โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

Fitch Ratings เตือนสงครามอิหร่านสร้างความเสี่ยงใหม่ต่ออันดับความน่าเชื่อถือประเทศตลาดเกิดใหม่

ไทยพับลิก้า

อัพเดต 7 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 7 ชั่วโมงที่ผ่านมา
AI Generated

Fitch Ratings วิเคราะห์ รัฐบาลในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) เผชิญความท้าทายมากขึ้นจากสถานการณ์การความตึงเครียดของอิหร่าน เพราะอาจสร้างความเสี่ยงใหม่ต่ออันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Risk)

เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2569 สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือฟิทช์ เรทติ้งส์ (Fitch Ratings) ลอนดอน ออกบทวิเคราะห์ระบุว่า ความขัดแย้งในอิหร่านอาจสร้างความท้าทายเพิ่มเติมให้กับรัฐบาลในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) ผ่านช่องทางต่าง ๆ เช่น การนำเข้าพลังงาน, เงินโอนกลับประเทศ, การอุดหนุนภาคการคลัง, อัตราแลกเปลี่ยน และการเข้าถึงแหล่งเงินทุนระหว่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม ประเทศผู้ส่งออกน้ำมันและก๊าซอาจได้รับผลกระทบในเชิงบวก

ภายใต้สถานการณ์ฐาน (Baseline) ของฟิทช์เรทติ้งส์ ซึ่งคาดการณ์ว่าการปิดช่องแคบฮอร์มุซจะมีผลบังคับใช้เป็นเวลาไม่เกินหนึ่งเดือน และสามารถหลีกเลี่ยงความเสียหายร้ายแรงต่อโครงสร้างพื้นฐานการผลิตน้ำมันในภูมิภาคได้ ความเสี่ยงต่ออันดับความน่าเชื่อถือของกลุ่มตลาดเกิดใหม่น่าจะอยู่ในวงจำกัด แต่หากการปิดช่องแคบยืดเยื้อกว่านั้นหรือส่งผลกระทบต่อเนื่องยาวนาน ก็อาจนำไปสู่ผลกระทบที่รุนแรงและมีนัยสำคัญมากขึ้น

การนำเข้าน้ำมันและก๊าซถือเป็นช่องทางที่ส่งผลกระทบโดยตรงที่สุดจากความขัดแย้งนี้ เมื่อพิจารณาจากผลกระทบที่มีต่อราคาพลังงานโลก ทั้งนี้ สัดส่วนการนำเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิลสุทธิถือเป็นมูลค่าที่สูงมากเมื่อเทียบกับ GDP ของประเทศตลาดเกิดใหม่ขนาดเล็กหลายแห่ง

สำหรับกลุ่มเศรษฐกิจที่มีขนาดใหญ่ขึ้น ฟิทช์เรทติ้งส์ประมาณการว่ามูลค่าการนำเข้านี้คิดเป็นสัดส่วนเท่ากับ 3% ของ GDP หรือมากกว่า สำหรับประเทศชิลี, อียิปต์, อินเดีย, โมร็อกโก, ปากีสถาน, ฟิลิปปินส์, ไทย และยูเครน

ความเปราะบางต่อต้นทุนการนำเข้าที่สูงขึ้นจะรุนแรงที่สุดในตลาดที่มีขีดความสามารถด้านการเงินตึงตัวอยู่แล้ว เช่น ปากีสถาน หรือประเทศที่มีการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเดือนธันวาคม 2025 ฟิทช์เรทติ้งส์ ได้คาดการณ์ว่าในปีนี้ยูเครนจะมีการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดในระดับสูง (15.4%) ขณะที่ฟิลิปปินส์ (3.4%) และอียิปต์ (3.0%) จะมีการขาดดุลในระดับปานกลาง

หากราคาพลังงานทรงตัวอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน อาจเป็นการเพิ่มความกดดันจากภายนอกต่อรัฐบาลประเทศเหล่านี้ โดยเฉพาะหากมีปัจจัยลบอื่นๆ เกิดขึ้นร่วมด้วย เช่น การหยุดชะงักของเงินโอนกลับประเทศ (Remittances) อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงด้านการเงินภายนอกจะอยู่ในวงจำกัดสำหรับประเทศที่มีการเกินดุลบัญชีเดินสะพัด เช่น ในกรณีของประเทศไทย

ราคาพลังงานที่ทรงตัวอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน จะเพิ่มแรงกดดันทางการคลังให้แก่รัฐบาลที่มีระบบการอุดหนุนราคาเพื่อปกป้องผู้บริโภค หรือรัฐบาลที่เริ่มใช้มาตรการในลักษณะเดียวกันเพื่อตอบสนองต่อราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น

