ว โลกร้อนทำชีวิตแพงขึ้น!
- "ค่าครองชีพทะลุฟ้า ฝันได้แค่คิด" คนไทยสะท้อนปัญหาอะไรผ่านโซเชียลมากที่สุดในปี 2568