โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ความเชื่อมั่นผู้บริโภค ก.พ. 69 ขยับขึ้น หลังผ่านเลือกตั้ง หวั่นสู้รบตะวันออกกลาง ฉุดดัชนี มี.ค.

MATICHON ONLINE

อัพเดต 05 มี.ค. เวลา 07.28 น. • เผยแพร่ 05 มี.ค. เวลา 07.24 น.

ความเชื่อมั่นผู้บริโภค ก.พ. 69 เพิ่มหลังผ่านเลือกตั้ง หวั่นวิตกสงครามตะวันออกกลาง กดดัชนี มี.ค. ตกอีกครั้ง

เมื่อวันที่ 5 มีนาคม นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) โฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน จำนวน 6,623 ราย ซึ่งครอบคลุมประชาชนทั่วประเทศ พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวม เดือนกุมภาพันธ์ 2569 ปรับตัวเพิ่มขึ้นอยู่ที่ระดับ 53.0 จากความคาดหวังต่อแนวทางนโยบายและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐในระยะต่อไปที่เริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ปัญหาภาระค่าครองชีพที่อยู่ในระดับสูงและกำลังซื้อที่ชะลอตัวยังคงส่งแรงกดดันต่อสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบันอย่างต่อเนื่องกระทบความกังวลของประชาชนอย่างมีนัยสำคัญ

ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวม เดือนกุมภาพันธ์ 2569 อยู่ในช่วงเชื่อมั่นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 5 ที่ระดับ 53.0 โดยปรับตัวสูงขึ้นจากระดับ 52.6 ในเดือนก่อนหน้า สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในอนาคต (3 เดือนข้างหน้า) อยู่ที่ระดับ 59.4 ปรับตัวสูงขึ้นจากระดับ 58.4 ในเดือนก่อนหน้า โดยปัจจัยที่ส่งผลให้ดัชนีอยู่ในระดับเชื่อมั่นคาดว่ามาจาก (1) ประชาชนมีมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มเศรษฐกิจโดยรวม ทิศทางการเมืองในการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่และความคาดหวังต่อมาตรการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ (2) การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวตามฤดูกาล โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลตรุษจีนและมีแนวโน้มต่อเนื่องจนถึงช่วงเทศกาลสงกรานต์ ประกอบกับมีนโยบายการส่งเสริมด้านการท่องเที่ยวของภาครัฐ จะช่วยเพิ่มรายได้และการจ้างงานในประเทศ และ (3) การส่งออกยังเติบโต ได้ต่อเนื่องในระดับสูง โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า รวมถึงสินค้าเกษตรกลุ่มอาหารและผลไม้เริ่มฟื้นตัวดีขึ้น

ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในปัจจุบัน อยู่ที่ระดับ 43.3 ปรับตัวลดลงจากระดับ 43.9 ในเดือนก่อนหน้า ซึ่งยังอยู่ในช่วงไม่เชื่อมั่นที่ระดับต่ำกว่า 50 โดยมีปัจจัยลดทอนระดับความเชื่อมั่น อาทิ ความไม่แน่นอนด้านมาตรการภาษีนำเข้าสินค้าของสหรัฐฯ การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และค่าเงินบาทที่แข็งค่า ซึ่งล้วนเป็นแรงกดดันต่อภาคการผลิต และการค้าทั้งในประเทศและการส่งออก รวมทั้งราคาสินค้าเกษตรสำคัญหลายรายการที่มีความผันผวนส่งผลกระทบต่อรายได้เกษตรกร และระดับหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในเกณฑ์สูงยังเป็นแรงกดดันกำลังซื้อของผู้บริโภคโดยรวม อย่างไรก็ตาม หลายปัจจัยเสี่ยงข้างต้นทั้งภายในและภายนอกประเทศมีการเปลี่ยนแปลงในทิศทางค่อนข้างเร็วและผันผวน ซึ่งจะส่งผลต่อระดับความเชื่อมั่นจึงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ มติที่ประชุมของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในช่วงปลายเดือน ก.พ.69 ให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายร้อยละ 0.25 ต่อปี จากร้อยละ 1.25 เป็นร้อยละ 1.00 ต่อปี เพื่อช่วยลดต้นทุนทางการเงิน และบรรเทาภาระหนี้ให้กับภาคธุรกิจและครัวเรือน อาจช่วยผ่อนคลายความกังวลของประชาชนได้ในระยะถัดไป

ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภค พบว่า ด้านเศรษฐกิจไทยส่งผลต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภคมากที่สุดคิดเป็นร้อยละ 49.01 รองลงมา คือ มาตรการของภาครัฐ ร้อยละ 13.20 การเมือง ร้อยละ 10.66 เศรษฐกิจโลก ร้อยละ 8.12 ราคาสินค้าเกษตร ร้อยละ 7.90 สังคม/ความมั่นคง ร้อยละ 7.53 ผลจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ร้อยละ 1.65 ปัจจัยอื่น ๆ ร้อยละ 1.01 และ ภัยพิบัติ/โรคระบาด ร้อยละ 0.92 ตามลำดับ

ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคจำแนกรายภูมิภาค จำนวน 5 ภูมิภาค พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ในช่วงเชื่อมั่นทุกภูมิภาค โดยภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคใต้ปรับตัวเพิ่มขึ้น อยู่ที่ระดับ 54.3 และ 51.5 ตามลำดับ ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคภาคกลางทรงตัวจากเดือนก่อนหน้า อยู่ที่ระดับ 50.9 กรุงเทพมหานครและปริมณฑลและภาคเหนือ แม้ปรับตัวลงเล็กน้อยแต่ยังคงอยู่ในช่วงเชื่อมั่นที่ระดับ 57.2 และ 52.1 ตามลำดับ

ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคจำแนกรายอาชีพ จำนวน 7 อาชีพ พบว่า ทุกกลุ่มอาชีพอยู่ในช่วงเชื่อมั่น ได้แก่พนักงานของรัฐ อยู่ที่ระดับ 57.4 ผู้ประกอบการ อยู่ที่ระดับ 53.9 เกษตรกร อยู่ที่ระดับ 52.6 พนักงานเอกชน อยู่ที่ระดับ 52.5 ไม่ได้ทำงาน/บำนาญ อยู่ที่ระดับ 52.0 นักศึกษา อยู่ที่ระดับ 51.7 และอาชีพรับจ้างอิสระ อยู่ที่ระดับ 50.6 สำหรับกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ พบว่า แม้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคจะยังคงอยู่ในช่วงไม่เชื่อมั่น แต่ดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้ามาอยู่ในระดับ 49.9 ในเดือนปัจจุบัน

นายนันทพงษ์ กล่าวว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นในเดือนที่ผ่านมา มีปัจจัยสำคัญมาจากความคาดหวังต่ออนาคตของประชาชน โดยเฉพาะดัชนีความเชื่อมั่นในช่วง 3 เดือนข้างหน้าที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างชัดเจน เป็นผลจากสถานการณ์ทางการเมืองที่เริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น ส่งผลให้ประชาชนเกิดความคาดหวังต่อเสถียรภาพทางการเมืองที่อาจช่วยให้สถานการณ์เศรษฐกิจปรับตัวดีขึ้น รวมถึงความหวังต่อมาตรการและนโยบายของภาครัฐที่จะเข้ามาช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะต่อไป ความคาดหวังดังกล่าวจึงกลายเป็นแรงสนับสนุนสำคัญที่ช่วยหนุนความเชื่อมั่นของประชาชนในช่วงเดือนที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในปัจจุบันที่ลดลงกลับสะท้อนให้เห็นถึงสถานการณ์เศรษฐกิจภายในประเทศที่ยังคงเป็นความกังวลหลักของประชาชน และส่งผลต่อความเชื่อมั่นอย่างมีนัยสำคัญ โดยสัดส่วนปัจจัยด้านเศรษฐกิจไทยที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของประชาชนปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ร้อยละ 49.01 จาก 45.08 ในเดือนก่อนหน้า สะท้อนถึงแรงกดดันทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในประเทศ โดยเฉพาะปัญหาภาระค่าครองชีพที่อยู่ในระดับสูง ความผันผวนของราคาสินค้าเกษตร และต้นทุนการผลิตของผู้ประกอบการที่ปรับเพิ่มขึ้น ตลอดจนภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนที่เพิ่มขึ้นในทิศทางที่ไม่สอดคล้องกับการเติบโตของรายได้ นอกจากนี้ การชะลอตัวของกำลังซื้อของประชาชนยังส่งผลกระทบในวงกว้างต่อภาคธุรกิจ ทำให้หลายภาคส่วนของเศรษฐกิจต้องเผชิญแรงกดดันที่มากยิ่งขึ้นในช่วงที่ผ่านมา คาดการณ์ว่าความชัดเจนของแนวทางการดำเนินนโยบายภายใต้รัฐบาลที่มีเสถียรภาพ จะช่วยเร่งบรรเทาความกังวลของประชาชนได้ในอนาคต และจะส่งผลต่อการปรับตัวของดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอย่างมีนัยสำคัญในระยะต่อไป

