สิงห์ เอสเตท ฝ่าศึกเศรษฐกิจ-สงคราม ดันพอร์ตรายได้ประจำพลิกปี 69 เป็นกำไร
สิงห์ เอสเตท เดินหน้าขับเคลื่อนธุรกิจปี 2569 เผยท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก และส่งครามภูมิรัฐศาสตร์ แต่มั่นใจไทยยังเป็น "Safe Haven" ด้านการท่องเที่ยว หนุนอัตราเข้าพักโรงแรมแตะ 90% ในช่วงไฮซีซัน พร้อมตั้งเป้ารายได้ปีนี้ใกล้เคียงปีก่อนที่ 1.42 หมื่นล้านบาท และพลิกกลับมามีกำไรหลังปีก่อนขาดทุนสุทธิ 1,365 ล้านบาท
นายชัยรัตน์ ศิวะพรพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือ S เปิดเผยว่าภายใต้ความท้าทายของเศรษฐกิจไทยและสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลกที่ส่งผลต่ออุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ บริษัทให้ความสำคัญกับการสร้างรากฐานกำไรที่แข็งแกร่งผ่านการทำธุรกิจเชิงคุณภาพ และการตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในแต่ละกลุ่มธุรกิจ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินธุรกิจในยุคปัจจุบัน
ในปี 2569 บริษัทจะขับเคลื่อนธุรกิจผ่าน 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพักอาศัย ธุรกิจโรงแรม ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการค้า และธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมและโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อสร้างการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน
ด้วยการเสริมฐานกำไรจากธุรกิจรายได้ประจำ ขยายการเติบโตผ่านพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ และรักษาวินัยทางการเงิน โดยตั้งเป้ารักษาสัดส่วนรายได้ประจำในพอร์ตไว้ที่ 70% และผลักดันรายได้รวมทั้งปีใกล้เคียงปีที่ 2568 ที่มีรายได้ 14,212.34 ล้านบาท พร้อมกับพลิกกลับมามีกำไร จากที่ปีที่แล้วมีผลขาดทุนสุทธิ 1,365.88 ล้านบาท
ขณะที่สถานการณ์สงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน ที่เกิดขึ้นมองว่าประเทศไทยยังคงถูกมองเป็น "Safe Haven" หรือจุดหมายปลายทางที่ปลอดภัยสำหรับนักท่องเที่ยวในช่วงที่โลกเผชิญความไม่แน่นอน ซึ่งถือเป็นปัจจัยบวกต่อธุรกิจท่องเที่ยวและโรงแรมของไทย
แต่ทั้งนี้บริษัทก็ไม่ได้ประมาทต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และยอมรับว่าหากสถานการณ์ความขัดแย้งขยายตัวหรือยืดเยื้อ ก็อาจส่งผลกระทบเชิงลบต่อเศรษฐกิจโลกและธุรกิจท่องเที่ยวได้เช่นกัน ในเวลาเดียวกันบริษัทก็ไม่ได้มองว่าสถานการณ์ดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อธุรกิจในเชิงลบทั้งหมด เนื่องจากโครงสร้างพอร์ตธุรกิจที่มีการกระจายตัวในหลายประเทศช่วยลดความเสี่ยงได้
โดยผลประกอบการในช่วง 2 เดือนแรกของปีนี้ ภายใต้การบริหารของ บริษัท เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท จำกัด (มหาชน) หรือ SHR ในเครือสิงห์ เอสเตท ซึ่งถือเป็นช่วงไฮซีซันของการท่องเที่ยวในประเทศไทย พบว่าอัตราการเข้าพักของโรงแรมในเครืออยู่ในระดับสูง โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 90% ของจำนวนห้องพักทั้งหมด
