โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘เค้กเลือกตั้ง’ พื้นที่การเมืองในวันที่ผู้หญิงยังไม่มีสิทธิโหวต และวันเลือกตั้งเคยเป็นวันรื่นเริง

Capital

อัพเดต 28 ม.ค. เวลา 09.51 น. • เผยแพร่ 28 ม.ค. เวลา 09.20 น. • Insight

ทุกวันนี้ วันเลือกตั้งมักจัดให้ตรงกับวันหยุดวันหนึ่ง การไปเลือกตั้งก็คล้ายเป็นวันธรรมดาที่เราต้องไปหย่อนบัตรลงคะแนน ถ้าจะตื่นเต้นก็คงตื่นเต้นในใจว่าเราจะมีรัฐบาลแบบไหน ถ้ามีพรรคที่ชอบถึงขนาดเป็นแฟนคลับ ก็อาจจะมีความรื่นเริงกันบ้าง

แต่ด้วยกฎหมายเลือกตั้งและเงื่อนไขเพื่อความเป็นกลางต่างๆ การเลือกตั้งค่อนข้างมีบรรยากาศของการทำหน้าที่พลเมือง มีระบบระเบียบและความเคร่งขรึม ตั้งแต่การหาเสียงห้ามการจัดเลี้ยง ประเทศไทยก็งดขายแอลกอฮอล์

ถ้าเราย้อนไปในการเลือกตั้งในศตวรรษที่ 19-20 ซึ่งถือเป็นการจัดการเลือกตั้ง มีการลงคะแนนเลือกผู้สมัครเข้าบริหารหรือรับตำแหน่งเป็นตัวแทน ในสมัยนั้นการเลือกตั้งถือเป็นวันแห่งมหกรรมอย่างหนึ่ง ด้วยหลายเงื่อนไขเช่นการได้มีสิทธิมีเสียงและการใช้สิทธิใช้เสียงถือเป็นเรื่องน่ายินดี รวมถึงลักษณะการจัดพื้นที่ลงคะแนนที่ต้องมีการเดินทาง

ในสมัยนั้นวันเลือกตั้งจึงกลายเป็นวันรื่นเริงอย่างสำคัญ มีการกินดื่ม และในการเฉลิมฉลองใหญ่ การเลี้ยงทั้งเหล้าและอาหารสะท้อนความสำคัญของการเมืองที่เครือข่ายและการดูแลผู้คนเป็นเรื่องสำคัญ สุดท้ายหลังลงคะแนนมักมีการตัดเค้กขนาดใหญ่จนกลายเป็นธรรมเนียมเก่าหนึ่งของอเมริกาคือการทำเค้กวันเลือกตั้ง หรือ Election Cake

วันเลือกตั้งที่อลหม่านและเมามาย

การเลือกตั้งในอเมริกาเองก็มีพัฒนาการ เช่นกระบวนการเลือกประธานาธิบดีที่แม้จะมีการเลือกตั้ง แต่กว่าจะมีการเลือกตั้งแบบมวลชน คือการให้สิทธิประชาชนลงคะแนนเพื่อเลือกประธานาธิบดีผ่านระบบคณะผู้แทนก็ราวทศวรรษ 1920 ในยุคนั้นคือการขยายสิทธิการเลือกตั้งให้กับชายผิวขาวทั่วไป

ก่อนหน้านี้ ด้วยความคิดและการเลือกผู้แทนที่มักใช้รัฐคัดเลือก การหาเสียงกับมวลชนจึงถือว่าไม่เกิดขึ้น วิธีการหาเสียงคือผู้สมัครเป็นประธานาธิบดีมักจะใช้เครือข่ายเช่นหนังสือพิมพ์ หรือตัวแทนในการพูดแทนตัวเอง การพูดเองถือว่าไม่เป็นสุภาพบุรุษและไม่งาม โจ่งแจ้งเกินไป