“ความขัดแย้งและความไม่แน่นอนในภูมิภาคตะวันออกกลางยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญ อาจส่งผลต่อทิศทางของดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในระดับสูง ผ่านความกังวลต่อสถานการณ์การค้าโลก ความมั่นคง ราคาสินค้า และราคาพลังงาน ซึ่งมีแนวโน้มก่อให้เกิดผลกระทบเป็นวงกว้างต่อทั้งภาคประชาชนและภาคธุรกิจ จึงจำเป็นต้องประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป”

นายนันทพงษ์ กล่าวว่า โดยกระทรวงพาณิชย์จะยังคงติดตามและดูแลสถานการณ์อย่างรอบด้าน พร้อมทั้งเร่งประเมินภาวะเศรษฐกิจ รวมถึงบริหาร กำกับ และดูแลสถานการณ์สินค้าและราคาอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันปัญหาการกักตุน การขาดแคลนสินค้า หรือความผันผวนของราคา เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนและสามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงได้อย่างเหมาะสม พร้อมบรรเทาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อประชาชนและภาคธุรกิจ ควบคู่กับการเร่งดำเนินการเชื่อมโยงตลาด เพื่อเปิดโอกาสและเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าให้แก่ผู้ประกอบการและเกษตรกรในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ ในช่วงที่ผ่านมากระทรวงพาณิชย์ยังได้มีการจัดกิจกรรมส่งเสริมการค้าอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างโอกาสทางการตลาดและขยายเครือข่ายทางธุรกิจให้แก่ผู้ประกอบการไทย อาทิ งาน South Connect 2026 และงานมหกรรมการค้าระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (NeEC Expo 2026) รวมถึงการวางแผนบริหารจัดการการค้าภายในประเทศเชิงรุก ผ่านการวางแผนดูแลสินค้าเกษตรสำคัญอย่างเป็นระบบ เพื่อรักษาเสถียรภาพราคา ลดแรงกดดันด้านอุปทาน และเร่งการระบายผลผลิตให้สอดคล้องกับสถานการณ์ตลาด ตลอดจนการดูแลค่าครองชีพและผู้ประกอบการรับมือเศรษฐกิจผันผวน ปี 2569 อย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากนี้ ยังมีการส่งเสริมและยกระดับมูลค่าสินค้าไทยอย่างต่อเนื่อง อาทิ การผลักดันมะพร้าวน้ำหอมไทยให้เป็นสินค้าศักยภาพสูงผ่านการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ควบคู่กับการตรวจสอบ กำกับ และปราบปรามบริษัทที่เข้าข่ายนอมินีหรือกระทำความผิดตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อเสริมศักยภาพสินค้าไทยและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้สามารถรับมือกับสินค้านำเข้าคุณภาพต่ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกัน กระทรวงยังได้ดำเนินมาตรการเพื่อการอำนวยความสะดวกทางการค้าและการพัฒนาธุรกิจอย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนศักยภาพของผู้ประกอบการและสร้างความได้เปรียบทางการค้า ซึ่งจะช่วยสร้างบรรยากาศทางเศรษฐกิจที่เหมาะสมและเสริมความเชื่อมั่นของประชาชนและภาคธุรกิจต่อสถานการณ์เศรษฐกิจในประเทศในระยะต่อไป

ความเชื่อมั่นผู้บริโภค

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ความเชื่อมั่นผู้บริโภค ก.พ. 69 ขยับขึ้น หลังผ่านเลือกตั้ง หวั่นสู้รบตะวันออกกลาง ฉุดดัชนี มี.ค.

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...