หากการหยุดชะงักของการจัดหาพลังงานโลกจากบริเวณอ่าวอาหรับยืดเยื้อกว่าที่คาดการณ์ไว้ในสถานการณ์ฐาน (Baseline) อาจส่งผลเสียอย่างรุนแรงต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั่วโลก ซึ่งฟิทช์เรทติ้งส์ คาดว่าสถานการณ์นี้จะส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้น และทำให้ตลาดการออกตราสารหนี้อ่อนแอลง โดยเฉพาะสำหรับผู้ออกตราสารหนี้ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือต่ำกว่าระดับที่ควรลงทุน (Highly Speculative-grade) นอกจากนี้ ราคาพลังงานที่สูงขึ้นอาจกดดันให้เกิดเงินเฟ้อ ซึ่งจะส่งผลต่อการตัดสินใจเชิงนโยบายการเงินทั่วโลก

ปัจจัยเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะทำให้ต้นทุนที่แท้จริงในการชำระหนี้และการรีไฟแนนซ์ (Refinancing) เพิ่มสูงขึ้น สำหรับรัฐบาลในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลหลายแห่งได้เร่งออกพันธบัตรสกุลเงินตราต่างประเทศไปแล้วเป็นจำนวนมากตามแผนงานของปีนี้ในช่วงเดือนมกราคมถึงกุมภาพันธ์ ซึ่งช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการรับมือกับความผันผวนของตลาดในระยะสั้นได้

กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ไม่ใช่ภาคผลิตน้ำมัน (Non-oil activity) ในกลุ่มประเทศคณะมนตรีความร่วมมือแห่งรัฐอ่าวอาหรับ (Gulf Cooperation Council :GCC) ที่ซบเซาลง ซึ่งสะท้อนถึงความเสียหายในภาคโลจิสติกส์และการท่องเที่ยว จะส่งผลกระทบต่อประเทศที่มีการส่งออกไปยังภูมิภาคดังกล่าว หรือมีรายได้หลักจากการส่งเงินกลับประเทศ (Remittances) จากประเทศต้นทางในภูมิภาคเช่นกัน

หากมองออกไปนอกเขตภูมิภาคอ่าวอาหรับ ฟิทช์เรทติ้งส์ มองว่าอียิปต์และจอร์แดนมีความเสี่ยงที่จะเผชิญกับการหยุดชะงักของการท่องเที่ยวและเงินโอนกลับ ขณะที่เงินโอนกลับจากภูมิภาค GCC นั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อประเทศในเอเชียใต้ นอกจากนี้ ประเทศที่มีการนำเข้าสินค้ากระจุกตัวอยู่ในกลุ่ม GCC สูง อาจเผชิญกับปัญหาการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน (Supply chain disruption) ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อทั้งผลผลิตและราคาสินค้า

ผลกระทบของความขัดแย้งต่อตลาดสินค้าโภคภัณฑ์อื่น ๆ อาจส่งผลอย่างมีนัยสำคัญต่อตลาดเกิดใหม่บางแห่ง ตัวอย่างเช่น ภูมิภาคอ่าวอาหรับเป็นผู้ผลิตอะลูมิเนียมรายใหญ่ นอกจากนี้ บทบาทของภูมิภาคนี้ในการผลิตวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมปุ๋ย อาจส่งผลกระทบต่อเนื่องในระยะกลาง หากกระทบต่อการผลิตอาหารและอัตราเงินเฟ้อทั่วโลก

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยเฉพาะตัว (Idiosyncratic vectors) ที่วิกฤตการณ์นี้อาจส่งผลกระทบต่อบางประเทศ เช่น อาเซอร์ไบจาน, อิรัก และตุรกี ที่อาจได้รับผลกระทบหากความไม่สงบในอิหร่านนำไปสู่การไหลออกของผู้ลี้ภัยจำนวนมาก
สำหรับกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ที่เป็นผู้ส่งออกเชื้อเพลิงฟอสซิลสุทธิ (Net Hydrocarbon Exporters) ที่อยู่นอกภูมิภาคอ่าวอาหรับ เช่น แองโกลา, อาร์เจนตินา, อาเซอร์ไบจาน, บราซิล, โคลอมเบีย, เอกวาดอร์, กาบอง, คาซัคสถาน, ไนจีเรีย และสาธารณรัฐคองโก การที่ราคาพลังงานทรงตัวอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานานอาจนำไปสู่รายได้มหาศาล (Windfall) ทั้งจากการส่งออกและภาคการคลัง ทั้งนี้ ความยั่งยืนของการปรับปรุงสถานะทางการเงินภายนอกและภาคสาธารณะ จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ฟิทช์เรทติ้งส์นำมาพิจารณาในการประเมินอันดับความน่าเชื่อถือ (Rating Assessments)

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...