พอการเลือกตั้งเริ่มมีมวลชนเข้ามาเกี่ยวข้อง เมื่อผู้ชายผิวขาวได้รับสิทธิเลือกตั้ง การลงคะแนนเริ่มกลายเป็นมหกรรมสำคัญ ส่วนใหญ่การเลือกตั้งในสมัยนั้นมักมีการวางหน่วยเลือกตั้งไว้ในเมืองใหญ่ หมายความว่าคนจะลงคะแนนต้องเดินทางมายังเมืองใหญ่เป็นการเฉพาะ

ในอเมริกาจึงจัดให้วันอังคารเป็นวันเลือกตั้ง เพราะชาวนาต้องเดินทางขี่ม้ามาในเมือง ข้อสำคัญคือต้องไม่ให้ตรงกับวันไปโบสถ์คือวันอาทิตย์ และวันเสาร์เป็นวันที่จัดตลาดขายสินค้าเกษตร ดังนั้นการเลือกวันเลือกตั้งต้องเลือกเผื่อเดินทางวันจันทร์ ถึงวันอังคารเพื่อลงคะแนนและกลับทันวันค้าขายในวันพุธ

ช่วงแรกของการเลือกตั้ง ในพื้นที่อาณานิคมต่างๆ ของอเมริกามีการเลือกตั้งมากมาย เลือกผู้ว่าฯ ตัวแทนออกกฎหมาย นายอำเภอ เมื่อมีคนต้องเดินทางมาในตัวเมืองหรือในเขตเมืองเยอะๆ การจูงใจทั้งเพื่อให้คนมาเลือกตั้งและจูงใจให้คนมาเลือกตัวเองก็เลยสำคัญ

ช่วงศตวรรษที่ 19-20 ด้วยทั้งการรวมตัวของผู้คน ความยินดีในการใช้สิทธิหรือมีส่วนร่วมกับการเลือกตั้ง และการจูงใจผู้คนให้มาเลือกตั้ง วันเลือกตั้งจึงเป็นเหมือนวันแห่งความรื่นเริง มีการเดินขบวน จัดพื้นที่กินดื่มโดยเฉพาะในโรงเบียร์หรือบาร์ใกล้ๆ พื้นที่ออกเสียง

รูป : New York Public Library

ใช่ครับ ในการเลือกตั้งยุคแรกๆ ผู้สมัครเลี้ยงเหล้าเบียร์และอาหารการกินให้กับผู้ลงคะแนนของตัวเองอย่างเอิกเกริก ลักษณะความสำคัญของร้านเหล้าที่กลายเป็นพื้นที่สำคัญเกี่ยวข้องกับประชากรที่มีสิทธิเลือกตั้งคือผู้ชายผิวขาว เช่น กลุ่มแรงงาน กลุ่มผู้มีรายได้น้อย กลุ่มนี้มักจะมีพื้นที่ร้านเหล้าโรงสุราเป็นพื้นที่ทางการเมือง

สมัยก่อนร้านเหล้า Saloon หรือ Tarvern ไม่ได้มีไว้กินดื่มเพียงอย่างเดียว แต่ทำหน้าที่เป็นพื้นที่ชุมชนและพื้นที่ทางการเมือง เช่น ใช้นัดพบผู้สนับสนุน พบปะนักการเมือง พูดคุยแลกเปลี่ยนทางการเมือง กระทั่งเป็นพื้นที่พูดคุยตกลง ทำสัญญาเอกสาร ในสมัยที่ชนชั้นล่างยังไม่มีพื้นสาธารณะจากรัฐ ร้านเหล้าเป็นพื้นท่ีทางการเมืองสำคัญ

การเมืองกับเรื่องการกินดื่มจึงแยกกันไม่ขาด แถมในสมัยนั้น ผู้สมัครหรือผู้สนับสนุนผู้สมัครนั้นๆ จะจัดหาและนำพา คือบริการโหวตเตอร์ของตัวเองชนิดตั้งแต่จัดการขนส่ง มีรถลาก ม้า ลา บริการเพื่อพาไปถึงพื้นที่ออกเสียง เมื่อออกเสียงเสร็จ ผู้เดินทางมาลงคะแนน ซึ่งเดินทางมาไกลๆ ก็จะเข้าไปในร้านเหล้าสำคัญๆ ของเมืองเพื่อกินดื่มและเลี้ยงฉลองกันต่อไป

