โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

สิงห์ เอสเตท ฝ่าศึกเศรษฐกิจ-สงคราม ดันพอร์ตรายได้ประจำพลิกปี 69 เป็นกำไร

Khaosod

อัพเดต 05 มี.ค. เวลา 10.58 น. • เผยแพร่ 05 มี.ค. เวลา 10.58 น.

สิงห์ เอสเตท เดินหน้าขับเคลื่อนธุรกิจปี 2569 เผยท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก และส่งครามภูมิรัฐศาสตร์ แต่มั่นใจไทยยังเป็น "Safe Haven" ด้านการท่องเที่ยว หนุนอัตราเข้าพักโรงแรมแตะ 90% ในช่วงไฮซีซัน พร้อมตั้งเป้ารายได้ปีนี้ใกล้เคียงปีก่อนที่ 1.42 หมื่นล้านบาท และพลิกกลับมามีกำไรหลังปีก่อนขาดทุนสุทธิ 1,365 ล้านบาท

นายชัยรัตน์ ศิวะพรพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือ S เปิดเผยว่าภายใต้ความท้าทายของเศรษฐกิจไทยและสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลกที่ส่งผลต่ออุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ บริษัทให้ความสำคัญกับการสร้างรากฐานกำไรที่แข็งแกร่งผ่านการทำธุรกิจเชิงคุณภาพ และการตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในแต่ละกลุ่มธุรกิจ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินธุรกิจในยุคปัจจุบัน

ในปี 2569 บริษัทจะขับเคลื่อนธุรกิจผ่าน 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพักอาศัย ธุรกิจโรงแรม ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการค้า และธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมและโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อสร้างการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

ด้วยการเสริมฐานกำไรจากธุรกิจรายได้ประจำ ขยายการเติบโตผ่านพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ และรักษาวินัยทางการเงิน โดยตั้งเป้ารักษาสัดส่วนรายได้ประจำในพอร์ตไว้ที่ 70% และผลักดันรายได้รวมทั้งปีใกล้เคียงปีที่ 2568 ที่มีรายได้ 14,212.34 ล้านบาท พร้อมกับพลิกกลับมามีกำไร จากที่ปีที่แล้วมีผลขาดทุนสุทธิ 1,365.88 ล้านบาท

ขณะที่สถานการณ์สงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน ที่เกิดขึ้นมองว่าประเทศไทยยังคงถูกมองเป็น "Safe Haven" หรือจุดหมายปลายทางที่ปลอดภัยสำหรับนักท่องเที่ยวในช่วงที่โลกเผชิญความไม่แน่นอน ซึ่งถือเป็นปัจจัยบวกต่อธุรกิจท่องเที่ยวและโรงแรมของไทย

แต่ทั้งนี้บริษัทก็ไม่ได้ประมาทต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และยอมรับว่าหากสถานการณ์ความขัดแย้งขยายตัวหรือยืดเยื้อ ก็อาจส่งผลกระทบเชิงลบต่อเศรษฐกิจโลกและธุรกิจท่องเที่ยวได้เช่นกัน ในเวลาเดียวกันบริษัทก็ไม่ได้มองว่าสถานการณ์ดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อธุรกิจในเชิงลบทั้งหมด เนื่องจากโครงสร้างพอร์ตธุรกิจที่มีการกระจายตัวในหลายประเทศช่วยลดความเสี่ยงได้

โดยผลประกอบการในช่วง 2 เดือนแรกของปีนี้ ภายใต้การบริหารของ บริษัท เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท จำกัด (มหาชน) หรือ SHR ในเครือสิงห์ เอสเตท ซึ่งถือเป็นช่วงไฮซีซันของการท่องเที่ยวในประเทศไทย พบว่าอัตราการเข้าพักของโรงแรมในเครืออยู่ในระดับสูง โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 90% ของจำนวนห้องพักทั้งหมด

ขณะที่ในไตรมาสถัดไปโรงแรมในเครือที่ตั้งอยู่ในประเทศฟิจิจะเริ่มเข้าสู่ช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวสำคัญ โดยโครงสร้างนักท่องเที่ยวของฟิจิประมาณ 80% เป็นนักท่องเที่ยวจากออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ซึ่งไม่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้ง

ดังนั้นบริษัทจึงเชื่อว่าในช่วงไตรมาสที่ 2 และไตรมาสที่ 3 ผลประกอบการของโรงแรมในฟิจิจะยังคงมีแนวโน้มที่ดี และช่วยสนับสนุนผลประกอบการโดยรวมของบริษัท ทั้งนี้หากสถานการณ์ความขัดแย้งในโลกไม่ยืดเยื้อจนเกินไป ก็เชื่อว่าในไตรมาสที่ 4 ธุรกิจการท่องเที่ยวจะสามารถกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้

