โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ใครบ้างที่ไม่ควรดื่มชา เช็กคน 7 กลุ่มที่ควรเลี่ยง เสี่ยงอันตรายต่อสุขภาพ

sanook.com

เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Sanook
ใครบ้างที่ไม่ควรดื่มชา เช็กคน 7 กลุ่มที่ควรเลี่ยง เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพอาจเสี่ยงอันตรายต่อสุขภาพ

ใครบ้างที่ไม่ควรดื่มชา เช็ก 7 กลุ่มที่ควรเลี่ยง เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพอาจเสี่ยงอันตรายต่อสุขภาพ

แม้ว่า "ชา" จะเป็นเครื่องดื่มที่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระและมีสรรพคุณช่วยผ่อนคลาย แต่ในใบชาก็มีสารสำคัญอย่าง "คาเฟอีน" (Caffeine) และ "แทนนิน" (Tannin) ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อร่างกายของผู้ป่วยบางกลุ่มหรือผู้ที่มีสภาวะร่างกายเฉพาะทาง หากดื่มในปริมาณที่มากเกินไปหรือดื่มผิดเวลาอาจทำให้เกิดผลเสียมากกว่าประโยชน์

กลุ่มบุคคลที่ควรระมัดระวังในการดื่มชา

สารประกอบในชามีฤทธิ์ทางยาที่อาจขัดขวางการทำงานของระบบต่างๆ ในร่างกาย โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงต่อไปนี้:

  • ผู้ที่มีภาวะโลหิตจาง : สารแทนนินในชามีฤทธิ์ยับยั้งการดูดซึมธาตุเหล็กจากอาหาร โดยเฉพาะเหล็กที่มาจากพืช หากดื่มชาพร้อมมื้ออาหารหรือหลังอาหารทันทีจะยิ่งทำให้ร่างกายขาดธาตุเหล็กสะสม
  • ผู้ป่วยโรคไต: ชามีสารออกซาเลต (Oxalate) ซึ่งหากสะสมในร่างกายปริมาณมากอาจรวมตัวกับแคลเซียมกลายเป็นนิ่วในไตหรือทางเดินปัสสาวะ นอกจากนี้ฤทธิ์ขับปัสสาวะของคาเฟอีนยังทำให้ไตทำงานหนักขึ้น
  • ผู้ป่วยโรคกระเพาะอาหารและกรดไหลย้อน: คาเฟอีนในชาเข้มข้นจะกระตุ้นการหลั่งกรดในกระเพาะอาหาร และอาจทำให้หูรูดหลอดอาหารส่วนล่างคลายตัว ส่งผลให้อาการแสบร้อนกลางอกรุนแรงขึ้น
  • ผู้ป่วยโรคหัวใจและผู้ที่มีความดันโลหิตสูง: คาเฟอีนมีฤทธิ์กระตุ้นหัวใจให้เต้นเร็วและแรงขึ้นชั่วขณะ ซึ่งอาจทำให้ผู้ป่วยรู้สึกใจสั่น กระวนกระวาย หรือความดันโลหิตสูงขึ้นอย่างเฉียบพลัน
  • ผู้ที่มีปัญหาเรื่องการนอนหลับ: การดื่มชาในช่วงบ่ายหรือเย็นจะขัดขวางการทำงานของสารอะดีโนซีนในสมอง ทำให้นอนหลับยากหรือคุณภาพการนอนลดลง
  • สตรีมีครรภ์และเด็ก: ควรระมัดระวังการดื่มชาที่มีคาเฟอีนสูง เพราะอาจส่งผลให้ทารกในครรภ์มีน้ำหนักตัวน้อยกว่าเกณฑ์ หรือเพิ่มความเสี่ยงต่อการแท้งบุตรหากได้รับคาเฟอีนเกินขนาด
  • เด็กอายุต่ำกว่า 10 ปี: ไม่ควรดื่มชา เนื่องจากคาเฟอีนจะไปรบกวนการทำงานของระบบประสาทและหัวใจที่ยังพัฒนาไม่เต็มที่ ทำให้เด็กตื่นตัวเกินเหตุ นอนไม่หลับ และอาจส่งผลต่อพัฒนาการทางสมองในระยะยาวได้

วิธีดื่มชาให้สุขภาพดีและปลอดภัย

เพื่อให้ร่างกายได้รับประโยชน์จากสารพอลิฟีนอลในชาโดยไม่เกิดผลข้างเคียง ควรปฏิบัติตามคำแนะนำดังนี้:

  • ไม่ควรดื่มชาขณะท้องว่าง เพราะอาจทำให้เกิดอาการ "เมาชะ" (ใจสั่น คลื่นไส้)
  • ควรดื่มชาหลังอาหารอย่างน้อย 1-2 ชั่วโมง เพื่อป้องกันสารแทนนินขัดขวางการดูดซึมสารอาหารสำคัญ
  • หลีกเลี่ยงการเติมน้ำตาล ข้นหวาน หรือสารปรุงแต่งรสหวานเกินจำเป็น เพื่อคุมระดับน้ำตาลในเลือด
  • เลือกดื่มชาสมุนไพรที่ไม่มีคาเฟอีน (เช่น ชาเก๊กฮวย ชามะตูม) หากมีปัญหาเรื่องการนอนหลับ

หากคุณมีโรคประจำตัวและต้องการดื่มชาเป็นประจำ ควรปรึกษาแพทย์เจ้าของไข้เพื่อประเมินปริมาณที่เหมาะสมต่อวัน เพื่อให้การดื่มชาเป็นไปอย่างปลอดภัยและส่งเสริมสุขภาพอย่างแท้จริง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...