ภาพของวันเลือกตั้งจึงเป็นภาพของการเดินขบวนที่เอิกเกริก ในยุคนั้นทำได้ถึงขนาดขณะที่ผู้คนเดินขบวนไปเลือกตั้ง มีการตะโกนโห่ร้อง ทำการจูงใจให้เปลี่ยนใจ กระทั่งข่มขู่จนอลหม่านกันจนวินาทีสุดท้ายก็ทำได้

ถามว่าเหล้ามีความสำคัญขนาดไหน มีเรื่องเล่าเล็กๆ ของจอร์จ วอชิงตัน สมัยที่ลงเลือกตั้งในสภาอาณานิคมเวอร์จิเนีย ก่อนจะมีการเลือกตั้งรวมชาติที่อเมริกายังปกครองเป็นกลุ่มอาณานิคม ในสมัยนั้นจอร์จ วอชิงตัน ลงสมัครแล้วแพ้ ซึ่งจอร์จ วอชิงตัน สรุปว่าแพ้เพราะมีเหล้าไม่พอ

การเลือกครั้งแต่ไปจึงจัดเหล้ารัม พันช์ เบียร์รวม 144 แกลลอน และลอยลำเข้าสู่ตำแหน่ง ในแง่นี้การเมืองจึงสัมพันธ์กับเครือข่ายและการเลี้ยงดูปูเสื่อผู้คน

ผู้หญิง การครัว และชาติ

ในเรื่องราววันเลือกตั้งที่อึกทึกและอบอวลไปด้วยกลิ่นเหล้าและอาหาร ในช่วงศตวรรษที่ 18 ถึงต้นศตวรรษที่ 19 ในวันเลือกตั้งชาวอเมริกันจะมีการอบขนมเค้กที่เรียกว่าเค้กวันเลือกตั้ง (Election Cake) คือจะเป็นธรรมเนียมการอบขนมเค้กที่ชื่อว่า muster cake เป็นขนมเค้กแบบอังกฤษ คล้ายๆ ฟรุตเค้กในปัจจุบัน คือผสมผสานเค้กกับเนื้อแบบขนมปัง และมักจะอบด้วยผลไม้แห้งที่อวลไปด้วยกลิ่นเหล้า มักอบในพิมพ์ที่มีรูตรงกลาง

แค่ชื่อของเค้กก็สะท้อนความสัมพันธ์ของผู้หญิงและเรื่องบ้านเมือง muster cake โดยชื่อคำว่า muster หมายถึงการรวมพล ในสมัยก่อนเป็นขนมเค้กที่ผู้หญิงหรือแม่บ้านจะอบและแจกจ่ายให้กับนายทหารที่ถูกเรียกตัวเข้ามาฝึกในเมือง

ธรรมเนียมการอบเค้กผลไม้เพื่อวันเลือกตั้งเริ่มต้นในช่วงที่ฮาร์ตฟอร์ด (Hartford) เมืองหลวงรัฐแถบคอนเนกทิคัต คือแต่เดิมก็อบแจกจ่ายและมักอบในกิจกรรมของเมืองเช่นสภาเมือง แต่เมื่อเมืองฮาร์ตฟอร์ดกลายเป็นเมืองสำคัญของการเลือกตั้ง ผู้คนจากรอบๆ หลั่งไหลมาที่เมือง ประกอบกับบรรยากาศรื่นเริง ในที่สุดในช่วงต้นศตวรรษที่ 19 เค้กของเมืองก็เลยกลายเป็นธรรมเนียมหนึ่งที่แม่บ้านจะอบเค้กเพื่อทั้งจูงใจให้คนมาเลือกตั้ง และบ้างก็ใช้เพื่อเป็นรางวัลสำหรับคนที่เลือกพรรคที่ครอบครัวหรือเธอสนับสนุน

รูป : Library of Congress

ต้องอย่าลืมว่าสมัยนั้นผู้หญิงไม่มีสิทธิเลือกตั้ง และการอบเค้กทั้งเพื่อเลี้ยงทหาร และอบเค้กเพื่อเลี้ยงฉลองวันเลือกตั้ง กระทั่งมีนัยของการสนับสนุนฝ่ายการเมืองของตน ก็ถือว่าเป็นการเข้าร่วมมีบทบาทของผู้หญิงในพื้นที่การเมือง

