โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธปท.ห่วงฉุดจีดีพี มั่นใจศก.ยังแกร่ง เอกชนผวาจบช้า

ไทยโพสต์

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 5 ชั่วโมงที่ผ่านมา

"ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ" รับสงครามตะวันออกกลางขย่มเศรษฐกิจไทย ชะลอ 0.1-0.2% มั่นใจเสถียรภาพยังแกร่ง ห่วงราคาน้ำมันพุ่งสะเทือน "เงินเฟ้อ" พร้อมงัดมาตรการดูแลหากบานปลาย "กกร." จับตาสินค้าพลังงานแพงขึ้น แนะรัฐเตรียมรับมือแรงกระแทก

เมื่อวันที่ 4 มีนาคม นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวถึงกรณีความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ความขัดแย้งในประเทศตะวันออกกลาง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสถานการณ์เศรษฐกิจ ปริมาณรวมถึงราคาน้ำมันในตลาดโลกว่า ขณะนี้อยู่ในช่วงที่เร่งติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเบื้องต้นต้องยอมรับว่าปัจจัยเสี่ยงดังกล่าวอาจจะมีผลให้ตัวเลขเศรษฐกิจ (จีดีพี) ของไทยในปี 2569 ลดลงเล็กน้อยที่ราว 0.1-0.2% จากปัจจุบัน ซึ่งถือเป็นระดับที่ไม่มากนัก เนื่องจากสถานการณ์ทางเศรษฐกิจไทยยังอยู่ในภาวะที่เข้มแข็งเป็นอย่างดี

ขณะเดียวกันเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาคก็อยู่ในเกณฑ์ที่ดี สัดส่วนการกู้เงินจากต่างประเทศที่อาจมีความเสี่ยงถูกดึงกลับอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับทุนสำรองระหว่างประเทศที่ค่อนข้างดี สะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยมีกันชนที่สามารถป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดจากความผันผวนหรือการเคลื่อนย้ายเงินทุนได้ค่อนข้างดี จึงยังไม่มีความกังวลในเรื่องนี้

อย่างไรก็ตาม อยู่ระหว่างการประเมินผลกระทบที่จะมีต่อเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด โดยหากระยะเวลาความขัดแย้งยืดเยื้อยาวนาน อาจจะมีผลกระทบต่อราคาน้ำมันให้ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งปัจจัยที่จะได้รับผลกระทบมากกว่า คือเงินเฟ้อ โดยเงินเฟ้อของไทยในปัจจุบันต่ำมาก ทั้งปีนี้คาดว่าจะอยู่ที่ 0.2-0.3% เพราะฉะนั้นก็ต้องติดตามสถานการณ์ต่อไปว่าจะส่งผลให้ราคาน้ำมันขยับขึ้นไปไกลแค่ไหน

โดยเบื้องต้นที่ได้มีการพูดคุยกับนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.การคลัง ทราบว่ารัฐบาลอยู่ระหว่างการเตรียมมาตรการในการให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ขณะที่มาตรการด้านการเงินนั้น โชคดีที่สัปดาห์ก่อนหน้าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงไปแล้ว ทั้งนี้หากอยู่ในระดับที่ไม่บานปลายไปกว่านี้ หากมีความจำเป็นที่ต้องออกมาตรการอะไร ธปท.พร้อมเข้าไปดูแลในการออกมาตรการหรือปรับทุกอย่างให้ทันที

วันเดียวกัน นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการแถลงข่าวคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงส่งผลต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจและความมั่นคงของโลก โดยราคาน้ำมัน ราคาก๊าซธรรมชาติในตลาดล่วงหน้าพุ่งสูงขึ้น และมีแนวโน้มจะยังอยู่ในระดับสูงในช่วง 1-3 เดือนข้างหน้า นอกจากนี้ยังกระทบการขนส่งสินค้า รวมถึงสินค้าพลังงานทางเรือและการเดินทางทางอากาศ

ซึ่งหากสถานการณ์ยืดเยื้อจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย ทั้งจากราคาพลังงานในประเทศซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญของธุรกิจและครัวเรือนที่จะสูงขึ้น รวมทั้งภาคการท่องเที่ยวในระยะที่เที่ยวบินที่ผ่านตะวันออกกลางถูกยกเลิก ทั้งนี้ กกร.ยินดีสนับสนุนการดำเนินงานด้านต่างๆ ของภาครัฐ พร้อมทั้งช่วยสื่อสารข้อมูลและข้อเท็จจริงจากภาครัฐไปยังภาคธุรกิจและภาคประชาชน ตลอดจนผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและสามารถวางแผนรับมือสถานการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจไทยมีสูงขึ้น จึงจำเป็นต้องสร้างความเชื่อมั่นภายในประเทศ กกร.มุ่งหวังว่ารัฐบาลใหม่จะใช้โอกาสจากความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่เพิ่มขึ้นหลังการเลือกตั้งในการรับมือกับสถานการณ์ความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น โดยรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจไปพร้อมกับการบรรเทาผลกระทบที่มีต่อภาคธุรกิจและครัวเรือนจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นในระยะสั้น พร้อมทั้งเร่งกระบวนการงบประมาณเพื่อให้การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจมีความต่อเนื่อง ขณะเดียวกันยังให้ความสำคัญกับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ปรับปรุงกฎระเบียบ เน้นเรื่องการ Upskill - Reskill แรงงานมาเข้าระบบเพิ่มเติม ตลอดจนบริหารจัดการประเด็นการต่ออายุแรงงานต่างด้าวที่ถูกกฎหมาย รวมทั้งเร่งสนับสนุนการลงทุนใหม่ที่ยกระดับประสิทธิภาพ เพื่อสร้างการเติบโตและความสามารถในการแข่งขัน ตามแนวทาง “Reinvent Thailand”.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...