โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เมื่ออุณหภูมิเดือดเลือดก็พลุ่งพล่าน The Heat Hypothesis ยิ่งร้อนคนยิ่งก้าวร้าว

The Momentum

อัพเดต 13 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • THE MOMENTUM

คุณยืนรอรถเมล์มานานกว่าครึ่งชั่วโมงแล้ว ท่ามกลางอุณหภูมิร้อนระอุ 35 องศาเซลเซียส เหงื่อที่ไหลท่วมไปทั่วตัวชะล้างครีมกันแดดและรองพื้นที่บรรจงทามาจากบ้าน เปื้อนซึมผ่านเสื้อเชิ้ตสีขาวที่เพิ่งซื้อมาจากช็อป ความไม่สบายเนื้อไม่สบายตัวและความผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ เริ่มกัดกินหัวใจ ทั้งอากาศและสถานการณ์บั่นทอนอารมณ์ของคุณให้หงุดหงิดจนถึงขีดสุด

จากนั้นไม่นานปณิธานระยะสั้นก็ถือกำเนิดขึ้นในใจ “หากใครมายั่วโมโหตอนนี้คงได้เห็นดีกันแน่” คุณเริ่มคิดทุกอย่างติดลบ มองคนรอบข้างไม่เหมือนเดิม และแน่นอนว่าทุกอย่างมันเริ่มมาจากเรื่อง ‘อากาศร้อน’ ที่ทำให้คุณ ‘หัวร้อน’ มากกว่าปกติ

ในงานวิจัย The Causal Effect of Heat on Violence: Social Implications of Unmitigated Heat Among the Incarceratedในปี 2021 เกี่ยวกับผลกระทบจากอากาศร้อนที่ส่งผลต่อพฤติกรรมของผู้ต้องขัง ระบุว่า ความรุนแรงระหว่างผู้ต้องขังในเรือนจำจะพุ่งสูงขึ้นถึง 18% ในวันที่อากาศร้อนจัด ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างอุณหภูมิเฉลี่ยรายปีกับอัตราการเกิดอาชญากรรมในช่วงปี 1950-1995 ที่พบว่าอาชญากรรมรุนแรง เช่น การฆาตกรรม การทำร้ายร่างกายอย่างรุนแรง การข่มขืน การก่อการร้าย และการกราดยิง มีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นมากขึ้นเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น

ความรู้สึก ‘พร้อมเปิดศึก’ ในเสี้ยววินาทีตอนอากาศร้อนนั้นไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ไม่ได้เกิดจากความบกพร่องทางอารมณ์หรือคิดไปเอง เพราะในทางจิตวิทยาและวิทยาศาสตร์ อุณหภูมิที่สูงขึ้นทำให้คนเสียสติได้จริงๆ ปรากฏการณ์นี้มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า ‘The Heat Hypothesis’ ทฤษฎีความร้อนทำคนก้าวร้าว ที่อธิบายว่าทำไมสภาพอากาศที่เลวร้าย ถึงสามารถสูบฉีดความก้าวร้าวให้คนธรรมดากลายเป็นคนที่พร้อมจะใช้ความรุนแรงได้ในพริบตา

The Heat Hypothesis คือทฤษฎีทางจิตวิทยาที่กล่าวว่า อุณหภูมิที่สูงขึ้นเพิ่มแรงจูงใจในการแสดงพฤติกรรมก้าวร้าว และอารมณ์โกรธที่รุนแรงมากขึ้น ที่ถูกเสนอโดย ดร.เครก เอ. แอนเดอร์สัน (Dr. Craig A. Anderson) นักจิตวิทยาชาวอเมริกันที่มีชื่อเสียงด้านจิตวิทยาสังคมและพฤติกรรมก้าวร้าว

เชื่อมโยงกับหลักการทางวิทยาศาสตร์ที่ระบุว่า เมื่อร่างกายอยู่ในอุณหภูมิที่สูงหัวใจจะต้องทำงานหนักขึ้น ในการสูบฉีดเลือดไปยังเส้นเลือดฝอยบริเวณผิวหนัง เพื่อระบายความร้อนออกจากร่างกายสู่ภายนอก ส่งผลให้เลือดและออกซิเจนในเลือดส่วนใหญ่ถูกดึงออกมาบริเวณผิวหนังเพื่อระบายความร้อน รวมไปถึงเลือดที่ต้องไปเลี้ยงสมองในส่วนต่างๆ ทั้งสมองส่วนหน้า (Prefrontal Cortex) ซึ่งทำหน้าที่รับผิดชอบด้านการใช้เหตุผล การควบคุมตนเอง และการตัดสินใจ เมื่อเลือดและออกซิเจนไปเลี้ยงน้อยก็มีผลทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานของสมองลดลง

อีกปัจจัยหนึ่งคือ ‘ฮอร์โมน’ ที่แปรปรวนมีส่วนในการทำให้อารมณ์ปรวนแปร เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้นอย่างฉับพลัน ร่างกายที่เสียสมดุลจะแปลความหมายของอุณหภูมิที่สูงเกินไปว่าเป็น ‘ภัยคุกคาม’ ส่งผลให้ฮอร์โมนความเครียดหรือคอร์ติซอล (Cortisol) หลั่งออกมามากว่าปกติ

ผลที่ตามมาคือ เราจะรู้สึกกระวนกระวาย วิตกกังวล และหงุดหงิดง่ายขึ้นโดยไม่มีสาเหตุ ขณะเดียวกันระบบประสาทซิมพาเทติก (Sympathetic Nervous System) จะหลั่งอะดรีนาลีน (Adrenaline) ออกมา ทำให้หัวใจเต้นเร็ว ความดันโลหิตสูง และกล้ามเนื้อตึงตัว ซึ่งภาวะทางสรีรวิทยาแบบนี้จะคล้ายคลึงกับเวลาที่มนุษย์กำลัง ‘โกรธจัด’ สมองจึงถูกร่างกายหลอกให้ตกอยู่ในสภาวะเตรียมพร้อมปะทะ ส่งผลให้ใครมาทำอะไรให้ขัดใจนิดเดียวก็พร้อมระเบิดอารมณ์ได้ทันที

แล้วเราจะป้องกันตัวเองจากอาการหัวร้อนเมื่ออากาศร้อนอย่างไร

สิ่งที่ดีที่สุดคือตัดไฟเสียตั้งแต่ต้นลม เมื่อร่างกายเริ่มเสียสมดุลจากการสูญเสียน้ำเมื่ออากาศร้อน การพยายามจิบน้ำเรื่อยๆ อาจช่วยทำให้ร่างกายไม่ขาดน้ำและทดแทนเหงื่อที่เสียไป ประกอบกับความเย็นจากน้ำก็พอที่จะช่วยลดอุณหภูมิในร่างกายที่สูงขึ้นด้วย

อีกสิ่งหนึ่งคือเมื่อเราสามารถแยกแยะระหว่างอารมณ์โกรธกับอากาศร้อนได้ ก็มีส่วนที่เราจะสามารถแยกปัญหาที่เผชิญได้โดยไม่เอาอารมณ์ลงไปเล่น แต่ถึงแม้จะควบคุมความโกรธได้มากขนาดไหนก็อย่าหลงลืมอันตรายจากโรคหรือภาวะต่างๆ ที่มากับอากาศร้อน เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคไต และโรคระบบทางเดินอาหาร ที่ความร้อนเป็นเหมือนตัวเร่งปฏิกิริยาให้พวกมันปะทุอาการได้ง่ายขึ้น

อย่างไรก็ตามคงต้องใช้เวลาอีกพักใหญ่กว่าสังคมจะจัดการกับปัญหาสภาพแวดล้อมรอบตัวได้อย่างเบ็ดเสร็จ เพราะปฏิเสธได้ยากว่าสุดท้ายที่โลกร้อนเกินไปก็เกิดจากฝีของมวลมนุษย์ แต่สิ่งหนึ่งที่เราสามารถควบคุมได้ในวินาทีนี้คือ ‘ความยับยั้งชั่งใจ’ และ ‘ความเห็นอกเห็นใจ’

ครั้งต่อไปที่คุณยืนรอรถเมล์จนเหงื่อชุ่มเสื้อ หรือต้องเดินเบียดเสียดกับผู้คนบนทางเท้าที่แดดแผดเผา แล้วรู้สึกว่าฟางเส้นสุดท้ายกำลังจะขาด ลองสูดหายใจลึกๆ ถอยออกมาจากสถานการณ์นั้นสักก้าว จิบน้ำเย็นสักอึก แล้วเตือนตัวเองสั้นๆ ว่า “ความหงุดหงิดที่กำลังพลุ่งพล่านอยู่นี้ อาจไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริงของคุณ แต่มันคือภาพลวงตาที่ ‘ความร้อน’ กำลังเล่นตลกกับ ‘สมอง’ ของคุณอยู่”

ที่มา

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...