ยิ่งเรามองว่าในยุคนั้น ทั้งยุคอาณานิคมและการเข้ามีส่วนร่วมกับการเลือกตั้ง บทบาทที่ผู้หญิงเข้าร่วมผ่านขนมหวาน ถือเป็นการแสดงความมุ่งมั่นและเข้ามีส่วนร่วมกับอเมริกาในฐานะประเทศใหม่ กับรัฐชาติใหม่อย่างแข็งขัน การร่วมด้วยอาหารการครัวจึงทั้งสะท้อนบทบาทของพวกเธอ ทั้งยังร่วมขุดพรวนวัฒนธรรมทางการเมืองและความเป็นชาติด้วย การอบและกินเค้กจึงมีนัยหรือการอุทิศตัวต่อประเทศในรูปแบบหนึ่ง

ความรักชาติหรือการมีส่วนร่วมกับกิจการของประเทศของผู้หญิง สะท้อนผ่านตำราอาหารที่บันทึกสูตรเค้กเลือกตั้งเอาไว้คือตำราอาหาร American Cookery ตีพิมพ์ช่วงราวปี 1800 ตำราเล่มนี้ถือเป็นหลักฐานของเค้กเลือกตั้ง ซึ่งเธอบันทึกสูตรไว้ เมื่อดูปริมาณ เช่น แป้ง 30 ควอร์ต เนย 10 ปอนด์ ไข่ 3 โหล สะท้อนว่าสูตรอาหารเหล่านี้ไม่ใช่แค่สูตรอาหารในครัวเรือน แต่เป็นสูตรอาหารสำหรับมวลชน ทำเพื่อเลี้ยงคนจำนวนมาก

ธรรมเนียมขนมเค้กวันเลือกตั้งค่อยๆ หายไปเมื่อการเลือกตั้งเป็นทางการขึ้น การลงคะแนนเริ่มมีระเบียบ มีคูหาลับ รวมถึงการมาถึงของยุคแบนเหล้าของอเมริกา ธรรมเนียมการกินดื่มและการเลี้ยงฉลองในวันเลือกตั้งก็ค่อยๆ หายไปพร้อมๆ กับการทำขนมเค้กวันเลือกตั้ง

ปัจจุบันมีหลายสื่อหรือประชาชนอเมริกันที่ร่วมกันรื้อฟื้นธรรมเนียมการอบและกินเค้กวันเลือกตั้ง ซึ่งมักเป็นการทำเค้กที่ชอบขึ้นมา บางส่วนพยายามจำลองสูตรจากตำราเก่า

คอลัมน์ทรัพย์คัลเจอร์ในครั้งนี้ชวนกลับไปสำรวจประวัติศาสตร์และธรรมเนียมบางช่วงบางตอนของการเลือกตั้ง จากยุคสมัยที่การเลือกตั้งเป็นสิ่งที่ควรแก่การฉลอง เป็นเรื่องใหญ่ เป็นมหกรรม และเป็นความรื่นเริง

ในความรื่นเริงสะท้อนถึงการได้มาของสิทธิ ของความสำคัญของการมีสิทธิออกเสียง มาจนถึงการทำและร่วมกันกินขนมเค้กในฐานะการเฉลิมฉลอง ซึ่งก็สะท้อนทั้งความยินดีในการเข้ามีส่วนร่วมของการเลือกตั้ง การทำหน้าที่ของการเป็นพลเมือง

รวมถึงสะท้อนการเข้ามีส่วนร่วมของผู้หญิงซึ่งยังไม่มีสิทธิเต็มที่ และใช้สิทธิจากครัวของเธอในการร่วมกับกิจการของชาติ

อ้างอิงข้อมูลจาก

untappedcities.com/boozy-history-voting-bars-election-day

history.com/articles/colonial-america-election-day-parties

hylandhouse.org/at-home-activities/bake-a-historical-election-cake

connecticuthistory.org/when-elections-in-hartford-were-a-piece-of-cake

today.com/food/recipes/election-cake-rcna178428

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...