ขณะเดียวกันในส่วนของธุรกิจอื่นๆ ของบริษัท อาจเป็นผลกระทบทางอ้อมมากกว่า เนื่องจากธุรกิจหลักของบริษัทส่วนใหญ่ยังคงพึ่งพาดีมานด์ภายในประเทศ รวมถึงการลงทุนจากนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะนักลงทุนสัญชาติจีนเป็นสำคัญ

ดังนั้นบริษัทจึงเชื่อว่าสถานการณ์ความขัดแย้งในปัจจุบันไม่น่าจะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อการตัดสินใจลงทุนของลูกค้าและนักลงทุนที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของบริษัทในระยะต่อไป

"หนึ่งในปัจจัยที่ทำให้บริษัทประสบความสำเร็จในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา คือการกระจายสัดส่วนตลาดลูกค้า รวมถึงช่องทางการขาย ให้มีความหลากหลายมากขึ้น โดยไม่พึ่งพาประเทศใดประเทศหนึ่งหรือภูมิภาคใดภูมิภาคหนึ่งเป็นหลักมากเกินไป"

นายชัยรัตน์ กล่าวต่อว่าสำหรับกลยุทธ์หลักในการดำเนินธุรกิจปีนี้ประกอบด้วย 3 ด้านสำคัญ โดยกลยุทธ์แรก “STRENGTHEN THE PROFIT ENGINE” มุ่งเสริมความแข็งแกร่งของฐานกำไรจากธุรกิจที่สร้างรายได้ประจำ โดยเฉพาะธุรกิจโรงแรมและธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการค้า ซึ่งรวมกันคิดเป็นประมาณ 70% ของพอร์ตธุรกิจของบริษัท

ในส่วนของธุรกิจโรงแรมซึ่งดำเนินงานผ่าน SHR ในปี 2568 สามารถสร้างกำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติ สูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 615 ล้านบาท หลังจากโรงแรมหลายแห่งที่ปรับปรุงในช่วง 2–3 ปีที่ผ่านมาในประเทศไทยและสาธารณรัฐฟิจิเปิดให้บริการเต็มรูปแบบและได้รับการตอบรับที่ดี บริษัทจึงเดินหน้าพัฒนาธุรกิจโรงแรมในแนวทางคุณภาพ

โดยเน้นพอร์ตรีสอร์ตเชิงพักผ่อนที่ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวยุคใหม่ที่มองหาประสบการณ์ท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ ใส่ใจสุขภาพและสิ่งแวดล้อม พร้อมเตรียมดำเนินแผนเพิ่มมูลค่าสินทรัพย์ ในโรงแรมหลายแห่ง เช่น ในมัลดีฟส์และสหราชอาณาจักร เพื่อยกระดับราคาห้องพักและเพิ่มศักยภาพการทำกำไร

อีกทั้งในปีนี้ SHR ได้เตรียมงบลงทุน 3,000-3,500 ล้านบาท เพื่อใช้สำหรับการซื้อกิจการโรงแรม 2 แห่ง ในกรุงเทพฯ และในหัวเมืองต่างจังหวัด ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาทั้งหัวเมืองท่องเที่ยวภาคใต้ กับ พื้นที่อีอีซี

ขณะเดียวกัน ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการค้าจะพัฒนาอาคารสำนักงาน รองรับรูปแบบการทำงานยุคใหม่ที่ผสานพื้นที่ทำงานกับคุณภาพชีวิต ปัจจุบันอาคารสำนักงานของบริษัทมีอัตราการเช่าสูง เช่น อาคารสิงห์ คอมเพล็กซ์ และ อาคารเอส เมโทร บนถนนสุขุมวิท ย่านพร้อมพงษ์ ที่มีอัตราการเช่ามากกว่า 90%

ขณะที่ โครงการเอส โอเอซิส มีอัตราการเช่าอยู่ที่ประมาณ 56% และตั้งเป้าเพิ่มเป็น 70% ภายในสิ้นปี โดยบริษัทจะเพิ่มความน่าสนใจของอาคารสำนักงานผ่านการพัฒนาพื้นที่ในสัดส่วน 80:20 ระหว่างพื้นที่สำนักงานและสิ่งอำนวยความสะดวก เช่น ร้านค้า ร้านอาหาร คลินิก และสถาบันความงาม รวมถึงกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อสร้างคอมมูนิตี้ในพื้นที่ทำงาน ภายใต้แนวคิด “Work well, Live well, Stay well”

