กลาโหมสหรัฐแถลงกำลังถล่มโจมตีอิหร่านอย่างหนักหน่วงสุดวันนี้
บลูมเบิร์ก รายงานกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ แถลงความคืบหน้าสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง โดยประกาศว่าวันนี้ (10 มี.ค. 2026) จะเป็นวันที่สหรัฐฯ ปูพรมโจมตีอิหร่านอย่างหนักหน่วงที่สุดนับตั้งแต่เริ่มปฏิบัติการ พร้อมย้ำจุดยืนว่าสงครามครั้งนี้จะไม่ยืดเยื้อ ขณะที่ผู้นำระดับสูงทางทหารระบุ กองกำลังอิหร่านไม่ได้แข็งแกร่งเกินกว่าที่สหรัฐฯ คาดการณ์ไว้
นายพีท เฮกเซธ (Pete Hegseth) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ได้เปิดเผยในการแถลงข่าวประจำวันที่เพนตากอน ถึงความเข้มข้นของปฏิบัติการทางทหารในรอบวัน โดยระบุว่า "วันนี้จะเป็นอีกครั้งที่การโจมตีภายในอิหร่านของเรามีความรุนแรงและหนักหน่วงที่สุด เราใช้เครื่องบินขับไล่มากที่สุด เครื่องบินทิ้งระเบิดมากที่สุด และทำการโจมตีมากที่สุด โดยอาศัยข้อมูลข่าวกรองที่ละเอียดและดีกว่าที่เคยมีมา"
นอกจากนี้ นายเฮกเซธยังได้กล่าวย้ำเพื่อลดความกังวลของสังคม โดยยืนยันว่าปฏิบัติการครั้งนี้จะไม่กลายเป็นสงครามที่ยืดเยื้อไม่มีวันจบสิ้น (Endless war) และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะเป็นผู้ออกคำสั่งตัดสินใจว่าแคมเปญทางการทหารของสหรัฐฯ ในครั้งนี้จะสิ้นสุดลงเมื่อใด
ในการแถลงข่าวเดียวกัน พล.อ.แดน เคน (Gen. Dan Caine) ประธานคณะเสนาธิการร่วมสหรัฐฯ กองกำลังสหรัฐฯ ได้โจมตีเป้าหมายไปแล้วมากกว่า 5,000 แห่งในอิหร่าน และทำลายเรือรบอิหร่านไปแล้วมากกว่า 50 ลำ
ตามรายงานของพลเอกเคน การโจมตีด้วยขีปนาวุธจากอิหร่านลดลง 90% และการโจมตีด้วยโดรนแบบโจมตีทางเดียวลดลง 83% นับตั้งแต่เริ่มปฏิบัติการ
เมื่อเร็วๆ นี้ เครื่องบินทิ้งระเบิดของสหรัฐฯ ได้ทิ้งอาวุธเจาะทะลุที่ควบคุมด้วย GPS น้ำหนัก 2,000 ปอนด์หลายสิบลูกใส่ฐานยิงขีปนาวุธที่ฝังลึกใต้ดินทั่วแนวรบด้านใต้
เขาให้ความเห็นถึงการตอบโต้จากฝั่งกองกำลังอิหร่าน โดยประเมินสถานการณ์ไว้ว่า
"ผมคิดว่าพวกเขาพยายามต่อสู้อย่างเต็มที่ ซึ่งผมก็เคารพในความพยายามนั้น แต่ผมไม่ได้คิดว่าพวกเขาน่าเกรงขามหรือแข็งแกร่งไปกว่าที่เราคาดการณ์ไว้แต่แรก"
เคนกล่าวด้วยว่า กำลังหาทางเลือกในการคุ้มกันเรือขนส่งน้ำมันเพื่อให้แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้
- ราคาน้ำมันร่วงมากกว่า 10%
ซีเอ็นบีซี รายงานว่า ราคาน้ำมันลดลงมากกว่า 10% ในวันอังคาร เนื่องจากตลาดคาดการณ์ว่าจะมีการปล่อยน้ำมันดิบสำรองฉุกเฉินเพื่อแก้ไขปัญหาการหยุดชะงักของอุปทานที่เกิดจากสงครามอิหร่าน
ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ซึ่งเป็นดัชนีมาตรฐานโลก ลดลง 10.47% อยู่ที่ 88.60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ณ เวลา 10:59 น. ตามเวลาภาคตะวันออกสหรัฐ ราคาน้ำมันดิบสหรัฐฯ WTI ร่วงลง 11.24% อยู่ที่ 84.12 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล การลดลงดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากราคาน้ำมันพุ่งขึ้นสูงเกือบ 120 ดอลลาร์ในวันจันทร์
บลูมเบิร์ก รายงานว่า ช่องแคบฮอร์มุซยังคงปิดเกือบทั้งหมด ยกเว้นเรือที่เชื่อมโยงกับอิหร่าน ขณะที่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยืดเยื้อเข้าสู่สัปดาห์ที่สองแล้ว ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา การเดินเรือขาเข้าอ่าวเปอร์เซียแทบหยุดชะงักโดยสิ้นเชิง
กลุ่มประเทศจี 7 ต้องการเตรียมความพร้อมที่จะระดมใช้คลังน้ำมันสำรองหากจำเป็น และได้ร้องขอให้องค์การพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) จัดทำสถานการณ์จำลองสำหรับการระบายคลังน้ำมันฉุกเฉิน โดย IEA จะหารือกระบวนการดังกล่าวในการประชุมคณะกรรมการในวันอังคารต่อมา ตามคำกล่าวของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังฝรั่งเศส
โฆษกบริษัทเอ็กซอน โมบิล ระบุว่าบริษัทได้อพยพพนักงานที่ไม่จำเป็นออกจากการปฏิบัติงานในตะวันออกกลาง เนื่องจากความตึงเครียดในภูมิภาคที่ทวีความรุนแรงขึ้น
แม้ว่าราคาน้ำมันดิบจะอ่อนตัวลง และส่วนต่างราคาสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ในวันอังคารเริ่มสงบลง แต่นักลงทุนออปชันใน WTI ยังมองว่าความเสี่ยงโน้มเอียงไปทางราคาที่สูงขึ้น นักลงทุนยอมจ่ายค่าพรีเมียมสำหรับออปชันสิทธิในการซื้อ (Call) ของน้ำมันดิบ WTI ฟิวเจอร์ สูงกว่าออปชันสิทธิในการขาย (Put) ในระดับสูงสุดในรอบหลายปี สะท้อนว่านักลงทุนยังคงกังวลถึงความเสี่ยงที่การส่งออกน้ำมันและก๊าซจะหยุดชะงักอย่างยืดเยื้อ ตราบใดที่ช่องแคบฮอร์มุซยังปิดใช้งานเกือบทั้งหมด
ล่าสุดตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นเล็กน้อย โดยดัชนี S&P 500 กลับมาบวก หลังจากที่ก่อนหน้านี้เคยร่วงลงมากถึง 0.5% ในวันเดียวกัน