โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

สงครามตะวันออกกลาง กดดัน SME ไทย ต้นทุนพุ่ง 98.8% เสี่ยงกระทบเศรษฐกิจ

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 10 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา

จากสถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่าน ที่มีแนวโน้มขยายวงความขัดแย้งและกระทบต่อราคาพลังงาน ทั้งน้ำมันและก๊าซ LNG รวมถึงภาคการค้า การบริการ การขนส่งโลจิสติกส์ การส่งออก–นำเข้า และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง ทำให้ภาคธุรกิจโดยเฉพาะเอสเอ็มอีต้องเผชิญแรงกดดันด้านต้นทุนเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานยุทธศาสตร์ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย เปิดเผยว่า การสำรวจผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในช่วงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา พบว่า เอสเอ็มอี 98.8% มีต้นทุนเพิ่มสูงขึ้น สะท้อนแรงกดดันต่อการดำเนินธุรกิจในวงกว้าง ขณะที่ ธุรกิจที่มีต้นทุนทรงตัวมีเพียง 1.1% และต้นทุนลดลงเพียง 0.1% เท่านั้น

เมื่อจำแนกโครงสร้างต้นทุนที่เพิ่มขึ้น พบว่า ต้นทุนค่าวัตถุดิบและสินค้าสำเร็จรูปคิดเป็น 37.2% ของต้นทุนรวม รองลงมาคือ ค่าไฟฟ้าและสาธารณูปโภค 22.6% และ ค่าน้ำมันเชื้อเพลิงและค่าขนส่ง 11.5% ซึ่งล้วนเป็นต้นทุนหลักที่ส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจเอสเอ็มอี

ทั้งนี้ ประเมินว่าสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์มีแนวโน้มยืดเยื้อ และอาจส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยทั้งในมิติของต้นทุนการผลิตและค่าครองชีพที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นายแสงชัย ระบุว่า มาตรการตรึงราคาน้ำมัน 15 วัน ถือเป็นมาตรการที่ช่วยบรรเทาผลกระทบในระยะสั้น แต่ในระยะยาวจำเป็นต้องมีแผนยุทธศาสตร์และกลยุทธ์บริหารความเสี่ยงเพื่อสร้างความยืดหยุ่นให้กับเศรษฐกิจไทย

นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช

ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงจากภายนอกที่เพิ่มขึ้น ทั้งสงครามความขัดแย้งระหว่างประเทศ ความไม่แน่นอนของสงครามการค้าจากกำแพงภาษีของสหรัฐอเมริกา รวมถึงแรงกดดันด้านสิ่งแวดล้อมจากการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและแนวโน้มการดำเนินธุรกิจตามหลัก ESG ที่กำลังกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญของการค้าและการลงทุนในอนาคต

ขณะเดียวกัน การเพิ่มขีดความสามารถและความแข็งแกร่งให้กับภาคเอกชน โดยเฉพาะเอสเอ็มอี ถือเป็นวาระเร่งด่วนที่ต้องดำเนินควบคู่กับการยกระดับประสิทธิภาพภาครัฐ อาทิ การให้บริการภาครัฐแบบเบ็ดเสร็จผ่านระบบเทคโนโลยีดิจิทัล การนำ AI และ Blockchain มาใช้ในระบบบริการ รวมถึงการวางแผนบริหารงบประมาณปี 2569–2570 ให้สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

4 ปัจจัยเสี่ยงกดดันเอสเอ็มอี

สำหรับปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อเอสเอ็มอีในปัจจุบัน ประกอบด้วย

1. ปัจจัยด้านรายได้และกำลังซื้อของผู้บริโภค เช่น ค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นไม่สอดคล้องกับรายได้ ภาระหนี้ครัวเรือนที่สูง และการใช้จ่ายที่ระมัดระวังมากขึ้น

2. ปัจจัยด้านเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว จากผลกระทบของเศรษฐกิจโลก สงครามภูมิรัฐศาสตร์ และสงครามการค้า รวมถึงความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยจากเหตุการณ์ความขัดแย้งในหลายพื้นที่