ขณะที่ในไตรมาสถัดไปโรงแรมในเครือที่ตั้งอยู่ในประเทศฟิจิจะเริ่มเข้าสู่ช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวสำคัญ โดยโครงสร้างนักท่องเที่ยวของฟิจิประมาณ 80% เป็นนักท่องเที่ยวจากออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ซึ่งไม่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้ง
ดังนั้นบริษัทจึงเชื่อว่าในช่วงไตรมาสที่ 2 และไตรมาสที่ 3 ผลประกอบการของโรงแรมในฟิจิจะยังคงมีแนวโน้มที่ดี และช่วยสนับสนุนผลประกอบการโดยรวมของบริษัท ทั้งนี้หากสถานการณ์ความขัดแย้งในโลกไม่ยืดเยื้อจนเกินไป ก็เชื่อว่าในไตรมาสที่ 4 ธุรกิจการท่องเที่ยวจะสามารถกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้
ขณะเดียวกันในส่วนของธุรกิจอื่นๆ ของบริษัท อาจเป็นผลกระทบทางอ้อมมากกว่า เนื่องจากธุรกิจหลักของบริษัทส่วนใหญ่ยังคงพึ่งพาดีมานด์ภายในประเทศ รวมถึงการลงทุนจากนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะนักลงทุนสัญชาติจีนเป็นสำคัญ
ดังนั้นบริษัทจึงเชื่อว่าสถานการณ์ความขัดแย้งในปัจจุบันไม่น่าจะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อการตัดสินใจลงทุนของลูกค้าและนักลงทุนที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของบริษัทในระยะต่อไป
"หนึ่งในปัจจัยที่ทำให้บริษัทประสบความสำเร็จในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา คือการกระจายสัดส่วนตลาดลูกค้า รวมถึงช่องทางการขาย ให้มีความหลากหลายมากขึ้น โดยไม่พึ่งพาประเทศใดประเทศหนึ่งหรือภูมิภาคใดภูมิภาคหนึ่งเป็นหลักมากเกินไป"
นายชัยรัตน์ กล่าวต่อว่าสำหรับกลยุทธ์หลักในการดำเนินธุรกิจปีนี้ประกอบด้วย 3 ด้านสำคัญ โดยกลยุทธ์แรก “STRENGTHEN THE PROFIT ENGINE” มุ่งเสริมความแข็งแกร่งของฐานกำไรจากธุรกิจที่สร้างรายได้ประจำ โดยเฉพาะธุรกิจโรงแรมและธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการค้า ซึ่งรวมกันคิดเป็นประมาณ 70% ของพอร์ตธุรกิจของบริษัท
ในส่วนของธุรกิจโรงแรมซึ่งดำเนินงานผ่าน SHR ในปี 2568 สามารถสร้างกำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติ สูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 615 ล้านบาท หลังจากโรงแรมหลายแห่งที่ปรับปรุงในช่วง 2–3 ปีที่ผ่านมาในประเทศไทยและสาธารณรัฐฟิจิเปิดให้บริการเต็มรูปแบบและได้รับการตอบรับที่ดี บริษัทจึงเดินหน้าพัฒนาธุรกิจโรงแรมในแนวทางคุณภาพ
โดยเน้นพอร์ตรีสอร์ตเชิงพักผ่อนที่ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวยุคใหม่ที่มองหาประสบการณ์ท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ ใส่ใจสุขภาพและสิ่งแวดล้อม พร้อมเตรียมดำเนินแผนเพิ่มมูลค่าสินทรัพย์ ในโรงแรมหลายแห่ง เช่น ในมัลดีฟส์และสหราชอาณาจักร เพื่อยกระดับราคาห้องพักและเพิ่มศักยภาพการทำกำไร
อีกทั้งในปีนี้ SHR ได้เตรียมงบลงทุน 3,000-3,500 ล้านบาท เพื่อใช้สำหรับการซื้อกิจการโรงแรม 2 แห่ง ในกรุงเทพฯ และในหัวเมืองต่างจังหวัด ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาทั้งหัวเมืองท่องเที่ยวภาคใต้ กับ พื้นที่อีอีซี
ขณะเดียวกัน ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการค้าจะพัฒนาอาคารสำนักงาน รองรับรูปแบบการทำงานยุคใหม่ที่ผสานพื้นที่ทำงานกับคุณภาพชีวิต ปัจจุบันอาคารสำนักงานของบริษัทมีอัตราการเช่าสูง เช่น อาคารสิงห์ คอมเพล็กซ์ และ อาคารเอส เมโทร บนถนนสุขุมวิท ย่านพร้อมพงษ์ ที่มีอัตราการเช่ามากกว่า 90%