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่จะช่วยเพิ่มการเติบโตของกำไรในปี 2569 คือธุรกิจนิคมอุตสาหกรรม ภายใต้ นิคมอุตสาหกรรม เอส อ่างทอง ซึ่งมีโครงสร้างพื้นฐานที่ตอบโจทย์ความต้องการของฐานลูกค้า Hyperscale Data Center ที่ต้องการพื้นที่ขนาดใหญ่ มีระบบไฟฟ้า น้ำประปา โครงข่ายไฟเบอร์ออปติก และพลังงานทางเลือก

โดยในปีนี้บริษัทตั้งเป้ายอดขายที่ดินในนิคมอุตสาหกรรมเอส อ่างทอง 200-400 ไร่ นอกจากนี้ยังสามารถเพิ่มรายได้จากการจำหน่ายสาธารณูปโภค เช่น ไฟฟ้าและน้ำประปาให้กับลูกค้าในนิคมได้อีกด้วย

กลยุทธ์ที่สอง “SCALING THROUGH PARTNERSHIPS” บริษัทมุ่งขยายการเติบโตผ่านความร่วมมือกับพันธมิตร เพื่อลดความเสี่ยงด้านการลงทุนและเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน โดยตัวอย่างความสำเร็จจากความร่วมมือที่ผ่านมา ได้แก่ โครงการวัน ริเวอร์ พระราม 3 มูลค่ากว่า 3,000 ล้านบาท ที่พัฒนาร่วมกับ บริษัท วัน เรียลเอสเตท จำกัด ซึ่งสามารถทำยอดขายได้แล้วกว่า 98% และเตรียมรับรู้รายได้ในปี 2570

นอกจากนี้ โครงการคอนโดมิเนียมหรู ดิ เอส สุขุมวิท 36 มูลค่า 6,000 ล้านบาท ที่ร่วมพัฒนากับ Hongkong Land ก็สามารถโอนกรรมสิทธิ์ได้ครบทั้งหมดแล้วในปีที่ผ่านมา ทำให้บริษัทมองหาความร่วมมือกับพันธมิตรร่วมทุนต่อเนื่อง

โดยในปีนี้ มีแผนร่วมทุนกับ บริษัท วัน เรียลเอสเตท จำกัด ซึ่งในปลายปีนี้มีแผนจะเปิดตัวคอนโดมิเนียมร่วมทุนเป็นแห่งที่ 2 ในกรุงเทพฯ มูลค่าโครงการ 3,000 ล้านบาท ระดับราคาขายต่อตร.ม. 150,000 บาท หรือราคาต่อยูนิตเริ่มที่ 3 ล้านบาท

ส่วนอีกโครงการภายใต้ ทราย เรสซิเดนซ์ เป็นความร่วมมือกับ SHR พัฒนาเปฺ็นคอนโดิมเนียมแบรนด์เดดเรสซิเดนซ์ ในย่านบางเทา จ.ภูเก็ต โดยพัฒนาบนที่ดิน 2 ไร่ ในพื้นที่เดียวกับโรงแรมทราย ลากูน่า ภูเก็ต ซึ่งจะเปิดการขายในไตรมาส 3 ปีนี้ นอกจากนี้ยังมีแผนการลงทุนในธุรกิจเกี่ยวเนื่อง เช่น คลังสินค้าและโรงงานให้เช่า

กลยุทธ์ที่สาม "STRONG FUNDING CAPABILITY" มุ่งรักษาความแข็งแกร่งทางการเงินควบคู่กับการสร้างวินัยทางการเงิน โดยบริหารเงินลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพและควบคุมระดับหนี้สินให้อยู่ในกรอบเหมาะสม ปัจจุบันบริษัทมีโครงสร้างเงินทุนจากสินเชื่อสถาบันการเงินประมาณ 70% และหุ้นกู้ 30% พร้อมศักยภาพในการออกหุ้นกู้ปีละ 3,000–4,000 ล้านบาท และมีวงเงินกู้จากธนาคารรวมกว่า 20,000 ล้านบาท

ทั้งนี้บริษัทวางเป้าหมายรายได้ในปีนี้ ใกล้เคียงจากปีก่อนที่มีรายได้รวม

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : สิงห์ เอสเตท ฝ่าศึกเศรษฐกิจ-สงคราม ดันพอร์ตรายได้ประจำพลิกปี 69 เป็นกำไร

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...