3. ปัจจัยด้านพฤติกรรมผู้บริโภค ที่เปลี่ยนไปสู่ช่องทางออนไลน์มากขึ้น รวมถึงการแข่งขันจากธุรกิจต่างชาติและสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศ

4. ปัจจัยด้านการเข้าถึงแหล่งทุน โดยเอสเอ็มอีจำนวนมากยังเผชิญข้อจำกัดในการเข้าถึงสินเชื่อจากสถาบันการเงิน และมีต้นทุนทางการเงินที่สูง

เสนอ 8 แนวทางปรับตัวธุรกิจเอสเอ็มอี

นายแสงชัยเสนอแนวทางปรับตัวของภาคธุรกิจและแนวทางสนับสนุนจากภาครัฐ เพื่อให้เอสเอ็มอีสามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกได้ ได้แก่

  • การแสวงหาตลาดใหม่ทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงการเข้าถึงตลาดเฉพาะกลุ่ม
  • การปรับลดต้นทุนวัตถุดิบและเพิ่มผลิตภาพแรงงาน พร้อมกระจายความเสี่ยงด้านพลังงาน
  • การบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน (Value Supply Chain) ให้มีเสถียรภาพด้านต้นทุน คุณภาพ และการส่งมอบ
  • การลงทุนพัฒนามาตรฐานสินค้าและบริการระดับสากล พร้อมประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI
  • การยกระดับการสร้างแบรนด์และปรับกลยุทธ์ราคาเพื่อสร้างความแตกต่าง
  • การส่งเสริมช่องทางเข้าถึงแหล่งทุน พร้อมมาตรการแก้หนี้อย่างยั่งยืน
  • การใช้ประโยชน์จากนโยบายและโครงการสนับสนุนของภาครัฐ รวมถึงการส่งเสริม Local Content เพื่อลดการนำเข้า
  • การสนับสนุนให้เอสเอ็มอีสามารถปรับเปลี่ยนไปสู่ธุรกิจใหม่ที่มีศักยภาพในอนาคต

เปิดสถานะสุขภาพธุรกิจเอสเอ็มอีไทย

ทั้งนี้ การประเมินสุขภาพธุรกิจเอสเอ็มอีในช่วง ไตรมาส 4 ปี 2568 ก่อนเกิดความตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่าน พบว่า เอสเอ็มอีแบ่งออกเป็น 6 กลุ่ม ได้แก่

  • กลุ่มที่เติบโตต่อเนื่อง 21.1%
  • กลุ่มที่รายได้เพียงพอรายจ่ายแต่ไม่พอลงทุน 33.1%
  • กลุ่มที่อยู่ในช่วงขาลงแต่ยังพอประคองธุรกิจได้ 27.7%
  • กลุ่มที่กำลังปรับโครงสร้างหนี้ 12.0%
  • กลุ่มที่ขาดทุนต่อเนื่องและต้องพึ่งพาหนี้ใหม่ 2.5%
  • กลุ่มที่เป็นหนี้เสีย 3.6%

จากข้อมูลดังกล่าวสะท้อนว่า เอสเอ็มอีไทยมีเพียงประมาณ 1 ใน 5 เท่านั้นที่สามารถเติบโตได้ต่อเนื่อง ขณะที่อีกเกือบ 80% ยังต้องการมาตรการเร่งด่วน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เพิ่มรายได้ ลดต้นทุน และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน

นายแสงชัย กล่าวทิ้งท้ายว่า ภายใต้สถานการณ์ความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไปจำเป็นต้องเร่งสร้างระบบเศรษฐกิจที่มีผลิตภาพสูงขึ้นในทุกระดับ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ เพื่อก้าวสู่โมเดล “High Speed, High Productivity และ High Value” ซึ่งจะเป็นหัวใจสำคัญของการยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจไทยในอนาคต

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...