ธปท. คาดขัดแย้งตะวันออกกลาง กระทบจีดีพีเล็กน้อย 0.1-0.2% แต่มีผลกับเงินเฟ้อมากกว่า เหตุไทยพึ่งพานำเข้าน้ำมัน พร้อมใช้เครื่องมือถ้าสถานกาณณ์รุนแรง
BTimes
อัพเดต 05 มี.ค. เวลา 15.54 น. • เผยแพร่ 05 มี.ค. เวลา 06.30 น. • อัพเดตข่าวหุ้น ธุรกิจ การเงิน การลงทุน การตลาด การค้า สุขภาพ กับ บัญชา ชุมชัยเวทย์ - BTimes.Bizนายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ( ธปท. ) เปิดเผยว่า ธปท. อยู่ระหว่างการประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ต่อเหตุสงครามในตะวันออกกลาง เพราะสถานการณ์มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ดังนั้น ต้องรอดูว่าจะส่งผลกระทบต่อประเทศไทยอย่างไร และขนาดไหน เนื่องจากไทยเป็นประเทศนำเข้าน้ำมัน ซึ่งอาจจะกระทบต่อ GDP เล็กน้อย เบื้องต้นประเมินว่าจะมีผลกระทบต่อ GDP ประมาณ 0.1-0.2% แต่สิ่งที่จะกระทบมากกว่า คือ เงินเฟ้อ เพราะราคาพลังงานมีสัดส่วนการคำนวณในตระกร้าเงินเฟ้อประมาณ 13% แต่ปัจจุบัน เงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำ ทั้งปีคาดอยู่ที่ 0.2-0.3%
อย่างไรก็ดี หากสงครามมีความรุนแรงและยืดเยื้อ ธปท.พร้อมปรับมาตรการต่าง ๆ ออกมาใช้เพื่อรองรับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น หรือหากมีความจำเป็น ก็สามารถเรียกประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) นัดพิเศษได้ โดยเชื่อว่าภาครัฐได้เตรียมมาตรการไว้ ส่วน ธปท.พร้อมจะออกมาตรการหากสถานการณ์รุนแรง ส่วนภาคธนาคารพาณิชย์ เชื่อว่าธนาคารเองก็มีมาตรการช่วยเหลือลูกค้า ส่วนโอกาสที่ราคาน้ำมันจะไป 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลนั้น คงต้องดูสถานการณ์ว่าจะจบเร็วแค่ไหน ส่วนมาตรการรองรับสถานการณ์ของ ธปท.ถือว่าเป็นความโชคดีที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ได้มีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายล่วงหน้าไปแล้วในการประชุมเมื่อวันที่ 25 ก.พ.69 ซึ่งเป็นการเตรียมพร้อมรับความเสี่ยงที่คาดการณ์ไว้บ้างแล้ว จากความเสี่ยงปีก่อนที่มีการสู้รบ 12 วัน
ทั้งนี้ หากพิจารณาในแง่เสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาคของไทย ถือว่ามีความแข็งแกร่งมาก และมีกันชน (Buffer) ที่ดีรองรับและช่วยในการป้องกันความเสี่ยงจากความผันผวน และการเคลื่อนย้ายเงินทุน โดยประเทศไทยมีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่ในระดับสูง และแม้จะมีการสำรองน้ำมันไว้ใช้ได้ประมาณ 60 วัน แต่ไทยยังสามารถหาจากแหล่งอื่นเพิ่มเติมได้