ขณะที่ โครงการเอส โอเอซิส มีอัตราการเช่าอยู่ที่ประมาณ 56% และตั้งเป้าเพิ่มเป็น 70% ภายในสิ้นปี โดยบริษัทจะเพิ่มความน่าสนใจของอาคารสำนักงานผ่านการพัฒนาพื้นที่ในสัดส่วน 80:20 ระหว่างพื้นที่สำนักงานและสิ่งอำนวยความสะดวก เช่น ร้านค้า ร้านอาหาร คลินิก และสถาบันความงาม รวมถึงกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อสร้างคอมมูนิตี้ในพื้นที่ทำงาน ภายใต้แนวคิด “Work well, Live well, Stay well”
อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่จะช่วยเพิ่มการเติบโตของกำไรในปี 2569 คือธุรกิจนิคมอุตสาหกรรม ภายใต้ นิคมอุตสาหกรรม เอส อ่างทอง ซึ่งมีโครงสร้างพื้นฐานที่ตอบโจทย์ความต้องการของฐานลูกค้า Hyperscale Data Center ที่ต้องการพื้นที่ขนาดใหญ่ มีระบบไฟฟ้า น้ำประปา โครงข่ายไฟเบอร์ออปติก และพลังงานทางเลือก
โดยในปีนี้บริษัทตั้งเป้ายอดขายที่ดินในนิคมอุตสาหกรรมเอส อ่างทอง 200-400 ไร่ นอกจากนี้ยังสามารถเพิ่มรายได้จากการจำหน่ายสาธารณูปโภค เช่น ไฟฟ้าและน้ำประปาให้กับลูกค้าในนิคมได้อีกด้วย
กลยุทธ์ที่สอง “SCALING THROUGH PARTNERSHIPS” บริษัทมุ่งขยายการเติบโตผ่านความร่วมมือกับพันธมิตร เพื่อลดความเสี่ยงด้านการลงทุนและเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน โดยตัวอย่างความสำเร็จจากความร่วมมือที่ผ่านมา ได้แก่ โครงการวัน ริเวอร์ พระราม 3 มูลค่ากว่า 3,000 ล้านบาท ที่พัฒนาร่วมกับ บริษัท วัน เรียลเอสเตท จำกัด ซึ่งสามารถทำยอดขายได้แล้วกว่า 98% และเตรียมรับรู้รายได้ในปี 2570
นอกจากนี้ โครงการคอนโดมิเนียมหรู ดิ เอส สุขุมวิท 36 มูลค่า 6,000 ล้านบาท ที่ร่วมพัฒนากับ Hongkong Land ก็สามารถโอนกรรมสิทธิ์ได้ครบทั้งหมดแล้วในปีที่ผ่านมา ทำให้บริษัทมองหาความร่วมมือกับพันธมิตรร่วมทุนต่อเนื่อง
โดยในปีนี้ มีแผนร่วมทุนกับ บริษัท วัน เรียลเอสเตท จำกัด ซึ่งในปลายปีนี้มีแผนจะเปิดตัวคอนโดมิเนียมร่วมทุนเป็นแห่งที่ 2 ในกรุงเทพฯ มูลค่าโครงการ 3,000 ล้านบาท ระดับราคาขายต่อตร.ม. 150,000 บาท หรือราคาต่อยูนิตเริ่มที่ 3 ล้านบาท
ส่วนอีกโครงการภายใต้ ทราย เรสซิเดนซ์ เป็นความร่วมมือกับ SHR พัฒนาเปฺ็นคอนโดิมเนียมแบรนด์เดดเรสซิเดนซ์ ในย่านบางเทา จ.ภูเก็ต โดยพัฒนาบนที่ดิน 2 ไร่ ในพื้นที่เดียวกับโรงแรมทราย ลากูน่า ภูเก็ต ซึ่งจะเปิดการขายในไตรมาส 3 ปีนี้ นอกจากนี้ยังมีแผนการลงทุนในธุรกิจเกี่ยวเนื่อง เช่น คลังสินค้าและโรงงานให้เช่า
กลยุทธ์ที่สาม "STRONG FUNDING CAPABILITY" มุ่งรักษาความแข็งแกร่งทางการเงินควบคู่กับการสร้างวินัยทางการเงิน โดยบริหารเงินลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพและควบคุมระดับหนี้สินให้อยู่ในกรอบเหมาะสม ปัจจุบันบริษัทมีโครงสร้างเงินทุนจากสินเชื่อสถาบันการเงินประมาณ 70% และหุ้นกู้ 30% พร้อมศักยภาพในการออกหุ้นกู้ปีละ 3,000–4,000 ล้านบาท และมีวงเงินกู้จากธนาคารรวมกว่า 20,000 ล้านบาท
ทั้งนี้บริษัทวางเป้าหมายรายได้ในปีนี้ ใกล้เคียงจากปีก่อนที่มีรายได้รวม
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : สิงห์ เอสเตท ฝ่าศึกเศรษฐกิจ-สงคราม ดันพอร์ตรายได้ประจำพลิกปี 69 เป็นกำไร
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th