“ทรัมป์” ลั่นดันงบกลาโหมสหรัฐแตะ 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ ชี้รายได้ภาษีหนุน
“ทรัมป์” ประกาศผลักดันงบประมาณกลาโหมของสหรัฐในปีงบประมาณหน้าเพิ่มขึ้นกว่า 50% สู่ระดับ 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ พร้อมชี้รายได้จากภาษีศุลกากรจะเป็นแหล่งเงินสำคัญ
วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 10.45 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์รายงานว่าโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ แถลงนโยบายประจำปี (State of the Union) ต่อที่ประชุมรัฐสภาสหรัฐฯ ณ อาคารรัฐสภา กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ช่วงหนึ่งได้ให้คำมั่นว่าจะผลักดันงบประมาณด้านกลาโหมของสหรัฐในปีงบประมาณหน้าแตะระดับ 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นมากกว่า 50% เมื่อเทียบกับปี 2569 โดยระบุว่า รายได้จากภาษีศุลกากรจะถูกนำมาใช้เป็นแหล่งเงินสนับสนุน อย่างไรก็ตามยังไม่ชัดเจนว่าคำวินิจฉัยของศาลฎีกาสหรัฐที่สั่งยกเลิกภาษีบางส่วนจะส่งผลกระทบต่อแผนดังกล่าวมากน้อยเพียงใด
ด้านPete Hegseth รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐ ระบุว่าการเพิ่มงบประมาณครั้งใหญ่นี้เป็นสัญญาณสะท้อนความแข็งแกร่งของสหรัฐ และจะช่วยยับยั้งคู่แข่งหรือศัตรูที่อาจคุกคามประเทศได้ ขณะเดียวกันเขายืนยันว่ากระทรวงกลาโหมจะใช้เงินอย่างรอบคอบ ไม่เพียงเพื่อลงทุนในอาวุธยุทโธปกรณ์ใหม่ ๆ เท่านั้น แต่ยังรวมถึงการปรับปรุงคุณภาพชีวิตของกำลังพลด้วย
อย่างไรก็ดีมีเสียงตั้งคำถามจากบางฝ่ายถึงศักยภาพของกระทรวงกลาโหมในการรองรับเม็ดเงินจำนวนมหาศาลในคราวเดียว โดยล่าสุดเพนตากอนได้แจ้งต่อสภาคองเกรสว่า มีแผนใช้งบประมาณ 151,000 ล้านดอลลาร์จากกฎหมายภาษีของทรัมป์ในปีนี้ สำหรับโครงการต่าง ๆ ตั้งแต่การเร่งพัฒนาเครื่องบินขับไล่ลำใหม่ของกองทัพเรือ ไปจนถึงการผลักดันโครงการ “Golden Dome” เพื่อป้องกันประเทศจากขีปนาวุธและภัยคุกคามขั้นสูง
ทรัมป์กล่าวย้ำว่า “เรากำลังลงทุนด้วยเม็ดเงินระดับเป็นประวัติการณ์ให้กับกองทัพสหรัฐ” พร้อมเรียกร้องให้เพิ่มงบประมาณกลาโหมครั้งใหญ่ในร่างงบประมาณปีหน้า แม้ในอีกด้านหนึ่ง ผู้นำกระทรวงกลาโหมของเขาจะรณรงค์ให้เพิ่มประสิทธิภาพและลดระบบราชการ รวมถึงลดการพึ่งพาบริษัทผู้รับเหมาด้านกลาโหมรายใหญ่
นอกจากนี้ทรัมป์ยังอ้างว่าประเทศในยุโรปได้ให้คำมั่นจะเพิ่มงบประมาณกลาโหมเป็น 5% ของ GDP แต่การประเมินของ Bloomberg Economics ชี้ว่าแม้แต่เศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดในยุโรปก็มีแนวโน้มไม่สามารถไปถึงเป้าหมายดังกล่าวได้ โดยจากแผนการคลังและข้อผูกพันทางการเมืองในปัจจุบัน คาดว่าการใช้จ่ายด้านกลาโหมของยุโรปจะทรงตัวอยู่ต่ำกว่า 3% ของ GDP โดยเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักในปี 203573 จากระดับราว 2% ในปี 2567
อ้างอิง : bloomberg.com