โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

กกพ.หมดกระสุนตรึงค่าไฟ ชง 3 แนวทางขยับ 3.95 – 4.59 บาทต่อหน่วย

The Better

อัพเดต 25 มี.ค. เวลา 09.57 น. • เผยแพร่ 25 มี.ค. เวลา 10.00 น. • THE BETTER
กกพ.ส่งสัญญาณรัฐบาลหาทางออกตรึงค่าไฟเท่าเดิม 3.88 บาท คาดใช้เงิน 4.6-5 พันล้านบาท ชี้สงครามดันต้นทุนราคา LNG ทะลุ 20 เหรียญสหรัฐ/ล้านบีทียู เดินหน้าบริหารจัดการต้นทุนค่าไฟช่วยประชาชน

ดร.พูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.)ในฐานะโฆษกคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผยว่า ที่ประชุม กกพ. ครั้งที่ 10/2569 (ครั้งที่ 1000) มีมติให้เปิดรับฟังความคิดเห็นค่าไฟฟ้าผันแปร (ค่าเอฟที) สำหรับการเรียกเก็บค่าไฟฟ้าสำหรับงวด พ.ค. - ส.ค. 69 เป็น 3 กรณี โดยเรียกเก็บที่ 3.95 – 4.59 บาทต่อหน่วย ซึ่งปัจจัยสำคัญมาจากต้นทุนเชื้อเพลิง โดยเฉพาะราคาก๊าซธรรมชาติในตลาดโลกและราคา LNG ปรับตัวสูงขึ้นจาก 11 เหรียญสหรัฐต่อล้านบีทียูมาอยู่ที่ระดับสูงสุด 25 เหรียญสหรัฐต่อล้านบีทียา จากผลกระทบสงครามตะวันออกกลางที่เกิดขึ้น รวมถึงความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน

ทั้งนี้ กกพ. ได้พยายามใช้เครื่องมือและกลไกในการบริหารจัดการเพื่อลดผลกระทบต่อผู้ใช้ไฟฟ้า ทั้งการพิจารณาใช้เงินเรียกคืนผลประโยชน์ส่วนเกิน (Claw back) และการทยอยบริหารภาระต้นทุนคงค้าง (AF) อย่างเหมาะสมส่งผลให้ สามารถรักษาสมดุลระหว่างการสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงกับการดูแลค่าไฟฟ้าให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม และรักษาเสถียรภาพทางการเงินของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ควบคู่ไปกับความมั่นคงของระบบพลังงานในภาพรวมได้
อย่างไรก็ตามที่ผ่านมา กกพ. ได้ทยอยชำระคืนภาระหนี้ค่าเชื้อเพลิงจากต้นทุนคงค้าง (AF) ให้แก่ กฟผ. และ ปตท. อย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงเดือน ก.ย. - ธ.ค. 2568 กกพ. ได้มีมติให้นำเงินเรียกคืนส่วนเกินรายได้ของการไฟฟ้ามาช่วยลดค่าไฟฟ้าจำนวน 2,640 ล้านบาท และเห็นชอบให้ทยอยคืนค่า AFGas รวม 6 งวด โดยเริ่มคืนงวดที่สองในช่วงเดือน ก.ย. - ธ.ค. 2568 ส่งผลให้ ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2568 ยอดคงค้างของค่า AF ลดลงเหลือ35,928 ล้านบาท และต้นทุนค่าก๊าซธรรมชาติคงค้างของรัฐวิสาหกิจลดลงเหลือประมาณ 10,300 ล้านบาท
ซึ่งแม้จะลดลงมาก แต่ยังเป็นปัจจัยลบที่กดดันค่าเอฟทีต่อไปจนกว่าจะทยอยชำระภาระค่าเชื้อเพลิงคงค้างทั้งหมดให้กับ กฟผ. และบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ที่เข้ามารับภาระแทนประชาชนผู้ใช้ไฟในงวดก่อนหน้านี้

สำหรับการเรียกเก็บค่าไฟฟ้าในงวดเดือน พ.ค. - ส.ค. 2569 แบ่งเป็น 3 กรณี ดังนี้ กรณีที่ ค่าเอฟทีปรับขึ้น29.66 สตางค์ต่อหน่วย และเงินเรียกเก็บเพื่อชดเชยต้นทุนคงค้าง (AF) ที่เกิดขึ้นจริงของ กฟผ. จำนวน 35,928 ล้านบาท (หรือคิดเป็น 50.94 สตางค์ต่อหน่วย) โดย กฟผ. จะได้รับเงินที่รับภาระต้นทุนค่าเชื้อเพลิงและค่าซื้อไฟฟ้าแทนประชาชนในช่วงสภาวะวิกฤตของราคาพลังงานที่ผ่านมา คืนทั้งหมดภายในเดือนเมษายน 2569 เมื่อรวมค่าไฟฟ้าฐานที่ 3.78 บาทต่อหน่วย ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ย (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 4.59 บาทต่อหน่วยจากระดับ 3.88 บาทต่อหน่วย ในงวดปัจจุบัน

กรณีที่ 2 ค่าเอฟทีขายปลีก เท่ากับ 29.66 สตางค์ต่อหน่วย ซึ่งจะสะท้อนแนวโน้มต้นทุนเดือนพฤษภาคม - สิงหาคม 2569 จำนวน 29.66 สตางค์ต่อหน่วย โดยกรณีนี้ กฟผ. จะรับภาระต้นทุน AF คงค้างสะสมจำนวน 35,928 ล้านบาท (หรือคิดเป็น 50.94 สตางค์ต่อหน่วย) ไว้แทนประชาชน ซึ่งเมื่อรวมค่า Ft ขายปลีกกับค่าไฟฟ้าฐานที่ 3.78 บาทต่อหน่วย ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ย (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 4.08 บาทต่อหน่วย

กรณีที่ 3: กกพ. พิจารณานำเงิน Claw back มาช่วยบรรเทาผลกระทบผู้ใช้ไฟฟ้าค่าเอฟที เท่ากับ 16.23 สตางค์ต่อหน่วย ซึ่งจะสะท้อนแนวโน้มต้นทุนเดือนพฤษภาคม - สิงหาคม 2569 จำนวน 29.66 สตางค์ต่อหน่วย โดยกรณีนี้ กฟผ. จะรับภาระต้นทุน AF คงค้างสะสมจำนวน 35,928 ล้านบาท (หรือคิดเป็น 50.94 สตางค์ต่อหน่วย) ไว้แทนประชาชน ร่วมกับ กกพ. พิจารณานำเงินเรียกคืนผลประโยชน์ส่วนเกินที่การไฟฟ้าเก็บรักษาไว้ (Claw back) ทั้งหมดจำนวนประมาณ 9,472 ล้านบาท (หรือคิดเป็น 13.43 สตางค์/หน่วย) มาช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าในสถานการณ์วิกฤตพลังงานโลกจากเหตุการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง ซึ่งเมื่อรวมค่า Ft ขายปลีกกับค่าไฟฟ้าฐานที่ 3.78 บาทต่อหน่วย ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ย (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 3.95 บาทต่อหน่วย โดยค่าไฟฟ้าของผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วประเทศจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 2 จากระดับ 3.88 บาทต่อหน่วย ในงวดปัจจุบัน

อย่างไรก็ตามในช่วงเดือนเมษายน ซึ่งเป็นช่วงที่ค่าไฟฟ้าจะเริ่มสะท้อนการใช้ไฟในฤดูร้อน ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อปริมาณการใช้ไฟฟ้าต่อเดือนที่เพิ่มขึ้นของพี่ น้องประชาชน ที่เพิ่มมากขึ้นตามสภาวะอากาศ และอาจเป็นเหตุที่ทำให้ต้องจ่ายค่าไฟเพิ่มขึ้นตามเพดานการคิดค่าไฟอัตราก้าวหน้า (Progressive Rate) สำนักงาน กกพ.จึงขอเชิญชวนให้ร่วมกันใช้ไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพและประหยัดพลังงาน ซึ่งจะสามารถลดปริมาณการใช้ไฟฟ้าและค่าครองชีพได้อีกทางหนึ่งด้วย

ทั้งนี้ กกพ. เปิดรับฟังความคิดเห็นผ่านทางเว็บไซต์สำนักงาน กกพ. ตั้งแต่วันที่ 25 - 31 มีนาคม 2569 ก่อนที่จะมีการสรุปและประกาศอย่างเป็นทางการต่อไป

ดร.พูลพัฒน์ กล่าวว่ากกพ.พยายามใช้เครื่องมือทั้งหมดที่มีอยู่เพื่อดูแลค่าไฟฟ้าให้เหมาะสมที่สุด แต่หากรัฐบาลมีนโยบายให้ตรึงค่าไฟฟ้า ที่ 3.88บาท/หน่วย รัฐบาลจะต้องใช้เงินประมาณ 4,600-5,000ล้านบาท ขณะที่การช่วยเหลือผู้ใช้ไฟฟ้าเฉพาะกลุ่มเปราะบางที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 200-300 หน่วยต่อเดือน หรือคิดเป็น 80%ของผู้ใช้ไฟ เพื่อตรึงอัตราค่าไฟฟ้าที่ 3.88บาท/หน่วย รัฐจะใช้เงินอุดหนุนน้อยกว่าการตรึงค่าไฟฟ้าเท่าเดิม โดยกลุ่มเปราะบางที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 200 หน่วยต่อ หรือคิดเป็น 14 ล้านครัวเรือน จะใช้เงินประมาณ 333 ล้านบาท แต่ถ้าช่วยเหลือผู้ใช้ไฟไม่เกิน 300 หน่วยต่อเดือน หรือคิดเป็น 17 ล้านครัวเรือน จะใช้เงินประมาณ 545 ล้านบาท

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...